จีนประกาศพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ หลังสหรัฐฯ ขยายคว่ำบาตรอิหร่านพาดพิงบริษัทในจีนและฮ่องกง พร้อมย้ำคัดค้านมาตรการฝ่ายเดียวที่ไม่มีมติจาก UN
ล่าสุด จีนยืนยันพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ หลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน รวมถึงบริษัทในจีนและฮ่องกง ขณะที่มาตรการชุดแรกยังไม่ครอบคลุมธนาคารจีนรายใหญ่ ก่อนผู้นำสองประเทศมีกำหนดพบกันในเดือนกันยายนนี้
South China Morning Post รายงานเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่า รัฐบาลปักกิ่งยืนยันว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของจีนจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ หลังรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการชุดใหม่ต่ออิหร่านและคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมบริษัทและบุคคลในจีนและฮ่องกงด้วย ทั้งนี้ จีนยังไม่ได้เปิดเผยว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ในรูปแบบใด หากบริษัทหรือสถาบันของจีนได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรองของสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันในกรุงปักกิ่งว่า จีนคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่มีพื้นฐานตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พร้อมระบุว่า สงครามเศรษฐกิจและการกดดันสูงสุดไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่จะเพิ่มความตึงเครียด สร้างความเสี่ยงลุกลาม กระทบระเบียบเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมถึงสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของประเทศอื่น
เมื่อถูกถามโดย Bloomberg ว่า จีนจะปรับเปลี่ยนความร่วมมือกับอิหร่านเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ หรือไม่ หลิน เจี้ยน กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างจีนกับอิหร่านดำเนินอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและไม่ควรถูกรบกวน พร้อมยืนยันว่าจีนกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและ “จะดำเนินทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนอย่างเด็ดขาด” โดยหลินยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดระดับความตึงเครียดและกลับเข้าสู่การเจรจาโดยเร็ว
ท่าทีของจีนมีขึ้นหลังกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of the Treasury) ประกาศเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เริ่ม “ปฏิบัติการตัดอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจ” ตามคำสั่งของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เรียกมาตรการดังกล่าวว่า “ดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” มีเป้าหมายตัดช่องทางทางการเงิน การค้า และรายได้ที่สหรัฐฯ ระบุว่ายังคงสนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน พร้อมเพิ่มความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรรองต่อประเทศ บริษัท และบุคคลที่ยังทำธุรกิจกับเตหะราน
กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ระบุว่า สำนักงานควบคุมทรัพย์สินในต่างประเทศ (Office of Foreign Assets Control) ได้ขึ้นบัญชีบุคคล บริษัท และเรือเกือบ 60 รายการในหลายประเทศ โดยกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหาเทคโนโลยีสำหรับโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ปฏิบัติการทางไซเบอร์ ตลอดจนเครือข่ายขนส่งและจำหน่ายน้ำมันของอิหร่าน รายชื่อดังกล่าวครอบคลุมเครือข่ายในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และหลายประเทศในยุโรป รวมถึงบริษัทจีนและฮ่องกงที่เกี่ยวข้องกับเรือซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าใช้ขนส่งน้ำมันอิหร่านไปยังจีน
สหรัฐฯ ยังขยายขอบเขตกิจกรรมที่อาจถูกคว่ำบาตรรองในอนาคตไปยัง 5 ภาคส่วน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการเดินเรือ โดยเบสเซนต์กล่าวว่าสหรัฐฯ ได้ติดตามเครือข่ายและช่องทางทางการเงินที่อิหร่านใช้จำหน่ายน้ำมันและหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร พร้อมเตือนว่าหน่วยงานใดก็ตามที่ช่วยฟอกเงินหรือหลบเลี่ยงมาตรการให้กับอิหร่านอาจถูกตัดออกจากระบบการเงินสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม Financial Times และ The Straits Times รายงานว่า มาตรการชุดแรกของสหรัฐฯ ยังไม่ได้มุ่งเป้าไปยังธนาคารจีนรายใหญ่ แม้จีนจะเป็นตลาดสำคัญที่สุดสำหรับน้ำมันอิหร่าน โดยจีนรับซื้อน้ำมันที่อิหร่านส่งออกประมาณร้อยละ 90 ขณะที่บริษัทกลั่นน้ำมันของรัฐจีนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงธุรกรรมที่เสี่ยงต่อมาตรการคว่ำบาตร แต่โรงกลั่นเอกชนขนาดเล็กบางส่วนยังคงรับซื้อน้ำมันจากอิหร่าน
เบสเซนต์ระบุว่า สหรัฐฯ ยังไม่ต้องการดำเนินมาตรการที่อาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบการเงินโลก และจะเปิดโอกาสให้ประเทศและสถาบันที่เกี่ยวข้องยุติกิจกรรมที่สหรัฐฯ ระบุไว้ก่อน แต่หากยังคงมีส่วนช่วยเปลี่ยนรายได้จากน้ำมันอิหร่านเข้าสู่ระบบการเงิน ก็อาจตกเป็นเป้าหมายของมาตรการเพิ่มเติมในภายหลัง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการพบกันระหว่าง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งข้อมูลจาก Bloomberg รายงานว่ามีกำหนดในกรุงวอชิงตันวันที่ 24 กันยายน 2569 เพื่อหารือเรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการรักษาข้อตกลงพักความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ โดยประเด็นมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เพิ่มความตึงเครียดระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตันก่อนการประชุมดังกล่าว
South China Morning Post รายงานว่า ประเด็นสำคัญที่จีนติดตามอยู่คือสหรัฐฯ จะขยายมาตรการคว่ำบาตรรองไปถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของจีนหรือไม่ ขณะที่รัฐบาลจีนยืนยันว่าจะไม่ยุติความร่วมมือกับอิหร่านเพียงเพราะแรงกดดันจากมาตรการฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และยังคงเรียกร้องให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งกลับเข้าสู่การเจรจาทางการเมือง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านดำเนินมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการเดินเรือและการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางน้ำมันสำคัญของโลก
อ้างอิง:
Financial Times: China warns US it could retaliate over Iran sanctions
The Guardian: China denounces US threat of sanctions over trade with Iran
Bloomberg: China defends cooperation with Iran, warns against sanctions
South China Morning Post: China vows payback for US Iran sanctions
U.S. Embassy & Consulates in China: Operation Economic Outcast




