สต็อกน้ำมันทั่วโลกกำลังลดลงเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกจำกัดการเดินเรือ กระทบอุปทานน้ำมันโลกกว่า 20% และดันตลาดเข้าสู่ภาวะตึงตัวหนักในปี 2569
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าระดับความต้องการใช้ 100 วันภายในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังช่องแคบฮอร์มุซยังถูกจำกัดการเดินเรืออย่างหนัก ขณะที่หลายประเทศต้องเร่งดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้เพื่อชดเชยภาวะขาดแคลนอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกอยู่ที่ระดับเทียบเท่าความต้องการใช้ 101 วัน และคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 98 วันภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม โดยตัวเลขดังกล่าวรวมทั้งคลังสำรองเชิงพาณิชย์และคลังสำรองยุทธศาสตร์ของรัฐบาลประเทศต่างๆ
ภาวะตึงตัวของตลาดเริ่มรุนแรงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านทวีความรุนแรง ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก หรือประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวันในภาวะปกติ ถูกจำกัดการเดินเรืออย่างหนัก
รายงาน Oil Market Report ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ปริมาณน้ำมันคงคลังที่สามารถติดตามได้ทั่วโลกลดลง 129 ล้านบาร์เรลในเดือนมีนาคม และลดลงอีก 117 ล้านบาร์เรลในเดือนเมษายน รวมกว่า 250 ล้านบาร์เรล หรือเฉลี่ยประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
IEA ระบุเพิ่มเติมว่า การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้ปริมาณน้ำมันคงคลังบนบกลดลงอย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ OECD ที่ลดลงถึง 146 ล้านบาร์เรลในเดือนเมษายน ขณะที่ปริมาณน้ำมันบนเรือบรรทุกเพิ่มขึ้นบางส่วน เนื่องจากเรือจำนวนมากยังติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย
สำนักข่าว Reuters อ้างข้อมูลจากโกลด์แมน แซคส์ ว่า อัตราการลดลงของน้ำมันคงคลังในเดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นถึง 8.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือเป็นระดับเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดน้ำมันโลกเปลี่ยนจากภาวะน้ำมันล้นตลาดในปี 2568 เข้าสู่ภาวะขาดแคลนอย่างรวดเร็ว โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกจะลดลงเฉลี่ย 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ของปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เฉลี่ยอยู่ที่ราว 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน
แม้จะเริ่มมีสัญญาณการเจรจาหยุดยิง และเรือบางส่วน โดยเฉพาะเรือจากจีน สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้มากขึ้น แต่ปริมาณการเดินเรือยังต่ำกว่าระดับปกติอย่างมาก ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีเรือหลายร้อยลำติดค้างอยู่ในภูมิภาค และลูกเรือมากกว่า 20,000 คนยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้
IEA ประเมินว่า ปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาดโลกจากวิกฤตในอ่าวเปอร์เซียสะสมแล้วกว่า 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน นับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤต โดยองค์กรได้ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรลเพื่อบรรเทาสถานการณ์ แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่าสามารถชดเชยการสูญเสียจากช่องแคบฮอร์มุซได้เพียงประมาณ 26 วันเท่านั้น
วิกฤตดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่น โดยเฉพาะเชื้อเพลิงอากาศยาน แนฟทา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว ซึ่งมีปริมาณสำรองลดลงอย่างรวดเร็ว โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ปริมาณสำรองผลิตภัณฑ์น้ำมันเชิงพาณิชย์ลดลงจากระดับประมาณ 50 วัน เหลือเพียง 45 วันของความต้องการใช้
ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในเอเชียได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โรงกลั่นหลายแห่งเริ่มปรับลดกำลังการผลิตและหันไปใช้คลังสำรองมากขึ้น
แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงและผันผวนอย่างหนักในช่วงแรก แต่ความหวังจากความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงผ่านหลายช่องทาง รวมถึงความพยายามไกล่เกลี่ยจากปากีสถาน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เริ่มปรับลดลงบางส่วนในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า หากการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซล่าช้าออกไป ตลาดน้ำมันโลกอาจเผชิญความผันผวนรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกเพิ่มสูง
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย โดยปกติมีเรือผ่านมากกว่า 100 ลำต่อวัน การจำกัดการเดินเรือครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการหยุดชะงักด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่
ทั้ง IEA และ EIA ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 8 ปี โดยรายงานล่าสุดในเดือนพฤษภาคมยืนยันว่าตลาดน้ำมันโลกยังอยู่ในภาวะตึงตัวสูง แม้ยังไม่เข้าสู่ระดับวิกฤตด้านปฏิบัติการในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น เช่น สหรัฐฯ บราซิล และรัสเซีย เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อช่วยชดเชยการขาดแคลนบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณน้ำมันที่หายไปจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
อ้างอิง:




