News Logo
หน้าแรก
เปิดคดีทุจริตหนองพิกุล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

เปิดคดีทุจริตหนองพิกุล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

13 พ.ค. 2569 07:13
ผู้ชม 91 คน

"...ผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ แจ้งเรื่องใบแจ้งหนี้ค่าที่พัก ค่าอาหารจัดครบทุกมื้อ ค่าอาหารจัดไม่ครบทุกมื้อ และใบตรวจรับการจ้างทุกรายการต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลเพื่ออนุมัติใช้เงินยืมดังกล่าว ระบุว่าผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานจ้างและคณะกรรมการได้ตรวจรับครบถ้วนถูกต้องแล้วเห็นควรพิจารณาแจ้งส่วนการคลังชำระเงินค่าจ้างต่อไป ทั้งที่ ผู้ฟ้องคดีได้ร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาตามโครงการดังกล่าวด้วย..."

กรณีสำนักข่าว Next News นำเสนอรายงานเรื่อง บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้ เขียนโดย ข้าราชการผลัดถิ่น ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของข้าราชการไทย ที่ “ลายเซ็น” ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นการยืนยันว่า ผู้ลงนามได้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของเอกสารในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยเฉพาะเอกสารด้านการเงิน การเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง หากเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ลงนามอาจถูกตรวจสอบทั้งทางวินัย ทางละเมิด และทางอาญาได้

โดยมีการอ้างอิงคดีทุจริต ในองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หนองพิกุล อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ที่จัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงาน ซึ่งจำเลยในคดีเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับส่วนการคลังและการเงิน การรับการนำส่งเงินและเอกสารทางการเงินและเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ มีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางวินัยไล่ออกจากราชการ และนำเรื่องมาฟ้องร้องศาลปกครอง ซึ่งศาลวินิจฉัยแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการลงนามของผู้ฟ้องคดีว่า “ทราบ”นั้นเป็นเพียงการลงนามรับทราบเท่านั้น หาใช่เป็นการพิจารณาดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามที่กำหนดไว้ตามระเบียบฯ ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีจะลงนามและเขียนข้อความเหล่านั้นว่า“รับทราบ”หรือ“ทราบ”หรือ“เห็นชอบ”หรือ“ตรวจแล้วถูกต้อง” หรือข้อความอื่นใดทำนองเดียวกัน หรือแม้แต่เป็นการลงชื่อโดยไม่ระบุข้อความใดๆ ก็ตาม ก็ย่อมหมายความว่า“ผู้ฟ้องคดีได้รับรองผลการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเหล่านั้นตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว”

ผู้ฟ้องคดีไม่อาจกล่าวอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้างที่พิพาทในคดีนี้ได้ ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลปกครองเห็นพ้องด้วย “พิพากษายืน”

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

เพื่อให้สาธารณชนรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับกรณีข้อควรระวังของข้าราชการไทย ในการลงนาม “รับทราบ”หรือ“ทราบ”หรือ“เห็นชอบ”หรือ“ตรวจแล้วถูกต้อง” มากขึ้น

สำนักข่าว Next News นำรายละเอียดคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีนี้ มานำเสนอ ณ ที่นี้อีกครั้ง

ปรากฏข้อมูลดังต่อไปนี้

@ที่มาที่ไปคดี

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565

ระหว่าง นางสาวป. (สงวนชื่อ-นามสุกล) ผู้ฟ้องคดี

นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพิกุล ที่ 1 คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครสวรรค์ ที่ 2 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ 3 (ผู้ถูกฟ้องคดี)

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพิกุล อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่ง ที่ 389/2560 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และคำสั่ง ที่ 37/2561 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งดังกล่าว ซึ่งเป็นการลงโทษตามมติการชี้มูลความผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3

@โดนชี้มูลคดีทุจริตไล่ออกจากราชการ

สืบเนื่องจาก เมื่อครั้งผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลอำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีผู้ร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน ป.ป.ท. กล่าวหาว่า นาย ป. ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล ได้นำรถยนต์ของทางราชการไปใช้นอกเวลาราชการ และกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กรณีปลอมลายมือชื่อของผู้ใหญ่บ้านและกำนัน แล้วนำไปเบิกเงินงบประมาณอบรมสัมมนาของพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล ที่จัดขึ้นในวันที่ 4 เมษายน 2549 สำนักงาน ป.ป.ท. จึงได้มีหนังสือส่งเรื่องดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3

ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งองค์คณะพนักงานไต่สวนเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงดังกล่าวและรับไว้พิจารณาเฉพาะประเด็นการทุจริตการเบิกเงินงบประมาณเท่านั้น โดยได้มีการแจ้งคำสั่งแต่งตั้งองค์คณะพนักงานไต่สวนดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบแล้ว และได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ฟ้องคดีกับพวกรวม 6 ราย ได้ร่วมกันปลอมเอกสารและจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ เพื่อเบียดบังเงินของทางราชการเป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย

ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว และองค์คณะพนักงานไต่สวนได้ไต่สวนพยานบุคคล และพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล มีหน้าที่เกี่ยวกับงานคลัง งานการเงินและบัญชี งานตรวจสอบรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับการเบิกจ่าย การเบิกเงินงบประมาณ การตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง ได้ร่วมกับพวกรวมจำนวน 5 ราย ปลอมเอกสารและจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ ในการเบิกจ่ายโครงการทัศนศึกษาดูงานนอกสถานที่เพื่อพัฒนาบุคลากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 เมษายน 2554 โดยได้เบิกเงินในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดังกล่าว เกินกว่าความเป็นจริงจำนวน 59,800 บาท

การกระทำของผู้ฟ้องคดีกับพวกมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการใดอันได้ชื่อว่าเป็นประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2544 ข้อ 3 วรรคสาม ข้อ 6 วรรคสอง และข้อ 19 วรรคสอง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในการประชุมครั้งที่ 779 – 53/2559 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ได้พิจารณารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามความเห็นขององค์คณะพนักงานไต่สวน โดยได้จัดส่งมติลงโทษทางวินัยของผู้ฟ้องคดีให้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงได้เสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ว่าเห็นควรปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ

ต่อมานายอำเภอตากฟ้า ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นว 0023.11/ว 29 ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2560 แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในคราวการประชุมครั้งที่ 7/2560 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 เห็นว่าที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นควรลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการนั้น ยังไม่ถูกต้องเหมาะสมกับกรณีความผิด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เห็นควรเพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีเป็นโทษไล่ออกจากราชการ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีคำสั่ง ที่ 389/2560 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ

ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยจึงได้มีหนังสือ ลงวันที่ 18 กันยายน 2560 อุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รับหนังสืออุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีไว้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 แต่เมื่อครบกำหนด 90 วัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ได้แจ้งการขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ จนต่อมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ฟ้องคดีจึงได้ทราบอย่างไม่เป็นทางการว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติให้ยกอุทธรณ์

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และคำสั่งยกอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้เคยมีคำพิพากษาไว้แล้วว่า ความผิดวินัยฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการใดอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ไม่อยู่ในอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่จะกระทำการชี้มูลความผิดได้

เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นำมติดังกล่าวมาออกคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยไม่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด กรณีจึงต้องถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนอันเป็นสาระที่สำคัญ

อีกทั้ง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล ตามคำสั่งที่ 94/2554 เรื่อง มอบหมายงานพนักงานส่วนตำบลจัดทำและรับผิดชอบโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ลงวันที่ 28 เมษายน 2554 ได้มอบอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานจัดซื้อจัดจ้างและการประสานงานติดต่อด้านที่พัก อาหาร ยานพาหนะ และสถานที่ศึกษาดูงานตามโครงการทัศนศึกษาดูงานนอกสถานที่ เพื่อพัฒนาบุคลากรประจำปี พ.ศ. 2554 ให้กับนาย จ. เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน และนางสาว ศ. เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล

โดยทั้งสองคนถือเป็นเจ้าของโครงการและเป็นผู้ถือเงินที่ได้จากการยืมเงินทดรองจ่ายเพื่อใช้ในการอบรมและดูงานดังกล่าว กรณีการจัดซื้อจัดจ้างจึงมิได้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดีมาตั้งแต่ต้น

แม้ต่อมาในวันที่ 18 เมษายน 2554 นาย จ. ได้ทำการส่งใช้เงินยืมทดรองจ่ายในราชการด้วยการหักล้างด้วยใบสำคัญจ่ายเป็นจำนวน 107,300 บาท อันเป็นการคืนเงินครบตามจำนวนเงินที่ได้มีการยืมเงินออกไป

แต่ในวันดังกล่าวนั้นผู้ฟ้องคดีก็มิได้อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง แต่นาย ส. หัวหน้าส่วนโยธาเป็นผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่งของผู้ฟ้องคดี โดยที่ผู้ฟ้องคดีจะไม่ทราบเลยว่ามีการส่งใช้เงินยืมเป็นค่าอะไรบ้าง และเป็นจำนวนเงินที่ใช้จ่ายเท่าใด และได้ใช้เอกสารหลักฐานใดในการส่งใช้เงินยืมหรือมีการทำเอกสารที่เป็นเท็จ เนื่องจากในวันที่ 18 เมษายน 2554 จนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2554 ผู้ฟ้องคดีได้ไปราชการโดยเข้ารับการฝึกอบรมที่จังหวัดปทุมธานี

ดังนั้น ในกรณีการตรวจสอบการคืนเงินทดรองจ่ายในราชการดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยนาย ส. จึงต้องถือว่านาย ส. ได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามข้อ 84 (6) แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงินฯ และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมจนถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 หากนาย ส. ได้ใช้ความระมัดระวังและรอบคอบก็จะทราบว่ามีการส่งใช้เงินยืมทดรองจ่ายที่ไม่ถูกต้อง

ดังนั้น นาย ส. จึงเป็นผู้ที่ทำให้เกิดลาภมิควรได้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด กรณีจึงไม่ใช่ความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด

ผู้ฟ้องคดีเพียงแต่อาจบกพร่องต่อหน้าที่เท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึงขนาดเป็นการกระทำทุจริตหากผู้ฟ้องคดีจะมีความผิดทางวินัยอยู่บ้างก็น่าจะเป็นความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรงเท่านั้น

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้มีมติชี้มูลความผิดว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ทางราชการนั้น จึงรับฟังไม่ได้

ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ชี้มูลความผิดในรายของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เอกสารคำพิพากษา

เอกสารคำพิพากษา

@ขอศาลให้เพิกถอนคำสั่ง

เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นำมติการชี้มูลความผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มาใช้ในการออกคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพิกุล ตามคำสั่งที่ 359/2560 เรื่อง ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 และคำสั่งที่ 37/2561 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 จึงต้องถือว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลทำให้มติการยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 (ที่ถูกคือมติการประชุมครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561) เป็นมติที่ออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย จึงนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น

ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้

1.เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามคำสั่งที่ 389/2560 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และคำสั่งที่ 37/2561 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 แก้ไขคำสั่งที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ

2.เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในการประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 (ที่ถูกคือ มติการประชุมครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561)

@ สิ่งที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบพบ

ศาลฯ วินิจฉัยแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามรายงานการไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ว่า ขณะผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ องค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล ได้จัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงานนอกสถานที่เพื่อพัฒนาบุคลากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 เมษายน 2554 ณ จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย ผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล พนักงานส่วนตำบล พนักงานจ้าง และผู้นำชุมชน รวมจำนวน 58 ราย

โดยขณะนั้นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลได้มีคำสั่ง ที่ 35/2554 ลงวันที่ 25 มกราคม 2554 เรื่อง แต่งตั้งพนักงานส่วนตำบลรับผิดชอบและปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการภายใน มอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับส่วนการคลัง และงานการเงิน โดยมีหน้าที่เกี่ยวกับการจ่าย การรับ การนำส่งเงินและเอกสารทางการเงิน การตรวจสอบใบสำคัญฎีกาเกี่ยวกับเงินเดือนค่าจ้าง งานจัดทำงบประมาณ การจัดทำบัญชีทุกประเภท ทะเบียนคุมเงินทั้งรายได้และรายจ่าย ควบคุมการเบิกจ่าย งานพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบลและงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และคำสั่งที่ 37/2554 ลงวันที่ 25 มกราคม 2554 เรื่อง กำหนดงานและหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานส่วนตำบลภายในส่วนการคลัง มอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชอบงานการเงิน และงานทะเบียนทรัพย์สินและพัสดุ โดยเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ มีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามแผน และขั้นตอนต่างๆ ตามระเบียบพัสดุและงานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย

ผู้ฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการทัศนศึกษาดังกล่าวให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2549

ก่อนที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล และคณะจะเดินทางไปทัศนศึกษาระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 เมษายน 2554 ได้ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุได้จัดทำรายงานการขอซื้อขอจ้างและบันทึกตกลงการจ้างต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล จำนวน 3 รายการ ตามข้อ 20 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 คือ

(1) รายงานขอจ้างโดยวิธีตกลงราคา เช่าที่พักจำนวน 1 คืน ลงวันที่ 29 มีนาคม 2554 โดยมีใบเสนอราคาของผู้รับจ้าง บริษัท ช. ลงวันที่ 29 มีนาคม 2549 และบันทึกข้อตกลงราคาระหว่างผู้ฟ้องคดีในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุกับผู้รับจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554

(2) รายงานขอจ้างโดยวิธีตกลงราคา อาหารจัดครบทุกมื้อและอาหารว่าง ลงวันที่ 29 มีนาคม 2554 โดยมีใบเสนอราคาของผู้รับจ้าง นาย ป. ลงวันที่ 29 มีนาคม 2554 และบันทึกข้อตกลงราคา ระหว่างผู้ฟ้องคดีในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุกับผู้รับจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554

(3) รายงานขอจ้างโดยวิธีตกลงราคา อาหารจัดไม่ครบทุกมื้อและอาหารว่าง ลงวันที่ 29 มีนาคม 2554 โดยมีใบเสนอราคาของผู้รับจ้าง นาย ส. ลงวันที่ 29 มีนาคม 2554 และบันทึกข้อตกลงราคาระหว่างผู้ฟ้องคดีในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุกับผู้รับจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554

เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล เห็นชอบตามที่ผู้ฟ้องคดีเสนอแล้ว จึงได้มีการจัดทำข้อตกลงระหว่างนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลกับผู้รับจ้าง ตามบันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 45/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 เช่าห้องพักของโรงแรม ในเครือของบริษัท ช. เป็นเวลา 1 คืน ในราคาคืนละ 750 บาทต่อคน จำนวน 58 คน รวมเป็นเงิน 43,500 บาท

บันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 47/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 จัดซื้อจัดจ้างอาหารจัดครบทุกมื้อ จำนวน 1 วัน และค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 58 คน รวมเป็นเงิน 31,900 บาท บันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 48/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 จัดซื้อจัดจ้างอาหารจัดไม่ครบทุกมื้อ จำนวน 1 วัน และค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 58 คน รวมเป็นเงิน 31,900 บาท

ต่อมา ในวันที่ 4 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นวันเดินทางนาย จ. ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการได้ยืมเงินทดรองราชการโดยทำเป็นสัญญายืมเงิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการดังกล่าว เป็นเงินจำนวน 107,300 บาท โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลอนุมัติให้ยืมเงินดังกล่าว

หลังจากผู้ฟ้องคดีและคณะได้เดินทางกลับจากไปทัศนศึกษาตามโครงการดังกล่าวแล้ว นาย จ. ผู้รับผิดชอบโครงการได้มีหนังสือที่ พช 78401 ลงวันที่ 18 เมษายน 2554 ขออนุมัติส่งใช้เงินยืมเป็นจำนวน 107,300 บาท

โดยระบุว่าได้มีผู้ร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาดูงานนอกสถานที่ครบทั้งจำนวน 58 ราย พร้อมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง และเอกสารการจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างกรณีต่างๆ เช่น ใบส่งมอบการจ้าง ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบตรวจรับมอบงานจ้าง โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลได้อนุมัติตามที่เสนอ

@ พยานหลายรายยืนยัน เอกสารมีพิรุธ

แต่จากการไต่สวนพยานบุคคลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปรากฏว่าในวันดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาดูงาน จำนวนเพียง 35 ราย มิใช่ 58 ราย ตามที่ระบุไว้ในเอกสารการเบิกจ่ายเงินแต่อย่างใด

อีกทั้ง นาย ภ. กรรมการผู้จัดการบริษัท ช. ซึ่งมีรายชื่อเป็นผู้รับจ้างตามบันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 45/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ได้ให้ถ้อยคำและยืนยันว่าพยานไม่เคยทำข้อตกลงการจ้างกับองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล และไม่เคยส่งมอบเอกสารใดๆ แก่องค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล เพื่อจ่ายเงินของทางราชการเช่นกัน

ลายมือชื่อของพยานที่ปรากฏในเอกสารจัดซื้อจัดจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล ไม่ใช่ลายมือชื่อของพยาน แต่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของตน ส่วนตราประทับของบริษัทที่ปรากฏในเอกสาร ไม่ใช่ตราประทับของบริษัท ช. แต่เป็นเพียงรอยตราประทับที่พนักงานต้อนรับใช้อยู่ในบริเวณส่วนต้อนรับลูกค้าเท่านั้น

ส่วนคู่ฉบับใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ซึ่งได้ออกให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลที่บริษัทเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ในการยื่นภาษีรายได้ และเป็นฉบับที่แท้จริง ระบุว่ารับเงินจำนวน 9,000 บาท มิใช่ใบเสร็จรับเงิน ฉบับที่ระบุจำนวน 43,500 บาท แต่อย่างใด

พยานราย นาง ว. ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทร่วมกับนาย ภ. ให้ถ้อยคำว่า พยานได้ตรวจสอบรายงานแขกที่เข้าพัก ระหว่างวันที่ 5 ถึงวันที่ 6 เมษายน 2554 แล้วพบว่า ห้องพักที่มีลูกค้าเข้าพักมากที่สุดในวันดังกล่าว เป็นห้องพักประเภท D – รายวัน ลำดับที่ 1 – 20 และ ลำดับที่ 28 ใช้ชื่อลูกค้าที่เข้าพัก ว่า “แดง (สี่ล้อแดง)” รวมจำนวน 21 ห้อง ห้องละ 450 บาท รวมเป็นเงิน 9,000 บาท โดยห้องพักลำดับที่ 28 เป็นห้องพักคนขับรถ ซึ่งไม่ต้องเสียเงิน

ส่วนกรณีที่ใบเสร็จรับเงิน 2 ฉบับ มีจำนวนไม่ตรงกัน โดยฉบับของบริษัทจำนวน 9,000 บาท ส่วนฉบับขององค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล จำนวน 43,500 บาท นั้น พยานไม่ทราบ แต่พยานยืนยันว่าบริษัทได้รับเงินจากลูกค้าชื่อ “สี่ล้อแดง” เพียง 9,000 บาท เท่านั้น

ส่วนนาย ป. ผู้จัดการโรงแรม ให้ถ้อยคำว่า พยานยืนยันว่าองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล ได้ติดต่อ นำบุคคลเข้าพักกับทางโรงแรมจริง ในวันที่ 5 เมษายน 2554 และออกจากโรงแรมในวันที่ 6 เมษายน 2554 จริง และยืนยันว่าได้รับเงินจำนวน 43,500 บาท จริงตามใบเสร็จรับเงิน

แต่จากการตรวจสอบบันทึกตกลงการจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ใบส่งมอบการจ้าง ลงวันที่ 5 เมษายน 2554 ใบแจ้งหนี้ ลงวันที่ 6 เมษายน 2554 พยานไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวมาก่อน โดยพยานไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้จัดทำ

@ เอกสารจัดซื้อจัดจ้างหลายรายการเป็น “เอกสารปลอม”

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่าบันทึกตกลงราคาระหว่างผู้ฟ้องคดี ในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ กับ บริษัท ช. ที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ลงนามตกลงราคาห้องพักในราคาคืนละ 750 บาทต่อคน เป็นเอกสารปลอมหรือเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ รวมทั้งเอกสารใบเสนอราคา และบันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 47/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ก็เป็นเอกสารที่มีการจัดทำปลอมแปลงขึ้นมาฝ่ายเดียว โดยที่นาย ภ. ไม่ได้เข้าทำสัญญาแต่อย่างใด

แต่ได้มีการเข้าพักในโรงแรมดังกล่าวจริง ในวันที่ 5 เมษายน 2554 โดยมีการเข้าพักจำนวน 20 ห้อง ในราคาห้องละ 450 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 9,000 บาท แต่ได้ให้นาย ป. ออกใบเสร็จรับเงิน จำนวน 43,500 บาท

นอกจากนั้น นาย ป. ซึ่งมีรายชื่อเป็นผู้รับจ้างจัดอาหารครบทุกมื้อตามบันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 47/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ได้มีหนังสือชี้แจงต่อคณะไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ว่าที่ปรากฏชื่อพยานเป็นผู้รับจ้างจำนวน 2 รายการ คือค่าอาหารจัดครบทุกมื้อ กับค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม รวมเป็นเงิน 31,900 บาท และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น

พยานขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อดังกล่าวและไม่ได้เป็นผู้รับเงิน แต่น่าจะมีผู้แอบอ้างชื่อพยานโดยปลอมลายมือชื่อ โดยพยานเคยเป็นหุ้นส่วนของร้าน ร. แต่ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2543 ได้ออกจากกรเป็นหุ้นส่วนร้านดังกล่าวแล้ว โดยได้มอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านให้ร้านดังกล่าวไว้เพื่อเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนทรัพย์สินของร้านเพื่อเป็นชื่อบุคคลอื่น

ส่วนนาย ส. ซึ่งมีรายชื่อเป็นผู้รับจ้างจัดอาหารไม่ครบทุกมื้อตามบันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 48/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 ได้มีหนังสือชี้แจงว่าเอกสารขององค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล ที่ปรากฏชื่อพยานเป็นผู้รับจ้างจำนวน 2 รายการ คือค่าอาหารจัดไม่ครบทุกมื้อกับค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม รวมเป็นเงิน 31,900 บาท และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น พยานขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อดังกล่าว เนื่องจากพยานไม่ได้มีอาชีพรับจ้างทำอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด

โดยพยานจำได้ว่าขณะที่พยานประกอบอาชีพรับจ้างขับรถสองแถวแดงเพื่อรับนักท่องเที่ยวขึ้นดอยสุเทพ ได้มีเครือข่ายรถทัวร์รับจ้างติดต่อให้พยานนำเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเที่ยวตอยสุเทพ โดยได้แจ้งให้พยานนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านมามอบให้โดยแจ้งว่าจะนำไปเพื่อใช้ประกอบการเบิกจ่ายค่ารถรับจ้างของพยาน

กรณีดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างทำอาหารและเครื่องดื่มจากผู้รับจ้างทั้งสองรายดังกล่าวเป็นเอกสารที่ทำปลอมแปลงขึ้นมา โดยมีการแอบอ้างนำเอกสารส่วนบุคคลของบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้ที่ประกอบอาชีพทำอาหารและเครื่องดื่มมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ชี้แจงแต่เพียงว่า ผู้ฟ้องคดีกับพวกได้มอบหมายให้นาย ช. ซึ่งเป็นเจ้าของรถทัวร์เป็นคนดำเนินการทั้งหมดตั้งแต่การประสานงานกับโรงแรมในการจองที่พักล่วงหน้า โดยนาย ช. เป็นผู้ติดต่อกับนาย ป. จำนวน 29 ห้อง ราคาห้องละ 1,500 บาท

หลังเข้าพักโรงแรมแล้ว นาย ช. เป็นผู้จ่ายเงินให้กับนาย ป. จำนวน 43,500 บาท และนายป. เป็นผู้ออกใบเสร็จให้กับนาย ช. ส่วนค่าอาหารทั้งหมด 2 วัน นาย ช. เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ในการติดต่อประสานงานกับทางร้านอาหาร การจ่ายเงิน

โดยเอกสารในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ใช้แบบฟอร์มเดิมที่มีอยู่แล้วขององค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลโดยมีการเว้นช่องว่างไว้ในส่วนของคู่สัญญา และนาย ช. จะเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับลายมือชื่อของคู่สัญญา และบิลเงินสด และเอกสารของผู้รับจ้าง

จากนั้นจึงนำมาให้เจ้าหน้าที่ลงนามต่อไป เอกสารทั้งหมดเป็นความเป็นจริง ไม่ได้มีการทุจริตแต่อย่างใด อีกทั้ง การจัดซื้อจัดจ้างมิได้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดีแต่อยู่ในความรับผิดชอบของนาย จ. และนางสาว ศ.

แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่อาจนำนาย ช. ซึ่งเป็นพยานฝ่ายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างมาให้ข้อเท็จจริงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ และผู้ฟ้องคดีไม่ได้โต้แย้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารและพยานหลักฐานในการจัดซื้อจัดจ้างทุกฉบับซึ่งปรากฏลายมือชื่อของผู้ฟ้องคดีในฐานะที่เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมหรือเอกสารอันเป็นเท็จหรือได้โต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวมิได้ถูกจัดทำขึ้นโดยผู้ฟ้องคดีแต่ถูกจัดทำขึ้นโดยผู้อื่นแต่อย่างใด รวมไปถึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านาย จ. และนางสาว ศ. ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในขั้นตอนและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างกับผู้รับจ้างอย่างไร

กรณีจึงฟังได้ว่าเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างห้องพักของโรงแรมเป็นเวลา 1 คืน และเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างอาหารและเครื่องดื่ม ระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล และผู้รับจ้างทุกราย ได้ถูกทำขึ้นโดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุจริง

เมื่อนาย ภ. นาง ว. นาย ป. นาย ป.(คนที่สอง) และนาย ส. ต่างก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ฟ้องคดีมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะให้ถ้อยคำไปในทางปรักปรำ ใส่ร้ายหรือสร้างเรื่องเท็จเพื่อให้ร้ายแก่ผู้ฟ้องคดี แต่น่าเชื่อว่าได้ให้ถ้อยคำตามความเป็นจริง

กรณีจึงรับฟังได้ว่า บันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 45/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 บันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 47/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 บันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 48/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 และเอกสารประกอบ เป็นเอกสารที่มีการทำปลอมขึ้นมาโดยผู้รับจ้างไม่ได้รู้เห็นหรือมีการตกลงราคากันจริง

นอกจากนั้น เมื่อนาย จ. ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการได้ส่งใช้เงินยืมทดรองราชการ โดยได้เสนอใบแจ้งหนี้ค่าที่พัก ค่าอาหารจัดครบทุกมื้อ ค่าอาหารจัดไม่ครบทุกมื้อ ใบตรวจรับมอบการจ้าง พร้อมเอกสารประกอบต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลเพื่อให้พิจารณาอนุมัติชำระเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างตามบันทึกตกลงการจ้าง โดยระบุว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการ ครบจำนวน 58 ราย ทั้งที่มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 35 ราย เท่านั้น

โดยปรากฏหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ แจ้งเรื่องใบแจ้งหนี้ค่าที่พัก ค่าอาหารจัดครบทุกมื้อ ค่าอาหารจัดไม่ครบทุกมื้อ และใบตรวจรับการจ้างทุกรายการต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลเพื่ออนุมัติใช้เงินยืมดังกล่าว ระบุว่าผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานจ้างและคณะกรรมการได้ตรวจรับครบถ้วนถูกต้องแล้วเห็นควรพิจารณาแจ้งส่วนการคลังชำระเงินค่าจ้างต่อไป ทั้งที่ ผู้ฟ้องคดีได้ร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาตามโครงการดังกล่าวด้วย

