เจาะลึกคำพิพากษาคดีกล่าวหา 'อนุสรณ์ นาคาศัย' อดีตนายก อบจ.ชัยนาท-พวก อนุญาตให้สโมสรฟุตบอลใช้ประโยชน์สนามกีฬาจังหวัดโดยไม่เรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค อธิบดีผู้พิพากษา ทำความเห็นแย้งไม่ควรยกฟ้อง ชี้เอกชนมีรายได้จากการเก็บค่าบัตรเข้าชมการแข่งขัน จำหน่ายของที่ระลึก แต่กลับไม่ชำระค่าใช้จ่ายทำให้อบจ.ชัยนาท หรือประชาชน ในฐานะผู้ต้องเสียภาษีทั้งประเทศเสียหาย
จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายอนุสรณ์ นาคาศัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยนาท และพวก คือ บริษัท ชัยนาท เอฟ.ซี. จำกัด และนางศศิธร อยู่ประยงค์ อนุญาตให้สโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. หรือสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล เข้าไปใช้ประโยชน์ในสนาม กีฬาจังหวัดชัยนาท (เขาพลอง) ตั้งแต่ ปี 2554-2559 โดยไม่เรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช.พ.ศ 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2566 ที่ผ่านมา
โดยเมื่อวันที่ 3 กรกฏาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้อง

ภาพประกอบข่าว
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบพบว่า ในการพิพากษาตัดสิน ในคดีนี้ของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1
นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้ทำความเห็นแย้งคำพิพากษาของศาลฯ ที่ตัดสินยกฟ้องคดีนี้
เนื่องจาก นายกำจัด มีความเห็นว่า การที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท โดยนายอนุสรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่เรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค การเข้าไปใช้ประโยชน์ในสนาม กีฬาจังหวัดชัยนาท กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปนับแต่ปี 2554 ที่มีการทำบันทึกข้อตกลงการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาทฉบับที่ 1 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2559 ที่จำเลยที่ 1 รับคำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ไม่เคยมีการเรียกให้บริษัท ชัยนาท เอฟ.ซี. จำกัด จำเลยที่ 2 ชำระค่าสาธารณูปโภคดังกล่าวแต่อย่างใด
ถึงแม้จำเลยที่ 2 กับนางศศิธร อยู่ประยงค์ จำเลยที่ 3 จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า การเข้าบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. ของจำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินการแทนสมาคมกีฬาจังหวัดชัยนาท และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของสมาพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (AFC) เท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร เป็นการดำเนินการเพื่อสนับสนุนด้านการกีฬาของประชาชนจังหวัดชัยนาท เป็นการเสียสละทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ส่วนเหตุที่ยังไม่ชำระค่าสาธารณูปโภคที่ อบจ.ชัยนาทเรียกเก็บเมื่อเดือนตุลาคม 2559 นั้น เนื่องจากยังไม่สามารถหาข้อยุติค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพราะสนามกีฬาจังหวัดชัยนาทมีประชาชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ เข้าใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาทด้วย ขอให้คิดค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง นั้น
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า จำเลยที่ 2 มีรายได้จากการเก็บค่าบัตรเข้าชมการแข่งขัน และจำหน่ายของที่ระลึกที่เกิดจากการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท กลับไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท เป็นเหตุให้อบจ.ชัยนาท หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชาชนทั่วไปเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้จากเงินงบประมาณอันมีที่มาจากภาษีอากร ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนทั่วไป พลเมืองผู้ต้องเสียภาษีในประเทศไทยทั้งประเทศ
การไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ปล่อยเวลาล่วงเลยไปนับจาก อบจ.ชัยนาทเรียกเก็บเมื่อเดือนตุลาคม 2559 โดยอ้างเหตุว่าไม่สามารถหาข้อยุติได้ จึงมีมูลความผิดตามฟ้อง
"ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังประมวลมา ข้าพเจ้าจึงมิอาจเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่ยกฟ้องคดีนี้" นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ระบุในความเห็นแย้งผลคำพิพากษายกฟ้องคดีนี้
อนึ่ง เกี่ยวกับคดีนี้ สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เห็นควรที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า อสส. มีคำสั่งให้อุทธรณ์คดีนี้ตามความเห็นของ ป.ป.ช. ไปแล้วหรือไม่




