"...จำเลยที่ 2 มีรายได้จากการเก็บค่าบัตรเข้าชมการแข่งขัน และจำหน่ายของที่ระลึกที่เกิดจากการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท กลับไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชาชนทั่วไปเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้จากเงินงบประมาณอันมีที่มาจากภาษีอากร ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนทั่วไป พลเมืองผู้ต้องเสียภาษีในประเทศไทยทั้งประเทศ..."
จากกรณี สำนักข่าว Next News ตรวจสอบพบข้อมูลใหม่ว่า ในสำนวนคำพิพากษาตัดสินคดีของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่ยกฟ้อง กรณีกล่าวหา นายอนุสรณ์ นาคาศัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยนาท และพวก คือ บริษัท ชัยนาท เอฟ.ซี. จำกัด และนางศศิธร อยู่ประยงค์ อนุญาตให้สโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. หรือสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล เข้าไปใช้ประโยชน์ในสนาม กีฬาจังหวัดชัยนาท (เขาพลอง) ตั้งแต่ ปี 2554-2559 โดยไม่เรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค
นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้ทำความเห็นแย้งคำพิพากษาของศาลฯ ที่ตัดสินยกฟ้องคดีนี้
โดยให้ เหตุผลว่า บริษัท ชัยนาท เอฟ.ซี. จำกัด จำเลยที่ 2 มีรายได้จากการเก็บค่าบัตรเข้าชมการแข่งขัน และจำหน่ายของที่ระลึกที่เกิดจากการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท กลับไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท เป็นเหตุให้อบจ.ชัยนาท หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชาชนทั่วไปเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้จากเงินงบประมาณอันมีที่มาจากภาษีอากร ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนทั่วไป พลเมืองผู้ต้องเสียภาษีในประเทศไทยทั้งประเทศ การไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ปล่อยเวลาล่วงเลยไปนับจาก อบจ.ชัยนาทเรียกเก็บเมื่อเดือนตุลาคม 2559 โดยอ้างเหตุว่าไม่สามารถหาข้อยุติได้ จึงมีมูลความผิดตามฟ้อง

Portrait Cover Image
ยกฟ้อง 'อนุสรณ์' อดีตนายกอบจ.ชัยนาท หลังโดนคุกคดีแรก 45 ปี 60 ด.
เจาะคดี 'อนุสรณ์' เอื้อทีมบอลชัยนาท อธิบดี 'พ.' เห็นแย้งไม่ควรยกฟ้อง
เพื่อให้สาธารณชนรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับความเห็นแย้งคำพิพากษายกฟ้อง ของ นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในคดีนี้มากขึ้น
สำนักข่าว Next News นำความเห็นแย้งฉบับเต็มของ นายกำจัด มาเสนอเป็นทางการ ณ ที่นี้

