News Logo
หน้าแรก
ส่องรายงาน กมธ.คองเกรส เมื่อไทยเป็นหนึ่งเส้นทางลักลอบ ขนชิป AI ไปจีน

ส่องรายงาน กมธ.คองเกรส เมื่อไทยเป็นหนึ่งเส้นทางลักลอบ ขนชิป AI ไปจีน

23 เม.ย. 2569 06:00
ผู้ชม 11 คน

มีอีกกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2569 โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯการตั้งข้อหาจำเลย 3 คน ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดลักลอบนำเข้าและละเมิดกฎระเบียบการควบคุมการส่งออก จากความพยายามสั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์ 750 เครื่อง มูลค่า 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 5,449,945,000 บาทจากผู้ผลิตในแคลิฟอร์เนีย โดยผ่านบริษัทบังหน้าของ ไทย เพื่อส่งไปยังประเทศจีน

หมายเหตุ:สำนักข่าว Next News สืบเนื่องจากที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อปลายเดือน มีนาคม 2569 กรณีที่เว็บไซต์กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่ข่าวแจกกรณีอัยการสหรัฐฯ ประกาศการตั้งข้อหากับ 3 ผู้ต้องหา พฤติการณ์นำใช้บริษัทบังหน้าในประเทศไทยลอบขนชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไปยังประเทศจีน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการพิเศษของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ว่าด้วยการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Committee) ได้ออกรายงานที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ โดยรายงานนี้เปิดเผยถึงความพยายามของจีนในการครอบครองความเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยใช้ทั้งช่องทางที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีชิป AI ขั้นสูงของสหรัฐฯ

รายงานนี้ยังชี้ให้เห็นว่า แม้สหรัฐฯ และพันธมิตรจะควบคุมจุดคอขวดที่สำคัญ แต่จีนก็ยังคงหาทางเลี่ยงข้อจำกัดเหล่านั้นได้ โดยมีการระบุถึงการใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางหนึ่งในการลักลอบขนส่งชิปที่ถูกจำกัดเข้าสู่ประเทศจีน

รายงานคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา

รายงานคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา

ความพยายามของจีนในการครอบครองเทคโนโลยี AI

ความเป็นผู้นำด้าน AI ถือเป็นวาระความมั่นคงแห่งชาติสำหรับทั้งสหรัฐฯ และจีน โดยปักกิ่งมีความมุ่งมั่นที่จะควบคุมเทคโนโลยี AI ทั้งหมด ตั้งแต่การผลิตชิปไปจนถึงการพัฒนาโมเดลและการใช้งาน แม้จีนจะมีวิศวกร AI ที่เก่งที่สุดในโลก แต่ก็ยังไม่สามารถผลิตชิป AI ระดับแนวหน้าได้ตามขนาด ประสิทธิภาพ หรือความซับซ้อนตามที่ต้องการ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาอุปกรณ์การผลิตชิปจากต่างประเทศอย่างมาก ในปี 2024 จีนใช้งบประมาณสูงถึง 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,216,940 ล้านบาท เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์และบริการจากบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติรายใหญ่ เช่น Applied Materials, ASML และ KLA ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกที่ยังคงสูงอยู่

ช่องโหว่ในการควบคุมการส่งออกที่จีนยังเข้าถึงได้

รายงานระบุว่า การควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ยังมีช่องโหว่ ทำให้จีนสามารถเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงได้ตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การที่สำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง (BIS) ของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนนโยบายการออกใบอนุญาตสำหรับชิป Nvidia H200 ไปยังประเทศจีนจากเดิมที่ "สันนิษฐานว่าจะปฏิเสธ" มาเป็นการพิจารณาเป็นรายกรณีภายใต้เงื่อนไขบางประการ ทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน เช่น Alibaba, Tencent และ ByteDance ได้รับอนุมัติให้ซื้อชิป H200 โดยมีรายงานว่าอาจมีชิปมากถึง 400,000 ชิ้นถูกส่งไปยังจีน นอกจากนี้ การเข้าถึงชิปผ่านบริการคลาวด์ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่จีนใช้หลีกเลี่ยงข้อจำกัด บริษัทจีนจำนวนมากใช้ศูนย์ข้อมูลนอกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซียหรือสิงคโปร์ เพื่อฝึกอบรมโมเดล AI ขั้นสูงโดยใช้ชิป Nvidia ที่ถูกจำกัด ตัวอย่างเช่น ByteDance ที่ใช้ Aolani Cloud ในมาเลเซีย โดยมีการติดตั้งชิป Nvidia B200 ประมาณ 36,000 ตัว มูลค่ากว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 80,075 ล้านบาท

ชิป NVIDIA H200 GPU

ชิป NVIDIA H200 GPU

เครือข่ายลักลอบนำเข้าชิป AI: บทบาทของประเทศไทย

เมื่อการซื้อขายที่ถูกกฎหมายและช่องทางคลาวด์ยังไม่เพียงพอ ผู้ซื้อและตัวกลางชาวจีนก็หันมาใช้เครือข่ายลักลอบขนส่งที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รายงานได้เปิดเผยกรณีการลักลอบนำเข้าชิป AI และเซิร์ฟเวอร์ AI ที่ถูกจำกัดผ่านตัวกลางอำพรางและเส้นทางการขนส่งทางอ้อม เพื่อปกปิดผู้ใช้งานปลายทางที่แท้จริงและขนส่งฮาร์ดแวร์ผ่านเขตอำนาจศาลที่เปิดกว้างก่อนที่ระบบการปฏิบัติตามกฎระเบียบจะตามทัน

หนึ่งในกรณีที่ถูกเน้นย้ำคือเหตุการณ์ในเดือนพฤศจิกายน 2568ที่จำเลยสี่คนถูกจับกุมและตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดละเมิดกฎหมายควบคุมการส่งออก การลักลอบนำเข้า และการฟอกเงิน จากการใช้บริษัทอสังหาริมทรัพย์บังหน้าในเมืองแทมปา สหรัฐฯ ชื่อ Janford Realtor LLC เพื่อส่งออกชิป Nvidia ที่ถูกจำกัดไปยังประเทศจีน โดยผ่านมาเลเซียและไทย ซึ่งได้รับเงินสนับสนุน 3.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 124,606,700 บาท จากการโอนเงินจากประเทศจีน

และก็มีอีกกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2569 โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯการตั้งข้อหาจำเลย 3 คน ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดลักลอบนำเข้าและละเมิดกฎระเบียบการควบคุมการส่งออก จากความพยายามสั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์ 750 เครื่อง มูลค่า 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 5,449,945,000 บาทจากผู้ผลิตในแคลิฟอร์เนีย โดยผ่านบริษัทบังหน้าของ ไทย เพื่อส่งไปยังประเทศจีน

นอกจากนี้ ยังมีคดีอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงขนาดและรูปแบบที่ซับซ้อนของเครือข่ายเหล่านี้ เช่น การลักลอบขนส่งชิป Nvidia H100 และ H200 มูลค่าอย่างน้อย 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,124,800,000 บาท) ที่มีการติดฉลากใหม่เป็นแบรนด์ "SANDKYAN" และจัดประเภทผิดว่าเป็น "อะแดปเตอร์" เพื่อส่งออก หรือคดีที่ผู้ร่วมก่อตั้ง Super Micro และผู้ร่วมงานอีกสองคนถูกฟ้องในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการละเมิดกฎหมายควบคุมการส่งออก ลักลอบนำเข้า และสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกงสหรัฐฯ จากการลักลอบส่งเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้พลังงานจาก Nvidia มูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 80,075,000,000 บาท) ไปยังประเทศจีน

ข้อเสนอแนะเพื่อปิดช่องโหว่

คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอแนะแนวทางสองประการเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ประการแรก คือการออกกฎหมาย เช่น AI OVERWATCH Act, SCALE Act และ Remote Access Security Act เพื่อปิดช่องโหว่ที่ทำให้บริษัทจีนยังคงเข้าถึงชิปและคลาวด์คอมพิวต์ขั้นสูงของสหรัฐฯ ได้อย่างถูกกฎหมาย ประการที่สอง คือการออกกฎหมาย เช่น MATCH Act, Chip Security Act และ STOP Shells Act เพื่อหยุดยั้งการเบี่ยงเบนเส้นทางของอุปกรณ์การผลิตชิปไปยังประเทศที่สาม นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ปิดช่องโหว่ในการตรวจสอบโรงหล่อชิป พิจารณาการขโมยโมเดล AI ว่าเป็นการจารกรรมทางอุตสาหกรรม และกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงเพียงพอเพื่อยับยั้งการขโมยนวัตกรรมของสหรัฐฯ โดยปักกิ่ง

รายงานนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่สหรัฐฯ และพันธมิตรจะต้องปรับปรุงและบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและป้องกันไม่ให้เทคโนโลยี AI ที่สำคัญตกไปอยู่ในมือของคู่แข่งผ่านช่องทางที่ผิดกฎหมายและซับซ้อน.

ข่าวการลักลอบชนชิปไปจีน

ข่าวการลักลอบชนชิปไปจีน

ผลกระทบต่อประเทศไทย

จากเนื้อหาในรายงานฉบับเต็มถ้าหากวิเคราะห์ถึงผลกระทบ ต่อการที่ประเทศไทยนั้นเป็นทางผ่าน สำหรับเส้นทางการส่งออกชิป AI ไปยังประเทศจีน จะพบว่ามีประเด็นน่าสนใจดังนี้

 ผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคตอาจรวมถึงด้านต่างๆ ดังนี้:

  1. แรงกดดันด้านกฎหมายและการบังคับใช้:

การยกระดับมาตรการควบคุม: สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรมีแนวโน้มที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศไทยให้ยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออกและนำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทคโนโลยีสองวัตถุประสงค์ (dual-use technology) และชิป AI ที่ถูกจำกัด .

การปราบปรามเครือข่ายลักลอบ: หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทย (เช่น ศุลกากร, ตำรวจ) อาจต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในการตรวจจับและปราบปรามเครือข่ายการลักลอบที่ซับซ้อนเหล่านี้ ซึ่งมักใช้บริษัทเชลล์ (shell companies) และเส้นทางการขนส่งทางอ้อม .

ความร่วมมือระหว่างประเทศ: จะมีความต้องการเพิ่มขึ้นในการร่วมมือด้านข่าวกรองและการบังคับใช้กฎหมายกับหน่วยงานของสหรัฐฯ และนานาชาติ เพื่อสืบสวนและหยุดยั้งการเคลื่อนย้ายชิปที่ผิดกฎหมาย .

  1. ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ:

ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ: การที่ประเทศไทยถูกระบุว่าเป็นทางผ่านที่สำคัญ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีกับสหรัฐฯ หากสหรัฐฯ มองว่าประเทศไทยไม่ได้ดำเนินมาตรการที่เพียงพอในการป้องกันการลักลอบ  เพราะสหรัฐฯ ถือว่าความเป็นผู้นำด้าน AI เป็นประเด็นความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญ .

ภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ: การถูกมองว่าเป็นประเทศที่ละเลยหรือไม่สามารถควบคุมการลักลอบเทคโนโลยีขั้นสูงได้ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพันธมิตรตะวันตก.

  1. ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ:

การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ: การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการค้า อาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอื่นๆ ของไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น.

มาตรการแซงก์ชัน (ในกรณีเลวร้ายที่สุด): แม้จะเป็นกรณีที่รุนแรงและไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย แต่หากสถานการณ์เลวร้ายลงและประเทศไทยไม่สามารถจัดการกับการลักลอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจมีความเสี่ยงในทางทฤษฎีที่สหรัฐฯ อาจพิจารณาใช้มาตรการจำกัดการค้าหรือมาตรการแซงก์ชันรองต่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการลักลอบ .

  1. ความท้าทายด้านความมั่นคง:

การจัดสรรทรัพยากร: หน่วยงานด้านความมั่นคงและบังคับใช้กฎหมายของไทยจะต้องจัดสรรทรัพยากรเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากการลักลอบสินค้าเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหว ซึ่งอาจต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากขึ้น.

ความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน: เครือข่ายการลักลอบที่ซับซ้อนมักจะเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งอาจเป็นความท้าทายต่อระบบราชการและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทย.

โดยสรุปแล้ว การที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางลักลอบชิป AI ในปัจจุบัน  อาจนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น แรงกดดันทางการทูต และความจำเป็นในการปรับปรุงกลไกการควบคุมและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา https://files.constantcontact.com/f0eecb46901/372341fc-7c57-462d-bf91-d6519a6dc858.pdf

แท็กที่เกี่ยวข้อง
AI
ชิป



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สิทธิสตรีเป็นเดิมพัน ทรัมป์บีบอิหร่านหยุดประหาร 8 นักโทษหญิง
สิทธิสตรีเป็นเดิมพัน ทรัมป์บีบอิหร่านหยุดประหาร 8 นักโทษหญิง