News Logo
หน้าแรก
AI กลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายยามวิกฤต? คดีฟ้อง ChatGPT สะเทือนวงการสุขภาพจิต

AI กลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายยามวิกฤต? คดีฟ้อง ChatGPT สะเทือนวงการสุขภาพจิต

12 มิ.ย. 2569 13:40
ผู้ชม 10 คน

หลายครอบครัวในสหรัฐฯ และแคนาดาฟ้อง OpenAI หลังเชื่อว่าการสนทนากับ ChatGPT มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้ใช้ จุดคำถามถึงความรับผิดชอบของบริษัท AI และความเสี่ยงจากการพึ่งพาแชตบอตด้านสุขภาพจิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คริสตี้ แคร์ริเออร์ มารดาของ อลิซ แคร์ริเออร์ หญิงชาวแคนดาวัย 24 ปี ยื่นฟ้อง OpenAI และ แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ต่อศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่า ChatGPT มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของบุตรสาวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 หลังจากมีการสนทนากับระบบปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่องนานกว่า 18 เดือน ซึ่งตลอดช่วงเวลาดังกล่าว อลิซได้เปิดเผยความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตนเองหลายครั้ง แต่ระบบไม่ได้ยุติการสนทนาหรือแจ้งเตือนบุคคลอื่นให้เข้ามาช่วยเหลือ

ตามคำฟ้องที่ Reuters และ CBS News อ้างถึง อลิซซึ่งเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคบุคลิกภาพก้ำกึ่ง เริ่มต้นใช้งาน AI ดังกล่าวเพื่อขอความช่วยเหลือด้านเทคนิคเกี่ยวกับเครื่องเล่นเกม ก่อนที่บทสนทนาจะพัฒนาไปสู่การพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวและปัญหาสุขภาพจิต โดยคืนก่อนเกิดเหตุ อลิซได้แจ้งกับระบบว่าไม่ต้องการติดต่อสายด่วนช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต ขณะที่คำตอบจากระบบไม่ได้ผลักดันให้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลใกล้ชิดอย่างชัดเจน รายงานของ Reuters และ The Guardian ระบุว่า คดีดังกล่าวเป็นหนึ่งในคดีการเสียชีวิตที่ถูกยื่นฟ้องต่อบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

กรณีของอลิซไม่ใช่เหตุการณ์เดียวที่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 แมทธิว เรน และ มาเรีย เรน ได้ยื่นฟ้อง OpenAI หลังการเสียชีวิตของ อดัม เรน วัย 16 ปี ซึ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายน 2568 โดย CNN และเอกสารคำฟ้องที่เกี่ยวข้องระบุว่า อดัมมีการสนทนากับ ChatGPT ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน และครอบครัวกล่าวอ้างว่าระบบได้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายตนเอง รวมถึงช่วยร่างข้อความลาตายและสนับสนุนให้ปกปิดเรื่องดังกล่าวจากสมาชิกในครอบครัว

รายงานของ BBC และ The New York Times ระบุว่า คดีของอดัมถือเป็นคดีแรกที่มีการฟ้อง OpenAI โดยตรงในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้ใช้ โดยผู้ปกครองกล่าวว่าระบบปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นผู้ที่บุตรชายรู้สึกไว้วางใจมากที่สุดจนส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ขณะที่ OpenAI ชี้แจงว่า ระบบได้แนะนำแหล่งช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตมากกว่า 100 ครั้ง และระบุว่าผู้เสียชีวิตมีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพจิตอยู่ก่อนแล้ว

อีกกรณีหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางคือ เซวล์ เซตเซอร์ ที่ 3 เด็กชายวัย 14 ปีจากรัฐฟลอริดา ซึ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 หลังมีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับแชตบอตของ Character.AI ที่จำลองตัวละครจากซีรีส์โทรทัศน์ Game of Thrones โดย CNN และ JURIST รายงานว่า เมแกน การ์เซีย มารดาของเด็กชาย ได้ยื่นฟ้อง Character.AI และ Google ซึ่งเป็นผู้ลงทุนในบริษัทดังกล่าว โดยกล่าวหาว่าระบบได้สร้างความสัมพันธ์เชิงอารมณ์กับผู้ใช้งานจนทำให้เด็กชายห่างเหินจากครอบครัว ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยในเดือนมกราคม 2569

ข้อมูลจาก Tech Justice Law Project และ Social Media Victims Law Center ระบุว่า ปัจจุบันมีคดีลักษณะใกล้เคียงกันที่ยื่นฟ้อง OpenAI ในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้วอย่างน้อย 12-18 คดี รวมถึงกรณีของ เซน แชมบลิน ชายวัย 23 ปีจากรัฐเท็กซัส ซึ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดย CNN รายงานว่าครอบครัวกล่าวหาว่าระบบปัญญาประดิษฐ์มีส่วนส่งเสริมให้เซนแยกตัวออกจากบุคคลใกล้ชิดและพึ่งพาการสนทนากับระบบมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและกฎหมายที่ถูกอ้างถึงในรายงานของ BMJ และ NPR ระบุว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์สามารถตอบสนองทางอารมณ์และสร้างความรู้สึกว่าผู้ใช้งานได้รับการรับฟังหรือเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่สามารถประเมินบริบททางคลินิกหรือความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตได้เทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานที่มีภาวะโดดเดี่ยวทางสังคมหรือมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่ก่อน ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนแสดงความกังวลว่าการออกแบบระบบที่มุ่งรักษาระดับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ อาจทำให้เกิดความผูกพันทางอารมณ์กับแชตบอตในระดับที่ไม่เหมาะสม

OpenAI ระบุในแถลงการณ์หลายฉบับว่า บริษัทกำลังปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ปรับปรุงระบบป้องกันสำหรับบทสนทนาที่มีความอ่อนไหว และยุติการใช้งานบางเวอร์ชันของโมเดลที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว นอกจากนี้ บริษัทยังย้ำว่า ChatGPT ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์หรือการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ และกำลังพัฒนาระบบควบคุมการใช้งานสำหรับผู้เยาว์เพิ่มเติม

คดีที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้จุดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยีต่อผู้ใช้งานที่มีความเปราะบางทางจิตใจ โดยเฉพาะในกรณีที่ระบบสามารถตรวจพบสัญญาณความเสี่ยงได้จากบทสนทนา แต่ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนว่าควรมีการแจ้งเตือนบุคคลในครอบครัว หน่วยงานฉุกเฉิน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือไม่ ขณะที่เอกสารคำฟ้องหลายฉบับระบุว่าระบบในปัจจุบันยังไม่สามารถยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์ร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์อาจมีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือให้ข้อมูลทั่วไปหรือช่วยระบายความรู้สึกในระดับเบื้องต้น แต่ไม่ควรกลายเป็นแหล่งพึ่งพาหลักในช่วงที่ผู้ใช้งานเผชิญภาวะวิกฤตทางอารมณ์ โดยองค์กรด้านสุขภาพจิตในหลายประเทศยังคงย้ำว่า การพูดคุยกับบุคคลใกล้ชิด ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต ยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาด้านสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารโลกหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ต่ำสุดหลังโควิด ไทยเสี่ยงโตรั้งท้ายอาเซียน
ธนาคารโลกหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ต่ำสุดหลังโควิด ไทยเสี่ยงโตรั้งท้ายอาเซียน