สื่อเกาหลีตีข่าว ตร.เกาหลีสนธิ ตร.ไทย ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ รวม 11 ผู้ต้องหา เผยพฤติการแอบอ้างเป็นอัยการเกาหลี หลอกให้เหยื่อถอดเสื้อผ้าแล้วส่งภาพมา อ้างเพื่อค้นตัวแล้วใช้ภาพเปลือยแบล็กเมล์ ก่อนหลอกเหยื่ออีกรอบอ้างเป็น สำนักกำกับดูแลการเงินเกาหลีจะมาช่วยเรื่องคดี แต่ต้องให้โอนมัดจำก่อน พบมีเหยื่อเกาหลีหลงเชื่อ 68 ราย โอนเงินให้มิจฉาชีพ 154 ล้าน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สื่อในประเทศเกาหลีใต้รายงานกรณีตำรวจในประเทศไทยจับกุมแก๊งโทรศัพท์หลอกลวง (Voice Phishing) ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศไทย ซึ่งก่อเหตุหลอกลวงเหยื่อชาวเกาหลีใต้จำนวน 68 ราย สูญเงินไปกว่า 6.7 พันล้านวอน (ประมาณ 154.1 ล้านบาท) เมื่อปีที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวน 11 คน ซึ่งรวมถึงหัวหน้าแก๊งชาวเกาหลีใต้ วัย 29 ปี โดยมีการส่งตัวไปยังสำนักงานอัยการเขตกลางกรุงโซล และ 9 ในจำนวนนี้ถูกควบคุมตัวไว้ ตำรวจยังได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด จำนวน 157 ล้านวอน (ประมาณ 3.61 ล้านบาท)
ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดอยู่ในช่วงอายุ 20-30 ปี ถูกกล่าวหาว่าแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานกำกับดูแลทางการเงิน (Financial Supervisory Service - FSS) และเจ้าหน้าที่อัยการ เพื่อเรียกร้องและข่มขู่ให้เหยื่อส่งภาพโป๊เปลือยระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคมปีที่แล้ว จากนั้นได้นำภาพเหล่านั้นไปสร้างเป็นสื่อลามกอนาจารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมทางจิตใจ ก่อนที่จะกรรโชกทรัพย์เป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 6.7 พันล้านวอน (ประมาณ 154.1 ล้านบาท) โดยอ้างว่าเป็นเงินฝากเพื่อชดเชยค่าเสียหาย
แก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว มีสมาชิกทั้งหมด 24 คน ประกอบด้วยชาวเกาหลี 20 คน และชาวจีน 4 คน พวกเขาสร้าง "คอลเซ็นเตอร์" ขึ้นในอาคารแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และดำเนินแผนการหลอกลวงโดยแบ่งหน้าที่สมาชิกออกเป็น 3 บทบาท
บทบาทแรกจะสุ่มโทรหาเหยื่อจากฐานข้อมูลที่เตรียมไว้ โดยจะแจ้งว่าบัญชีธนาคารของเหยื่อถูกตรวจสอบเรื่องการฟอกเงิน และมีหมายจับออกแล้ว พร้อมให้เหยื่อเข้าถึงเว็บไซต์ปลอมของสำนักงานอัยการ และแสดงเอกสารปลอม เช่น ประกาศการปราบปรามเงินทุนอาชญากรรมและหมายจับ โดยข่มขู่ว่าอัยการจะติดต่อกลับไป และต้องทำตามคำแนะนำ
บทบาทที่สองคือ "อัยการ" จะโทรหาเหยื่ออีกครั้งและสั่งให้เหยื่อเข้าไปในโมเต็ลใกล้เคียงในเกาหลี เพื่อดำเนินการสอบสวนแบบสรุป และบังคับให้ถอดเสื้อผ้าทั้งหมด ถ่ายภาพและส่งภาพร่างกายทางโทรศัพท์มือถือ โดยอ้างว่าจำเป็นต้องมีการตรวจร่างกายก่อนการจับกุม
ส่วนบทบาทที่สาม จะแอบอ้างเป็นพนักงานของสำนักงานกำกับดูแลทางการเงิน (FSS) ของเกาหลีใต้ แกล้งปลอบเหยื่อที่หวาดกลัว และหลอกให้จ่ายเงิน "ค่ามัดจำ" ให้กับ FSS เพื่อแก้ไขคดี
แก๊งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการแบ่งบทบาทหน้าที่อย่างละเอียด ผู้บงการหลักชาวจีนชื่อนาย B ได้ร่วมกับหัวหน้าแก๊งชาวเกาหลีชื่อนาย A ในการสรรหาสมาชิกเพื่อจัดตั้งกลุ่มอาชญากรทั้งหมด 24 คน พวกเขายังได้ยึดหนังสือเดินทางของสมาชิก ตั้งกฎการทำงาน และข่มขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลต่อตำรวจหากสมาชิกฝ่าฝืน หรือทำร้ายร่างกายเพื่อควบคุมอำนาจในองค์กร
เหยื่อรายหนึ่งได้รับความเสียหายมากที่สุด โดยส่งเงินให้ผู้ต้องสงสัยถึง 500 ล้านวอน (ประมาณ 11.5 ล้านบาท) การจับกุมผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้นภายใต้ปฏิบัติการร่วมกับตำรวจไทยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมปีที่แล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนจากทั้งสองประเทศยังคงติดตามสมาชิกแก๊งชาวเกาหลีอีก 9 คนที่หลบหนีอยู่ในประเทศไทย
เจ้าหน้าที่ตำรวจเตือนว่า ไม่มีหน่วยงานรัฐ เช่น อัยการ หรือสำนักงานกำกับดูแลทางการเงิน ที่จะทำการตรวจค้นร่างกายในโมเต็ล หรือเรียกเก็บเงินในนามของการแก้ไขคดี ดังนั้นจึงไม่ควรตอบสนองต่อการร้องขอเหล่านี้ และควรรีบแจ้งตำรวจทันทีหากพบเหตุการณ์ดังกล่าว




