"...นายวันชัย พิมพา ซึ่งมีอำนาจหน้าที่อนุมัติจ่ายเงินของโรงเรียน ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 4 และข้อ 14 และนางสาววิไล ฉุยฉาย หรือนางกาญจนาภรณ์ วิรุจน์วรชัย ในฐานะหัวหน้างานการเงิน ทราบมาโดยตลอดว่านายศิวกร พิมพา ไม่มาปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างกลับมีการตรวจฎีกาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนรายเดือนให้แก่นายศิวกร พิมพา รวมจำนวน 8 เดือน ๆ ละ 18,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 144,000 บาท..."
กรณีปรากฏข่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ชี้มูลความผิด นายวันชัย พิมพา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 49 จังหวัดตราด กับพวก 3 ราย ในคดีจัดจ้างบุตรของตนเองเป็นพนักงานราชการในตำแหน่งครูผู้สอน เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ.2557 - พ.ศ.2558 นั้น

ภาพประกอบรายงาน
ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตผอ.ร.ร.ราชประชานุเคราะห์ 49 คดีทุจริตจัดจ้างลูกเป็นครู
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันพฤติการณ์การกระทำความผิดของ นายวันชัย พิมพา และพวกในคดีนี้ พบข้อมูลเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
1.ข้อกล่าวหา
คดีนี้เป็นกรณีกล่าวหานายวันชัย พิมพา อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 49 จังหวัดตราด กับพวก จัดจ้างบุตรของตนเองเป็นพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน โดยไม่ได้ดำเนินการคัดเลือกตามระเบียบและจ่ายเงินค่าจ้างให้บุตรของตน ทั้งที่ไม่ได้มาปฏิบัติงาน ระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม 2557 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำนวน 8 เดือน
2.พฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำผิด
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีนี้ว่า เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2557 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 49 จังหวัดตราด มีอัตราว่างในตำแหน่งของพนักงานราชการ ตำแหน่ง ครูผู้สอน
นายวันชัย พิมพา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการ การลงนามในสัญญาจ้างกับผู้ได้รับการสรรหาและการเลือกสรร โดยนายวันชัย ต้องการจ้าง นายศิวกร พิมพา ซึ่งมีฐานะเป็นบุตรของตน ให้เป็นพนักงานราชการ ตำแหน่ง ครูผู้สอน
และแจ้งให้นางสาววิไล ฉุยฉาย หรือนางกาญจนาภรณ์ วิรุจน์วรชัย ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนฯ มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานฝ่ายบุคคล รวมถึงการสรรหา เลือกสรรจัดหา และจัดทำสัญญาจ้างบุคคลในตำแหน่งฯ ดังกล่าว ว่าต้องการจัดจ้างนายศิวกร พิมพา
นายวันชัย พิมพา ได้นำเอกสารสำคัญประจำตัวของนายศิวกร พิมพา ให้กับนางสาววิไล ฉุยฉาย หรือนางกาญจนาภรณ์ วิรุจน์วรชัย เพื่อจัดทำสัญญาจ้างพนักงานราชการและให้ระบุเนื้อหาในสัญญาจ้างว่า จ้างนายศิวกร พิมพา มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี อัตราค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท โดยไม่ได้มีการจัดสอบเลือกสรรพนักงานราชการตามขั้นตอน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 10 และประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการสรรหาและการเลือกสรรพนักงานราชการและแบบสัญญาจ้างของพนักงานราชการ พ.ศ. 2552 ข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7
นอกจากนี้ นับตั้งแต่มีการจัดจ้างนายศิวกร พิมพา ให้ปฏิบัติงานตำแหน่งพนักงานจ้างตามสัญญาจ้างนายศิวกร พิมพา ไม่มาปฏิบัติงานตามสัญญาจ้าง
นายวันชัย พิมพา ซึ่งมีอำนาจหน้าที่อนุมัติจ่ายเงินของโรงเรียน ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 4 และข้อ 14 และนางสาววิไล ฉุยฉาย หรือนางกาญจนาภรณ์ วิรุจน์วรชัย ในฐานะหัวหน้างานการเงิน ทราบมาโดยตลอดว่านายศิวกร พิมพา ไม่มาปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างกลับมีการตรวจฎีกาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนรายเดือนให้แก่นายศิวกร พิมพา รวมจำนวน 8 เดือน ๆ ละ 18,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 144,000 บาท
เป็นเหตุให้โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 49 จังหวัดตราด ได้รับความเสียหาย
3. มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 6 เสียง ดังนี้
(1.)การกระทำของนายวันชัย พิมพา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง
(2.) การกระทำของนายศิวกร พิมพา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕61 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.2547 ข้อ 24 (1) (2) และ (8)
(3.) การกระทำของนางสาววิไล ฉุยฉาย หรือนางกาญจนาภรณ์ วิรุจน์วรชัย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง
(4.) สำหรับการกระทำของนางสาวอารยา ทริดสังข์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และนางสาวชญาน์นันท์ ตวงกระสินธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัย และส่งสำนวนการไต่สวนไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ ต่อไป
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
บทสรุปสุดท้ายการต่อสู้คดีในชั้นศาลเป็นอย่างไร ติดตามดูกันต่อไป