อบต.หนองพิกุล อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์

อบต.หนองพิกุล อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์

@ บทบาทของผู้ฟ้องคดี

ผู้ฟ้องคดีจึงควรทราบว่า มีผู้เข้าร่วมทัศนศึกษาไม่ครบจำนวน 58 ราย ตามที่นาย จ. กล่าวอ้าง และเป็นการขอเบิกจ่ายค่าที่พัก ค่าอาหารและเครื่องดื่มเกินไปกว่าความเป็นจริง

เมื่อผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการทัศนศึกษาดังกล่าวให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2549

การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ติดต่อประสานงานกับผู้รับจ้างโดยตรง แต่กลับปลอมเอกสารจัดซื้อจัดจ้างหรือทำเอกสารอันเป็นเท็จโดยเป็นทั้งผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าวและเป็นผู้เสนอเอกสารต่อผู้มีอำนาจลงนามเพื่อเข้าทำสัญญาและข้อตกลงจ้าง โดยผู้รับจ้างไม่ได้รู้เห็นหรือมีการตกลงราคากันจริง

อีกทั้ง ผู้ฟ้องคดียังเป็นถึงหัวหน้าส่วนการคลัง มีหน้าที่ปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ ผู้ฟ้องคดีควรที่จะตรวจสอบเอกสารการตรวจรับมอบงานจ้างก่อนว่าควรที่จะให้มีการเบิกจ่ายเงินตามจำนวนผู้ที่เดินทางไปทัศนศึกษาจำนวน 35 ราย แต่ไม่ควรให้เบิกจ่ายครบทั้งจำนวน 58 ราย เนื่องจากไม่ได้มีการเดินทางไปจริงและไม่ได้มีการจ่ายเงินจริง

การที่ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบใบตรวจรับมอบงานจ้างแล้วเห็นควรเบิกจ่ายเต็มจำนวน 58 ราย กรณีดังกล่าวจึงเป็นเหตุทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลต้องจ่ายเงินงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน เกินกว่าจำนวนที่ได้ใช้จ่ายไปจริง จำนวน 59,800 บาท (ค่าส่วนต่างค่าเช่าที่พัก จ่ายเกินไปจำนวน 34,500 บาท ค่าส่วนต่างอาหารจัดครบทุกมื้อ จ่ายเกินไปจำนวน 11,500 บาท ค่าส่วนต่างอาหารจัดไม่ครบทุกมื้อ จ่ายเกินไปจำนวน 11,500 บาท ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จ่ายเกินไปจำนวน 2,300 บาท)

พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ได้จัดทำเอกสารปลอมหรือเอกสารอันเป็นเท็จ และลงนามรับรองเอกสารซึ่งเป็นเอกสารประกอบการส่งใช้เงินยืมทดรองราชการของนาย จ. จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดเพชรบูรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย และการให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และ การร้องทุกข์ ลงวันที่ 1 มีนาคม 2545 ข้อ 3 วรรคสาม ข้อ 6 วรรคสอง และข้อ 19 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำความผิด

ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีมติในการประชุมครั้งที่ 779 - 53/2559 ชี้มูลความผิดว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ 3 วรรคสาม ข้อ 6 วรรคสอง และข้อ 19 วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2544 ซึ่งได้กำหนดฐานความผิดไว้ในทำนองเดียวกันกับประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดเพชรบูรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย และการให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ลงวันที่ 1 มีนาคม 2545

มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น

@ ข้อโต้แย้งของผู้ฟ้องคดี

ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีได้เดินทางไปราชการเพื่อฝึกอบรมกับสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2549 จนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2549 โดยองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล ได้มีคำสั่งมอบหมายงานในตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลังให้กับนายส. หัวหน้าส่วนโยธาเป็นผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่งของผู้ฟ้องคดี ตามข้อ 245 และข้อ 246 ของประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดเพชรบูรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบลฯ ผู้ฟ้องคดีจึงหาได้เป็นผู้ตรวจสอบการส่งใช้เงินยืมทดรองจ่ายแต่อย่างใด จึงไม่ทราบว่ามีการส่งใช้เงินยืมโดยมีการใช้เอกสารเท็จหรือไม่ และอย่างไร นั้น

เห็นว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตามบันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 45/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 บันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 47/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 บันทึกตกลงการจ้าง เลขที่ 48/2554 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2554 และการลงลายมือชื่อในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ แจ้งเรื่องใบแจ้งหนี้ค่าที่พัก ค่าอาหารจัดครบทุกมื้อ ค่าอาหารจัดไม่ครบทุกมื้อ และใบตรวจรับการจ้างทุกรายการ ต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังศาลเพื่ออนุมัติใช้เงินยืม โดยระบุว่าผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานจ้างและคณะกรรมการได้ตรวจรับครบถ้วนถูกต้องแล้ว เห็นควรพิจารณาแจ้งส่วนการคลังชำระเงินค่าจ้างต่อไป เป็นการดำเนินการก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะเดินทางไปราชการแล้วทั้งสิ้น