เอกสารความเห็นแย้ง
ความเห็นแย้งคดีหมายเลขดำที่ อท.94/2567 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1
วันที่ 3 กรกฎาคม 2568
ระหว่าง อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 ในฐานะโจทก์
นายอนุสรณ์ นาคาศัย ที่ 1 บริษัท ชัยนาท เอฟ.ซี. จำกัด ที่ 2 และ นางศศิธร อยู่ประยงค์ ที่ 3 ในฐานะจำเลย
เรื่อง ความผิดต่อหน้าที่ราชการพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
อาศัยอำนาจหน้าที่ตามความในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 ซึ่งข้าพเจ้าตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ความรับฟังเป็นที่ยุติว่า วันที่ 18 มกราคม 2548 การกีฬาแห่งประเทศไทย ส่งมอบภารกิจความรับผิดชอบสนามกีฬาจังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 130 ไร่ 39 ตารางวา พร้อมทรัพย์สินประกอบด้วยสนามฟุตบอล ลู่-ลานกรีฑา และอัฒจันทร์มีหลังคา 1 อาคาร
โดยแจ้งประมาณการงบประมาณที่ต้องบำรุงรักษา ณ ปี 2548 จากการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 350,000 บาท ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทรับผิดชอบดูแล เพื่อเป็นการกระจายอำนาจในการปกครองตนเองตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยให้ผู้รับมอบมีหน้าที่ดำเนินการบริหารจัดการดูแลสนามกีฬาจังหวัดให้อยู่ในสภาพดี สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการส่งเสริมพัฒนากีฬาได้
ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 1 ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท และวันที่ 4 เมษายน 2555 ก็ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทสืบเนื่องวาระกัน
จนกระทั่งวันที่ 21กรกฎาคม 2559 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่งที่ 43/2559 ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทเป็นการชั่วคราว โดยได้รับค่าตอบแทนระหว่างปี 2554 - 2559 ที่จำเลยที่ 1 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทนั้น ได้อนุญาตให้สโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล) เข้าใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท (เขาพลอง) เพื่อฝึกซ้อมและใช้เป็นสนามทีมเหย้า
ขณะที่ค่าเสียหายที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทต้องชำระอันเกิดจากการใช้สนามของสโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. นั้น เป็นค่าเสียหายที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทได้รับ จำต้องจัดสรรจากเงินงบประมาณอันมีที่มาจากภาษีอากร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชาชนทั่วไปต้องรับภาระค่าใช้จ่ายหรือเงินภาษีอากรดังกล่าวนี้ จึงต้องเรียกเก็บจากผู้ใช้
และปรากฏว่าต่อมาหลังจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดชัยนาทเข้าตรวจสอบการใช้งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2558 แล้วแจ้งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาททราบเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559 เกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายหมวดค่าสาธารณูปโภค พบว่ามีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณหมวดค่าสาธารณูปโภคที่ใช้ในสนามกีฬาจังหวัดชัยนาท (เขาพลอง) เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มธุรกิจ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 ถึงปีงบประมาณ 2558 รวมเป็นเงิน 6,964,605.71 บาท
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทจึงเพิ่งเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 กระนั้นก็ยังไม่ได้รับชำระ
กระทั่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทต้องฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดชัยนาทเป็นคดีแพ่ง ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสาธารณูปโภคที่เกิดขึ้นจากการใช้สนามกีฬาดังกล่าว และในที่สุดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ก็ตกลงประนีประนอมยอมความชำระค่าสาธารณูปโภคดังกล่าว
การที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท โดยจำเลยที่ 1 ไม่เรียกเก็บ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปนับแต่ปี 2554 ที่มีการทำบันทึกข้อตกลงการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาทฉบับที่ 1 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2559 ที่จำเลยที่ 1 รับคำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ไม่เคยมีการเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสาธารณูปโภคดังกล่าวแต่อย่างใด
และถึงแม้จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า การเข้าบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. ของจำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินการแทนสมาคมกีฬาจังหวัดชัยนาท และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของสมาพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (AFC) เท่านั้น
ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร เป็นการดำเนินการเพื่อสนับสนุนด้านกีฬาของประชาชนจังหวัดชัยนาท เป็นการเสียสละทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
เหตุที่ยังไม่ชำระค่าสาธารณูปโภคที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทเรียกเก็บเมื่อเดือนตุลาคม 2559 นั้น เนื่องจากยังไม่สามารถหาข้อยุติค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพราะสนามกีฬาจังหวัดชัยนาทมีประชาชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ เข้าใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาทด้วย ขอให้คิดค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง นั้น
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า จำเลยที่ 2 มีรายได้จากการเก็บค่าบัตรเข้าชมการแข่งขัน และจำหน่ายของที่ระลึกที่เกิดจากการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท กลับไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท
เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชาชนทั่วไปเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้จากเงินงบประมาณอันมีที่มาจากภาษีอากร ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนทั่วไป พลเมืองผู้ต้องเสียภาษีในประเทศไทยทั้งประเทศ
การไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ปล่อยเวลาล่วงเลยไปนับจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เรียกเก็บเมื่อเดือนตุลาคม 2559
โดยอ้างเหตุว่าไม่สามารถหาข้อยุติได้ จึงมีมูลความผิดตามฟ้อง
ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังประมวลมา ข้าพเจ้าจึงมิอาจเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่ยกฟ้องคดีนี้.
นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1

เอกสารความเห็นแย้ง
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับคดีนี้ สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เห็นควรที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม
ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า อสส. มีคำสั่งให้อุทธรณ์คดีนี้ตามความเห็นของ ป.ป.ช. ไปแล้วหรือไม่
กล่าวสำหรับ นายอนุสรณ์ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาลงโทษ นายอนุสรณ์ เป็นเวลา 45 ปี 60 เดือน ในคดีกล่าวหาทุจริตเบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนสนับสนุนส่วนราชการและสมาคมกีฬาจังหวัด ระหว่างปีงบประมาณ 2552 - 2553 จำนวน 21 โครงการ และทุจริตเบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนสนับสนุนสาธารณสุขจังหวัดชัยนาท จำนวน 2 โครงการ ไปแล้ว
ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ เป็นน้องชาย นายอนุชา นาคาศัย เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นหนึ่งในอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเมื่อ 2550




