สหรัฐฯ เตือนห้ามเรียกเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ขณะ IMO เริ่มอพยพกะลาสีเรือกว่า 11,000 คนที่ติดค้างนานหลายเดือน
องค์การการเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ว่า ได้เริ่มดำเนินการอพยพกะลาสีเรือครั้งใหญ่กว่า 11,000 คนที่ติดค้างอยู่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล เริ่มคลี่คลายลงภายหลังการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
รายงานของ IMO ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการดำเนินงานขนาดใหญ่ร่วมกับอิหร่าน โอมาน ประเทศชายฝั่งอื่นๆ ในภูมิภาค สหรัฐฯ และภาคอุตสาหกรรมการเดินเรือ เพื่อเปิดทางให้กะลาสีเรือและเรือพาณิชย์บางส่วนสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย
อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการ IMO กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยยุติความทุกข์ยากของกะลาสีผู้บริสุทธิ์หลายพันคนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าว หลังจากมีข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ถูกควบคุมและปิดกั้นการเดินเรืออย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เรือสินค้าหลายร้อยลำและในบางช่วงเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 ลำไม่สามารถเดินทางออกจากอ่าวเปอร์เซียได้ กะลาสีเรือจำนวนมากต้องเผชิญภาวะขาดแคลนอาหาร น้ำจืด เชื้อเพลิง และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ขณะที่มีรายงานการเสียชีวิตและปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้นในหมู่ลูกเรือ
ข้อมูลจาก UN News เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ระบุว่า มีกะลาสีเรือชาวอินเดียอย่างน้อย 3 คนเสียชีวิตจากเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ตลอดช่วงวิกฤตมีรายงานกะลาสีพาณิชย์เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 14 คน
ด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ คัดค้านการเรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าเส้นทางดังกล่าวเป็นน่านน้ำสากลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ควรมีประเทศใดผูกขาดหรือเรียกเก็บเงินจากการเดินเรือผ่านช่องแคบ รูบิโอกล่าวระหว่างการหารือกับประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียว่า การดำเนินการดังกล่าวของอิหร่านเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
สำนักข่าว Reuters และแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องรายงานก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนบริษัทเดินเรือว่าการชำระเงินให้อิหร่านในรูปแบบใดก็ตามเพื่อแลกกับการเดินเรือผ่านช่องแคบ อาจเข้าข่ายถูกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยระบุว่า หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้ภายใน 60 วัน สหรัฐฯ อาจพิจารณาเรียกเก็บค่าผ่านทางในฐานะผู้ดูแลความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ เพื่อชดเชยภารกิจรักษาความมั่นคงในพื้นที่
ล่าสุดสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลงหลังการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยให้การส่งออกน้ำมันผ่านภูมิภาคกลับมาฟื้นตัว โดยปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 19 ล้านบาร์เรลต่อวันในบางช่วง ข้อมูลติดตามการเดินเรือล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า จำนวนเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ยังต่ำกว่าระดับปกติก่อนเกิดวิกฤตที่เฉลี่ยราว 130-140 ลำต่อวัน
อย่างไรก็ตาม การอพยพกะลาสีเรือยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เนื่องจากบันทึกความเข้าใจดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อตกลงถาวร และยังมีความเสี่ยงที่ความตึงเครียดในภูมิภาคจะกลับมาปะทุขึ้นอีก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเชื่อมต่อระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน มีความกว้างเพียงประมาณ 21 ไมล์ทะเลในจุดที่แคบที่สุด ทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญและเปราะบางที่สุดของโลกมาอย่างยาวนาน
กะลาสีเรือส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบเป็นชาวเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่บนเรือท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากเป็นเวลาหลายเดือน เรือบางลำเผชิญภาวะขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก ขณะที่บริษัทเดินเรือต้องรับภาระต้นทุนประกันภัยที่เพิ่มสูงขึ้นและผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก
ก่อนหน้านี้ Lloyd’s List และสำนักข่าว Associated Press รายงานว่า ในช่วงที่วิกฤตรุนแรงที่สุด มีกะลาสีเรือราว 20,000 คนติดค้างอยู่บนเรือเกือบ 2,000 ลำ ส่งผลให้ IMO ระบุว่าเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรมการเดินเรือสมัยใหม่
การฟื้นตัวของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก โดยความคล่องตัวของการเดินเรือจะส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงาน การค้าระหว่างประเทศ และความมั่นคงด้านอาหารในหลายภูมิภาค
ระหว่างที่การอพยพยังดำเนินต่อไป ประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าเจรจาเพื่อหาทางออกระยะยาว โดยยึดหลักกฎหมายทะเลระหว่างประเทศตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ซึ่งรับรองเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบระหว่างประเทศโดยปราศจากการกีดกันหรือข้อจำกัดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
อ้างอิง:




