ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกประสานเสียงประณามแผนทำลายสาธารณูปโภคอิหร่าน ระบุละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมสากลขั้นรุนแรง
ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศกว่า 100 คน และองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า คำขู่และการกระทำของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน อาจละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ท่ามกลางสงครามที่เริ่มต้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เกิดคำถามเรื่องความรับผิดชอบต่อพลเรือนจำนวนมาก
สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า ทรัมป์และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมาสนับสนุนการโจมตีและขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระบุว่าอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามตามอนุสัญญาเจนีวา โดยเฉพาะการขู่ทำลายโรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดที่จำเป็นต่อชีวิตพลเรือนหลายสิบล้านคน
จากรายงานของ NPR ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่เมื่อต้นเดือนเมษายน 2569 ว่าจะทำลายโรงผลิตน้ำจืด (desalination plants) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มหลักในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการโจมตีสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพลเรือนถือเป็นอาชญากรรมสงครามโดยตรง
BBC ระบุว่า ทรัมป์ยังขู่ซ้ำๆ ว่าจะ ส่งอิหร่านกลับสู่ยุคหิน และ ทำลายล้าง โรงไฟฟ้า สะพาน และเกาะ Kharg Island ซึ่งเป็นศูนย์ส่งออกน้ำมันหลัก หากอิหร่านไม่ยอมตามเงื่อนไขสหรัฐฯ
เหตุการณ์โจมตีโรงเรียนประถมหญิง ชาจาเรห์ ตาเยเบห์ ในเมืองมินาบ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 175 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเด็ก ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า การโจมตีอาจมาจากขีปนาวุธโทมาฮอว์กของสหรัฐฯ ที่อ้างอิงจากข่าวกรองเก่า อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าเป็นการกระทำของอิหร่านเอง
ขณะที่จดหมายเปิดผนึกซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Just Security เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ซึ่งลงนามโดยนักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น ฮาร์วาร์ด เยล และสแตนฟอร์ด กว่า 100 คน ระบุว่า การกระทำและถ้อยแถลงของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม โดยเฉพาะกรณีการโจมตีโรงเรียน และการข่มขู่โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน
Amnesty International ระบุผ่านแถลงการณ์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ว่า คำขู่โจมตีโรงไฟฟ้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าข่ายเป็นการข่มขู่ว่าจะก่ออาชญากรรมสงคราม โดยผู้อำนวยการอาวุโสย้ำว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เช่น โรงไฟฟ้า เป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือนอย่างไม่สัดส่วน
ด้าน Human Rights Watch และอดีตเจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนสหรัฐฯ อย่าง เคนเนธ ร็อธ ระบุว่า การโจมตีโรงไฟฟ้าหรือโรงผลิตน้ำจืดอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม เนื่องจากแม้จะมีเป้าหมายทางทหาร แต่หากส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากขาดไฟฟ้า น้ำสะอาด และการรักษาพยาบาล ก็ถือว่า สร้างความเสียหายต่อพลเรือนมากเกินไป เมื่อเทียบกับประโยชน์ทางทหาร ซึ่งเข้าข่ายละเมิดหลักความได้สัดส่วนภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจาก NBC News ชี้ว่า แม้เพียง คำขู่ ก็อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามได้ โดย เดวิด เชฟเฟอร์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ด้านอาชญากรรมสงคราม เตือนว่าการกระทำลักษณะนี้อาจทำให้สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็น รัฐนอกกฎหมาย
รายงานจาก United Nations Human Rights Office เรียกร้องให้สหรัฐฯ สอบสวนเหตุโจมตีโรงเรียนในเมืองมินาบอย่างโปร่งใส โดยระบุว่า หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อ ก็อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าการดำเนินการเป็นการป้องกันตัวตามสิทธิชอบธรรม เพื่อจัดการภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และเครือข่ายก่อการร้ายของอิหร่าน พร้อมระบุว่าเป้าหมายบางแห่งอาจเป็น การใช้ได้สองทาง คือใช้ทั้งทางทหารและพลเรือน จึงไม่ถือว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จากปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เรียกว่า Operation Epic Fury โดยมีรายงานการโจมตีที่กระทบต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569
ก่อนหน้านี้ ในปี 2563 การสังหาร คาเซ็ม โซเลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ กองกำลังกุดส์ (Quds Force) สังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามด้วยโดรนของสหรัฐฯ ก็เคยถูกผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติระบุว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ แม้จะไม่ใช่เหตุการณ์หลักของความขัดแย้งครั้งนี้ แต่สะท้อนรูปแบบข้อกล่าวหาที่คล้ายคลึงกัน
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากมีการดำเนินการตามคำขู่จริง อาจส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ระบบน้ำประปาหยุดชะงัก โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้ และเสี่ยงนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหารในประชากรราว 90 ล้านคนของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็น การลงโทษแบบเหมารวม ที่ต้องห้ามตามกฎหมายสงคราม
สหรัฐฯ ไม่ยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ทำให้ยังไม่มีกระบวนการพิจารณาคดีในทันที อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่าข้อกล่าวหาอาจนำไปสู่การสอบสวนในอนาคต หากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย
อ้างอิง:
The Guardian: Is the US committing war crimes by targeting Iran's civilian infrastructure? https://www.theguardian.com/law/2026/apr/03/us-war-crimes-iran-civilian-infrastructure-international-law-school-strike
BBC: International law experts allege violations in Iran war https://www.bbc.com/news/articles/cy91x2n29nlo
NPR: Is the U.S. threatening to commit war crimes in Iran? https://www.npr.org/2026/04/01/nx-s1-5770548/is-the-u-s-threatening-to-commit-war-crimes-in-iran
Just Security: Over 100 International Law Experts Warn: U.S. Strikes on Iran https://www.justsecurity.org/135423/professors-letter-international-law-iran-war/
Amnesty International: Trump’s warning that USA will attack Iran’s power plants is a threat to commit war crimes https://www.amnesty.org/en/latest/news/2026/03/trump-warning-attack-iran-power-plants-is-threat-to-commit-war-crimes/
NBC News: Trump's Iran threats alarm war crimes experts https://www.nbcnews.com/world/iran/trumps-iran-threats-alarm-war-crimes-experts-rcna265978




