ศาลฎีกากัมพูชายืนโทษจำคุกนักข่าวออนไลน์ 2 คน คนละ 14 ปี ในข้อหากบฏ หลังเผยแพร่ภาพบริเวณปราสาทตาควายที่มีทุ่นระเบิดปรากฏอยู่ในฉากหลัง ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนวิจารณ์คำตัดสินอย่างหนัก
ศาลฎีกากัมพูชายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ สั่งจำคุกนักข่าวออนไลน์ 2 คน คนละ 14 ปี ในข้อหา จัดหาข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติให้แก่รัฐต่างชาติ ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานกบฏ ตามมาตรา 445 แห่งประมวลกฎหมายอาญากัมพูชา
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ว่า นายพร สภีพ อายุ 39 ปี และ นายเพียบ เพียรา อายุ 41 ปี ถูกศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำตัดสินเดิม หลังทั้งสองถูกจับกุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ภายหลังเดินทางกลับจากการรายงานข่าวในจังหวัดอุดรมีชัย ใกล้พื้นที่ปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นจุดที่เกิดการปะทะระหว่างกำลังทหารของกัมพูชาและไทยในช่วงเวลาดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นจังหวัดเสียมราบมีคำพิพากษาลงโทษทั้งสองเมื่อเดือนธันวาคม 2568 หลังการพิจารณาคดีเพียงวันเดียว โดยจำเลยทั้งสองปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาส่งข้อมูลให้ต่างชาติหรือกระทำการใดที่เป็นอันตรายต่อประเทศ จากนั้นศาลอุทธรณ์จังหวัดบันเตียมีชัยมีคำพิพากษายืนตามคำตัดสินเดิมในเดือนมีนาคม 2569 ก่อนที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอุทธรณ์เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน และมีคำพิพากษายืนยันโทษเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน
รายงานของ Human Rights Watch เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากภาพถ่ายที่นักข่าวทั้งสองเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นภาพขณะยืนอยู่ร่วมกับทหารกัมพูชาหลายนายบริเวณหน้าปราสาทตาควายภายหลังการหยุดยิง โดยในภาพปรากฏทุ่นระเบิดอยู่ด้านหลัง ภาพดังกล่าวถูกทางการนำไปตีความว่าเป็นการเปิดเผยตำแหน่งและข้อมูลทางทหาร
ด้าน Committee to Protect Journalists (CPJ) ระบุว่า การดำเนินคดีเกิดขึ้นในช่วงที่มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งบริเวณชายแดน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าใช้อาวุธต้องห้าม ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีการวางทุ่นระเบิดใหม่ อันอาจขัดต่ออนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
ทนายความของจำเลยทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง หรือปรับลดข้อหาเหลือเพียงความผิดฐานเปิดเผยความลับทางทหารตามมาตรา 479 พร้อมขอให้ศาลระงับการบังคับโทษชั่วคราว แต่ศาลฎีกาไม่รับคำร้องดังกล่าว
สำนักข่าว CamboJA News รายงานว่า ภายหลังศาลมีคำพิพากษา นางพรม ยอร์น มารดาของนายพร สภีพ และนางฮง ทา ภรรยา ได้เดินทางมาที่ศาลและร้องขอความเมตตาจากศาลและรัฐบาล โดยยืนยันว่าทั้งสองเป็นเพียงผู้สื่อข่าวท้องถิ่นที่ทำหน้าที่รายงานข่าวชุมชนและสังคม ไม่ได้กระทำการทรยศต่อประเทศ และต้องห่างจากครอบครัวมาเป็นเวลานาน
ด้าน นายเทป อัสนฤทธิ์ โฆษกกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา กล่าวว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างการทำหน้าที่รายงานข่าวกับประเด็นด้านความมั่นคงของชาติ และต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายของประเทศ โดยรัฐบาลได้เปิดโอกาสให้จำเลยได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายตลอดกระบวนการพิจารณาคดี
อย่างไรก็ตาม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง ได้แก่ Human Rights Watch, Committee to Protect Journalists (CPJ), International Bar Association’s Human Rights Institute (IBAHRI) และ Cambodian League for the Promotion and Defence of Human Rights (LICADHO) วิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการนำกฎหมายความมั่นคงมาใช้จำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน
ข้อมูลจาก LICADHO ระบุว่า ในปี 2568 มีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 82 คน จากการแสดงความคิดเห็นหรือเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งบริเวณชายแดน และอย่างน้อย 76 คนยังคงถูกควบคุมตัวอยู่จนถึงสิ้นปี
ขณะที่ Reporters Without Borders จัดอันดับเสรีภาพสื่อของกัมพูชาในดัชนีเสรีภาพสื่อโลกฉบับล่าสุดไว้ที่อันดับ 151 จากทั้งหมด 181 ประเทศ สะท้อนสถานการณ์ด้านเสรีภาพสื่อที่ยังคงเผชิญข้อจำกัดอย่างต่อเนื่อง
นายพร สภีพ และนายเพียบ เพียรา สังกัดสำนักข่าวออนไลน์ ทีเอสพี 68 ทีวี ออนไลน์ โดยหนึ่งในนั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักข่าว บัตตัมบัง โพสต์ ทีวี ออนไลน์ ทั้งสองเป็นผู้สื่อข่าวท้องถิ่นที่ทำงานด้านข่าวชุมชนและสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนถูกจับกุมระหว่างเดินทางกลับจากการรายงานข่าวและนำสิ่งของไปมอบให้กำลังพลตามแนวชายแดน
องค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีที่มีบทลงโทษรุนแรงที่สุดต่อผู้สื่อข่าวกัมพูชาในรอบหลายปี และเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายฮุน มาเนต เพิ่มการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงและความขัดแย้งบริเวณชายแดน โดยจนถึงปัจจุบัน นักข่าวทั้งสองยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง ขณะที่ครอบครัวยังคงเดินหน้าขอความเป็นธรรมและขอความเมตตาจากทางการกัมพูชาต่อไป
อ้างอิง:




