News Logo
หน้าแรก
นักวิชาการฮ่องกงชี้ ความตึงเครียดไต้หวันลามถึงไทย หลังจีนร้องปลดโลโก้

นักวิชาการฮ่องกงชี้ ความตึงเครียดไต้หวันลามถึงไทย หลังจีนร้องปลดโลโก้

28 ส.ค. 2569 06:00
ผู้ชม 7 คน

นักวิชาการฮ่องกงวิเคราะห์ ข้อพิพาธเทศกาลหนังไต้หวันในกรุงเทพฯ จุดประเด็นร้อน! ปมทูตจีนขอปลดโลโก้ ‘กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน’ เป็นข้อบ่งชี้ความตึงเครียดคาบสมุทรไต้หวัน ลามถึงไทยแล้ว ชี้การเมืองไทยกับความแตกแยกอำนาจนิยม-ประชาธิปไตย ส่งผลทำจุดยืนคนไทยแบ่งแยกเรื่องรวมชาติไต้หวันหรือไม่

สำนักข่าว Next News รายงานบทวิเคราะห์สถานการณ์ต่างประเทศ สืบเนื่องจากงานเทศกาลภาพยนตร์สารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันในกรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ระหว่างเทศกาล สถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้เรียกร้องขอให้ผู้จัดงานเทศกลาลถอดชื่อและโลโก้ของกระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันออกจากโปสเตอร์ แต่นางธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการเทศกาล ยืนยันหนักแน่นว่าปฏิเสธข้อเรียกร้องของสถานทูตจีน และให้เจ้าหน้าที่สถานทูตไปร้องเรียนต่อกระทรวงการต่างประเทศของไทยแทน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ไทยและจีนออกแถลงการณ์ร่วม โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ยืนยันการสนับสนุน "นโยบายจีนเดียว" ของไทย ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติและไม่สนับสนุนการเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน และยังสนับสนุนนโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ของจีนด้วย ทางด้านของศาสตราจารย์ เอินเจ๋อ ฮั่น จากภาควิชาการเมืองและรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง ได้วิเคราะห์เหตุการณ์นี้ลงบนเว็บไซต์ East Asia Forum แพลตฟอร์มวิเคราะห์การเมืองของออสเตรเลียว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ความขัดแย้งกัน แต่เป็นอาการของกระบวนการเดียวกันที่บ่งชี้ว่า ความตึงเครียดคาบสมุทรไต้หวัน ลามมาถึงไทย และกำลังส่งผลกระทบต่อการเมืองภายในประเทศไทย

ผลสำรวจจากเดือนตุลาคม 2565 ในกลุ่มผู้ใหญ่ชาวไทย 2,380 คน แสดงให้เห็นว่า 42 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนการรวมไต้หวันกับจีน ในขณะที่ 16 เปอร์เซ็นต์ไม่สนับสนุน และอีก 43 เปอร์เซ็นต์ยังไม่มีความเห็นที่ชัดเจน ตัวเลขเหล่านี้เผยให้เห็นถึงความแตกแยกในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาตามสเปกตรัมค่านิยมประชาธิปไตย-เผด็จการ ผู้ที่มีค่านิยมเผด็จการสูงถึง 59 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนการรวมชาติ เทียบกับเพียง 23 เปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่สนับสนุนที่อยู่ในอัตราส่วนที่ต่ำกว่ามาก ขณะที่ผู้มีค่านิยมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งมีเพียง 27 เปอร์เซ็นต์ที่สนับสนุนการรวมชาติไต้หวัน การแบ่งขั้วนี้ยังสะท้อนผ่านแนวทางพรรคการเมือง โดยผู้สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ 57 เปอร์เซ็นต์, ภูมิใจไทย 60 เปอร์เซ็นต์ และประชาธิปัตย์ 55 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนการรวมชาติ ในทางกลับกัน ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย 31 เปอร์เซ็นต์ และก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) 27 เปอร์เซ็นต์ มีท่าทีสนับสนุนน้อยกว่ามาก

