แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายประเทศตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไปจนถึงเวเนซุเอลา จนหลายคนตั้งคำถามว่าโลกกำลังเผชิญแผ่นดินไหวถี่ขึ้นจริงหรือไม่ ท่ามกลางข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่า ความรู้สึกอาจสวนทางกับข้อเท็จจริง พร้อมเปิดสถิติระดับโลกและคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญว่าเกิดอะไรขึ้นใต้เปลือกโลก
ตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โลกเผชิญเหตุแผ่นดินไหวครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไปจนถึงเวเนซุเอลา หลายเหตุการณ์มีขนาดเกิน 6.0 และบางแห่งสร้างความเสียหายรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตนับพันคน จนเกิดคำถามตามมาว่า โลกกำลังเกิดแผ่นดินไหวบ่อยขึ้นจริงหรือเป็นเพียงความรู้สึกจากการที่ข่าวสารเดินทางรวดเร็วกว่าเดิม
เช้าวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 09.31 น. ตามเวลาประเทศไทย กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.2 บริเวณเกาะฮัลมาเฮรา ประเทศอินโดนีเซีย ที่ความลึกประมาณ 121 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น เมืองมานาโด และเมืองบีตุง แต่ไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ เนื่องจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึก ทำให้พลังงานของคลื่นไหวสะเทือนอ่อนกำลังก่อนถึงพื้นผิวโลก
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากอินโดนีเซียเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ซึ่งสร้างความเสียหายต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐานกว่า 400 แห่งบนเกาะสุลาเวสี ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่ากิจกรรมแผ่นดินไหวในภูมิภาคดูเหมือนจะเกิดถี่ขึ้น
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 18.04 น. ตามเวลาท้องถิ่น USGS รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 ใกล้เมืองยูมาเร ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวเนซุเอลา ก่อนจะเกิดแรงสั่นสะเทือนขนาด 7.5 ตามมาในอีกเพียง 39 วินาที ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนัก
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า แผ่นดินไหวคู่ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000-2,500 คน บาดเจ็บมากกว่า 12,000 คน และยังมีผู้สูญหายอีกหลายหมื่นราย อาคารบ้านเรือนจำนวนมากพังถล่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ลาไกวรา และกรุงการากัส นับเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของเวเนซุเอลาในรอบกว่า 125 ปี ขณะที่ทีมกู้ภัยจากหลายประเทศยังคงค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง
นอกจากเวเนซุเอลาและอินโดนีเซียแล้ว ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ยังเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หลายครั้งในภูมิภาคแปซิฟิก โดยญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.9 ใกล้เมืองคูจิ (Kuji) จังหวัดอิวาเตะ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน และเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 นอกชายฝั่งจังหวัดอิวาเตะอีกครั้งในวันที่ 1 กรกฎาคม
ความถี่ของเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้หลายคนเชื่อว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่เกิดแผ่นดินไหวมากกว่าปกติ แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์กลับชี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง
USGS อธิบายว่า การที่ประชาชนรับรู้ข่าวแผ่นดินไหวมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจำนวนแผ่นดินไหวทั่วโลกเพิ่มขึ้นจริง ปัจจัยสำคัญคือเครือข่ายเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวที่ครอบคลุมมากขึ้น ประกอบกับระบบสื่อสารและการรายงานข่าวแบบเรียลไทม์ ทำให้เหตุการณ์แทบทุกแห่งบนโลกสามารถเผยแพร่ถึงผู้คนได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
ข้อมูลสถิติระยะยาวของ USGS ยังระบุว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปี โลกเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปประมาณ 16 ครั้ง แม้จำนวนในแต่ละปีจะมีความผันผวน แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่ากิจกรรมแผ่นดินไหวของโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังคงศึกษาพฤติกรรมของรอยเลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานของ Phys.org ระบุว่า ก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ บางพื้นที่อาจพบการกระจุกตัวของแผ่นดินไหวขนาดเล็ก หรือเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างรอยเลื่อนหลายแนวมากขึ้น ซึ่งสะท้อนการสะสมความเครียดภายในเปลือกโลก แต่รูปแบบดังกล่าวยังไม่สามารถใช้ทำนายเวลาและสถานที่ของแผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำ
แผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกที่ผลัก ดึง หรือมุดตัวเข้าหากัน จนเกิดการสะสมพลังงานและปลดปล่อยออกมาในรูปของคลื่นไหวสะเทือน พื้นที่ที่เกิดเหตุบ่อยที่สุดคือแนววงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ซึ่งครอบคลุมอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกา และอีกหลายประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิก
ประเทศไทยเองเคยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในประเทศเมียนมา แรงสั่นสะเทือนส่งผลถึงอาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในพื้นที่จตุจักรซึ่งถล่มลงมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน
รายงานการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า ความเสียหายส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาด้านมาตรฐานวัสดุก่อสร้างและการควบคุมงานก่อสร้าง ทำให้แผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรยังสามารถสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวจึงย้ำว่า แม้มนุษย์จะยังไม่สามารถทำนายแผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำ แต่สามารถลดความสูญเสียได้ผ่านการออกแบบอาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานต้านทานแผ่นดินไหว การพัฒนาระบบเตือนภัย และการเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่เสี่ยงภัย ทำให้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว ความเสียหายมีแนวโน้มสูงกว่าในอดีต จึงอาจทำให้ผู้คนรู้สึกว่าแผ่นดินไหวเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ทั้งที่สถิติในภาพรวมยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว
แม้โลกใต้พื้นพิภพจะยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และแผ่นดินไหวยังคงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่บทเรียนจากเหตุการณ์ในหลายประเทศตลอดปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า ความสูญเสียไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานการก่อสร้าง และการเตรียมรับมือของแต่ละประเทศด้วย
อ้างอิง:




