Next News-เผยความคืบหน้าการตรวจสอบอดีตผู้พิพากษาพันคดีก๊วนรุกที่ภูเก็ตเรียก 400 ล. ล่าสุด ป.ป.ช.ส่งสำนวน อสส. ฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ แล้ว หลังมีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดอาญา ช่วงเดือน ส.ค.68 ส่วนโทษวินัยร้ายแรง ประธานศาลฏีกาฯ สั่งไล่ออกไปแล้ว
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีชี้มูลความผิด กรณีกล่าวหา นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต กับพวก ใช้อำนาจในตำแหน่งตุลาการโดยมิชอบ และมีพฤติการณ์ร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากกลุ่มบุคคล โดยมิชอบ จากการถูกร้องเรียนว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันกับการแทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีข้อพิพากษาที่ดินจำนวน 46 แปลง ระหว่างบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งกับคู่กรณี ซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันจำนวนหลายคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จนกระทั่งบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวน 400 ล้านบาท
หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 มีมติชี้มูลความผิด นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา และพวกเป็นทางการไปแล้ว
โดยนายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันฑ์ 7 เสียง เห็นว่ามีความผิดทางอาญา และมีมูลความผิดวินัยร้ายแรง แต่เนื่องจากประธานศาลฏีกามีคำสั่งลงโทษไล่ออกไปแล้ว จึงไม่ต้องส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไป
สำหรับกรณีนี้ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้มีการพิจารณาวาระผลการสอบสวน กรณี นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา และพวก ถูกร้องเรียนว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันกับการแทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีข้อพิพากษาที่ดินจำนวน 46 แปลง ระหว่างบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งกับคู่กรณี ซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันจำนวนหลายคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จนกระทั่งบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวน 400 ล้านบาท
ที่ประชุม มีมติ 13 ต่อ 1 เสียง ลงโทษไล่ออกซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และถูกออกคำสั่งย้ายตัวเข้ามาช่วยราชการที่ศาลอาญาหลังจากเกิดเรื่อง
โดยพฤติการณ์ของผู้พิพากษารายนี้ที่ถูกร้องเรียนมีทั้งการร่วมคณะกับคู่กรณีบุกรุกเข้ามาเก็บข้อมูลหลักฐานในที่ดินที่มีข้อพิพากษา มีการข่มขู่เจ้าพนักงานสอบสวน การล็อบบี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีที่รู้จักกันให้มีการประทับรับฟ้องคดีอาญาของคู่กรณี โดยอ้างว่าโจทก์เป็นญาติ และก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาได้มีการโทรศัพท์สอบถามผลคดีล่วงหน้า รวมไปถึงการมีส่วนร่วมรู้เห็น สั่งการ ให้คำแนะนำ ปรึกษา หรืออยู่เบื้องหลังการเจรจาทำบันทึกข้อตกลงเพื่อไกล่เกลี่ยคดีจนได้รับเงินชดเชยกว่า 400 ล้านบาท ด้วย
ขณะที่ในการสอบสวนเส้นทางการเงินคดีนี้ ของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่าภายหลังจากที่บริษัทเอกชนรายใหญ่ได้จ่ายเงินชดเชยให้คู่กรณี จำนวน 400 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสด 200 ล้านบาท และเป็นหุ้นจำนวน 200 ล้านบาท เพื่อไกล่เกลี่ยคดีแล้ว
ในส่วนของเงินสดจำนวน 200 ล้านบาท ถูกโอนเข้าบัญชีของผู้เกี่ยวข้องหลายคน ในจำนวนนี้ มีเงินจำนวน 11 ล้านบาท ถูกโอนเข้าไปในบัญชีของผู้พิพากษารายนี้ด้วย ส่วนแม่ของผู้พิพากษารายนี้ มีเงินเกือบ 2 ล้านบาทโอนเข้าไปด้วย
โดยเงินชดเชย 200 ล้านบาทดังกล่าว มีการถอนหมดบัญชีในวันเดียว และเป็นการถอนแบบโอนเข้าบัญชี 140 ล้านเศษ กระจายไปตามบุคคลต่าง ๆ และมีการถอนเป็นเงินสด 59 ล้าน
จากการตรวจสอบยังพบว่า ภายหลังจากที่ คู่กรณีบริษัทเอกชนรายนี้ ได้รับเงินและผลประโยชน์แล้ว ได้แบ่งผลประโยชน์ให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ถูกกล่าวหา เป็นเงิน 65,000,000 บาท และจำนวนหุ้นในที่ดินร้อยละ 40 จากจำนวนหุ้น ที่ คู่กรณีของบริษัทเอกชนรายนี้ ได้รับมาจาก บริษัทเอกชนรายนี้ มีมูลค่าประมาณ 72,000,000 บาท มีชื่อ นาง ว. (มารดาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ถูกกล่าวหา) เป็นผู้ถือแทนผู้ถูกกล่าวหา
รวมผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับประโยชน์ทั้งสิ้นเป็นเงิน 137,000,000 บาท
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลย มีสิทธิต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้อีกได้