ไต้หวันจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ทางความคิดในการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มที่สนับสนุนประชาธิปไตย เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเลือกพรรคประชาชน, นักกิจกรรมนักศึกษาในการประท้วงปี 2563 และเครือข่ายพันธมิตรชานม (Milk Tea Alliance) ที่เติบโตขึ้นมา ซึ่งมองว่าไต้หวันเป็นตัวแทนของความเป็นไปได้ที่สังคมเอเชียจะปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตย การระบุตัวตนกับไต้หวันในกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้เป็นการตัดสินเรื่องอธิปไตยข้ามช่องแคบเป็นหลัก แต่เป็นข้อบ่งชี้ถึงประเภทของการเมืองที่พวกเขาต้องการในประเทศของตนเอง

เหตุการณ์เช่นข้อพิพาทในเทศกาลภาพยนตร์มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นบ่อยขึ้นจากสองกระแสหลัก หนึ่งคือความเชื่อมั่นของชาวไทยต่อจีนอาจลดลงเนื่องจาก "ทุนสีเทา" ของจีน เช่น บริษัทที่ถือครองโดยนอมินี, แหล่งซ่องสุมอาชญากรรมตามแนวชายแดนเมียนมาและกัมพูชา รวมถึงเครือข่ายอาชญากรรมจีนที่ดำเนินการภายในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการประท้วงที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางแม่น้ำจากการทำเหมืองของจีนในรัฐฉานของเมียนมา กระแสที่สองคือไต้หวันกำลังผลักดันบทบาทของตนเองในต่างประเทศอย่างแข็งขัน กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานด้านวัฒนธรรมของไต้หวันได้เพิ่มการมีส่วนร่วมในต่างประเทศ เช่น การทูตวัฒนธรรม เทศกาลภาพยนตร์ และการแลกเปลี่ยนกับภาคประชาสังคมต่างชาติ เพื่อรักษาสถานะระหว่างประเทศในขณะที่การรับรองอย่างเป็นทางการลดลง กิจกรรมเหล่านี้แต่ละครั้งจะมีการแสดงสัญลักษณ์ของไต้หวัน ซึ่งบางครั้งก็เป็นโลโก้ของกระทรวง ในพื้นที่สาธารณะของประเทศที่สาม และแต่ละกิจกรรมก็อาจกลายเป็นประเด็นโต้แย้งได้

แม้ผลสำรวจจะเป็นภาพรวมจากเดือนตุลาคม 2565 และความคิดเห็นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทยหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2566 ทั้งการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 และ 2569 การปรับโครงสร้างพรรคการเมืองครั้งใหญ่ รวมถึงการยุบพรรคก้าวไกลและการก่อตั้งใหม่เป็นพรรคประชาชน อย่างไรก็ตาม การแบ่งขั้วทางการเมืองภายในประเทศไทยยังคงมีเสถียรภาพตั้งแต่ปี 2566 โดยพรรคประชาชนยังคงเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด และมุมมองโดยรวมของประเทศต่อจีนในไทยยังคงเป็นบวกในวงกว้าง ผลสำรวจของ Pew Research Center ในเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยมีมุมมองเชิงบวกต่อปักกิ่ง ดังนั้นข้อมูลจากการสำรวจปี 2565 จึงยังคงบ่งชี้ถึงรูปแบบทั่วไปของความคิดเห็นของชาวไทยได้

กรณีของประเทศไทยไม่น่าจะเป็นกรณีเดียวที่มีเหตุลักษณะแบบนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดข้ามช่องแคบไต้หวันมีแนวโน้มจะแทรกซึมเข้าสู่การสนทนาในระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตามที่ทุนของจีนสร้างความไม่พอใจในท้องถิ่น การทูตที่กระตือรือร้นมากขึ้นของไต้หวันก็จะพบช่องทางทางวัฒนธรรมและภาคประชาสังคมในการเข้าถึง อีกทั้งประเด็นการเมืองภายในประเทศมีการแข่งขันระหว่างวิสัยทัศน์ประชาธิปไตยและอำนาจนิยม ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เรื่องเกี่ยวกับไต้หวันถูกยกขึ้นมาถกเถียงในประเทศนั้น

ที่มา https://eastasiaforum.org/2026/08/27/taiwan-strait-tensions-come-home-to-thailand/

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ความตึงเครียดไต้หวัน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จีนขู่ตอบโต้สหรัฐฯ คว่ำบาตรโยงน้ำมันอิหร่านก่อนถกใหญ่ สีจิ้นผิง-ทรัมป์
จีนขู่ตอบโต้สหรัฐฯ คว่ำบาตรโยงน้ำมันอิหร่านก่อนถกใหญ่ สีจิ้นผิง-ทรัมป์