Next News พบข้อมูลใหม่! คดี'อนุสรณ์ นาคาศัย' อดีตนายก อบจ.ชัยนาท-พวก เอื้อประโยชน์ทีมบอลชัยนาท ใช้สนามกีฬาจว.ไม่เก็บค่าใช้จ่าย หลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง! อัยการสูงสุด มีคำสั่งไม่อุทธรณ์สู้ต่อ เผยผลหารือ ป.ป.ช.มีความเห็นแย้งควรอุทธรณ์ปมทำผิดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่ใช่บทบัญญัติกำหนดฐานความผิดกำหนดโทษไว้ ส่วนกรณีขัดขวาง ประวิง หรือจงใจละเว้นไม่เสนอร่างข้อบัญญัติเพื่อเก็บค่าธรรมเนียมนสำนวนไต่สวนไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาชี้มูลความผิดไว้ ไม่พบหยิบยกความเห็นอธิบดีผู้พิพากษา แย้งคำพิพากษาไม่ควรยกฟ้องขึ้นมาหารือด้วยหรือไม่
สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้ากรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายอนุสรณ์ นาคาศัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยนาท และพวก คือ บริษัท ชัยนาท เอฟ.ซี. จำกัด และนางศศิธร อยู่ประยงค์ อนุญาตให้สโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. หรือสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล เข้าไปใช้ประโยชน์ในสนาม กีฬาจังหวัดชัยนาท (เขาพลอง) ตั้งแต่ ปี 2554-2559 โดยไม่เรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช.พ.ศ 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2566 ที่ผ่านมา
โดยเมื่อวันที่ 3 กรกฏาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้อง
ขณะที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เห็นควรที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม
ต่อมาสำนักข่าว Next News ตรวจสอบพบข้อมูลใหม่ว่า ในสำนวนคำพิพากษาตัดสินคดีของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่ยกฟ้อง กรณีกล่าวหา นายอนุสรณ์ นาคาศัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยนาท และพวก คือ บริษัท ชัยนาท เอฟ.ซี. จำกัด และนางศศิธร อยู่ประยงค์ อนุญาตให้สโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. หรือสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล เข้าไปใช้ประโยชน์ในสนาม กีฬาจังหวัดชัยนาท (เขาพลอง) ตั้งแต่ ปี 2554-2559 โดยไม่เรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค
นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้ทำความเห็นแย้งคำพิพากษาของศาลฯ ที่ตัดสินยกฟ้องคดีนี้ไว้ด้วย

ภาพประกอบรายงาน
ยกฟ้อง 'อนุสรณ์' อดีตนายกอบจ.ชัยนาท หลังโดนคุกคดีแรก 45 ปี 60 ด.
เจาะคดี 'อนุสรณ์' เอื้อทีมบอลชัยนาท อธิบดี 'พ.' เห็นแย้งไม่ควรยกฟ้อง
เปิดความเห็นอธิบดีผู้พิพากษา แย้งยกฟ้องน้องอดีตรมต. เอื้อทีมบอลชัยนาท
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบพบข้อมูลใหม่ว่า เกี่ยวกับคดีนี้ อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งไม่อุทธรณ์คำพิพากษาไปแล้ว
โดยความเห็นของอัยการสูงสุด สั่งไม่อุทธรณ์คำพิพากษาคดีนี้ ถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 1 เป็นเอกสารทางการ
ระบุว่า คดีนี้ อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 เป็น โจทก์ยื่นฟ้อง นายอนุสรณ์ นาคาศัย กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยที่ - 3 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 151, 157 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, 192
ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ว่ายกฟ้อง
อัยการสูงสุดมีความเห็นจะไม่อุทธรณ์ และหารือกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นแย้งให้อุทธรณ์คำพิพากษา โดยเห็นว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยตามคำฟ้องของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดออกข้อบัญญัติเพื่อเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ซึ่งใช้ประโยชน์จากบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2541 หรือไม่ ถือเป็นกรณีที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ นั้น
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว มิใช่บทบัญญัติกำหนดฐานความผิดและกำหนดโทษไว้ และในประเด็นดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้ว ว่า ไม่ปรากฏว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุมีการเสนอให้จัดทำข้อบัญญัติจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และการไม่มีการเสนอมิได้เป็นเพราะจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมขัดขวาง
ส่วนการจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่เสนอร่างข้อบัญญัติขึ้นมาเองตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 52 จะฟังว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือไม่ จะเป็นการวินิจฉัยเกินว่าที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคแรก
ซึ่งกรณีดังกล่าว ข้อเท็จจริงตามสำนวนการไต่สวนไม่ปรากฏว่า คณะกรรมการป.ป.ช. ได้แจ้งข้อกล่าวหาและชี้มูลความผิดจำเลยที่ 1 ว่า ขัดขวาง ประวิง หรือจงใจละเว้นไม่เสนอร่างข้อบัญญัติเพื่อเก็บค่าธรรมเนียมและค่าสาธารณูปโภคจากผู้ใช้สนามกีฬา โดยทุจริตหรือโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท และโจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้รับทราบข้อกล่าวหาและถูกชี้มูลดังกล่าว การที่ศาลไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวย่อมชอบแล้ว คดีไม่มีเหตุอุทธรณ์เช่นกัน
สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่า เกี่ยวกับความเห็นสั่งไม่อุทธรณ์คำพิพากษาคดีนี้ อัยการสูงสุด ได้มีการมอบหมายให้สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการชี้แจงเหตุผลกรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาจำเลยทั้งสาม ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 94 และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2562 ข้อ 22 วรรคสอง ด้วย
อย่างไรก็ดี ในการเผยแพร่คำชี้แจง คำสั่งอัยการสูงสุดกรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาคดีนี้ ไม่มีการระบุข้อมูลว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ได้มีการหยิบยกความเห็นของ นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่ทำความเห็นแย้งคำพิพากษาของศาลฯ ที่ตัดสินยกฟ้องคดีนี้ ขึ้นมาหารือด้วยหรือไม่
ซึ่งความเห็นแย้ง ของ นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์ มีประเด็นสำคัญอยู่ที่ กรณีที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท โดยจำเลยที่ 1 ไม่เรียกเก็บ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปนับแต่ปี 2554 ที่มีการทำบันทึกข้อตกลงการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาทฉบับที่ 1 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2559 ที่จำเลยที่ 1 รับคำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ไม่เคยมีการเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสาธารณูปโภคดังกล่าวแต่อย่างใด และถึงแม้จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า การเข้าบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลชัยนาท เอฟ.ซี. ของจำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินการแทนสมาคมกีฬาจังหวัดชัยนาท และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของสมาพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (AFC) เท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร เป็นการดำเนินการเพื่อสนับสนุนด้านกีฬาของประชาชนจังหวัดชัยนาท เป็นการเสียสละทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เหตุที่ยังไม่ชำระค่าสาธารณูปโภคที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทเรียกเก็บเมื่อเดือนตุลาคม 2559 นั้น เนื่องจากยังไม่สามารถหาข้อยุติค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพราะสนามกีฬาจังหวัดชัยนาทมีประชาชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ เข้าใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาทด้วย ขอให้คิดค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง นั้น
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า จำเลยที่ 2 มีรายได้จากการเก็บค่าบัตรเข้าชมการแข่งขัน และจำหน่ายของที่ระลึกที่เกิดจากการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท กลับไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้สนามกีฬาจังหวัดชัยนาท เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชาชนทั่วไปเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้จากเงินงบประมาณอันมีที่มาจากภาษีอากร ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนทั่วไป พลเมืองผู้ต้องเสียภาษีในประเทศไทยทั้งประเทศ การไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ปล่อยเวลาล่วงเลยไปนับจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เรียกเก็บเมื่อเดือนตุลาคม 2559 โดยอ้างเหตุว่าไม่สามารถหาข้อยุติได้ จึงมีมูลความผิดตามฟ้อง
ขณะที่ความเห็นแย้งของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้อุทธรณ์คำพิพากษา ตามคำชี้แจงของอัยการสูงสุด ระบุ เพียงแค่ประเด็นเรื่อง ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยตามคำฟ้องของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดออกข้อบัญญัติเพื่อเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ซึ่งใช้ประโยชน์จากบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2541 หรือไม่ ถือเป็นกรณีที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่
ก่อนที่อัยการสูงสุด จะมีความเห็นว่าระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่อ้างถึง ไม่ใช่กฎหมายที่กำหนดความผิดหรือโทษโดยตรง อีกทั้งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ในช่วงเกิดเหตุไม่มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเสนอร่างข้อบัญญัติขึ้นมา และไม่พบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมขัดขวางการเสนอร่างดังกล่าว ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่เสนอร่างข้อบัญญัติด้วยตนเองตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 52 จะถือเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือไม่นั้น หากศาลวินิจฉัยในเรื่องนี้จะเกินกว่าข้อหาที่โจทก์ฟ้องไว้ ซึ่งกฎหมายห้ามไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192
นอกจากนี้ จากสำนวนไต่สวนไม่ปรากฏว่า ป.ป.ช. เคยแจ้งข้อกล่าวหาหรือชี้มูลจำเลยที่ 1 ในประเด็นขัดขวาง ประวิงเวลา หรือจงใจไม่เสนอร่างข้อบัญญัติเพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมสนามกีฬา และโจทก์ก็ไม่ได้ระบุเรื่องนี้ไว้ในคำฟ้อง
ตามข้อมูลข้างต้นที่นำเสนอไปแล้ว