ดังนั้น แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบการส่งใช้เงินยืมทดรองจ่าย ก็ไม่ได้มีผลทำให้การ กระทำของผู้ฟ้องคดีก่อนเดินทางไปราชการเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น

ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า การจัดซื้อจัดจ้างที่พิพาทในคดีนี้เป็นการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2549 โดยไม่ได้จัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 แต่อย่างใด

และการลงนามของผู้ฟ้องคดีว่า “ทราบ” นั้น เป็นเพียงลงนามรับทราบเท่านั้น หาใช่เป็นการพิจารณาดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามที่กำหนดไว้ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 แต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้นจึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

เห็นว่า ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีจะลงนามและเขียนข้อความเหล่านั้น ว่า ”รับทราบ” หรือ “ทราบ” หรือ “เห็นชอบ” หรือ “ตรวจแล้วถูกต้อง” หรือข้อความอื่นใดทำนองเดียวกัน หรือแม้แต่เป็นการลงชื่อโดยไม่ระบุข้อความใดๆ ก็ตาม ย่อมหมายถึงว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับรองผลการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเหล่านั้น ตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้กำหนดไว้แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้างที่พิพาทในคดีนี้ได้แต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น

@ คำวินิจฉัยของศาล

เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดเพชรบูรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ ลงวันที่ 1 มีนาคม 2545 ข้อ 3 วรรคสาม ข้อ 6 วรรคสอง และข้อ 19 วรรคสอง ซึ่งกำหนดไว้ในทำนองเดียวกันกับประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครสวรรค์ เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย พ.ศ. 2558 ลงวันที่ 14 มกราคม 2559 ข้อ 7 วรรคสาม ข้อ 10 วรรคสอง และข้อ 23 วรรคสอง

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุมครั้งที่ 7/2560 วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 เห็นชอบให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งที่ 389/2560 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 และคำสั่งที่ 37/2561 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งดังกล่าว โดยมีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.

เอกสารคำพิพากษา

เอกสารคำพิพากษา

//////////////

จากข้อมูลคำพิพากษาศาลปกครองข้างต้น จะเห็นได้ว่า

1. ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่โดยตรง

แม้จะมีผู้รับผิดชอบโครงการคนอื่น แต่ผู้ฟ้องคดีมีตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และเป็นผู้ลงนามรับรองเอกสารทั้งหมด จึงปฏิเสธความรับผิดไม่ได้

2. เอกสารปลอมเกิดขึ้นในกระบวนการที่ผู้ฟ้องคดีเกี่ยวข้อง

ศาลเชื่อว่าเอกสารต่างๆ ถูกจัดทำขึ้นโดยผู้ฟ้องคดีหรืออย่างน้อยผู้ฟ้องคดีย่อมรู้เห็น เพราะเป็นผู้ลงนามรับรองและเสนออนุมัติ

3. จำนวนผู้เข้าร่วมจริงไม่ตรงกับที่เบิก

ผู้ฟ้องคดีเดินทางร่วมโครงการด้วย ย่อมทราบว่ามีผู้ร่วมเดินทางเพียง 35 คน แต่กลับรับรองเอกสารเบิกเงินครบ 58 คน

4. การอ้างว่า “ลงชื่อเพียงรับทราบ” ฟังไม่ขึ้น

ศาลระบุว่า ไม่ว่าจะใช้คำว่า

“ทราบ”

“รับทราบ”

“เห็นชอบ”

หรือไม่เขียนข้อความใด

การลงลายมือชื่อในตำแหน่งหน้าที่ ย่อมหมายถึงการรับรองความถูกต้องของเอกสาร

แต่ที่สำคัญ ถ้าตนเอง มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดทุจริต ปรากฏหลักฐานยืนยันชัดเจน

ลำพังแค่ข้อกล่าวอ้างว่า “ลงชื่อเพียงรับทราบ” ไม่เพียงพอที่จะทำให้รอดพ้นบทลงโทษ จากการไล่ออก หรือติดคุกได้อย่างแน่นอน

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
บทเรียนข้าราชการไทย
แค่เซ็นทราบ
คดีทุจริตหนองพิกุล
ทัศนศึกษาดูงาน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บ.ครอบครัว 'อนุทิน' คว้างานโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ม.อุบลฯ 106.3 ล.
บ.ครอบครัว 'อนุทิน' คว้างานโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ม.อุบลฯ 106.3 ล.