News Logo
หน้าแรก
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน

ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน

14 พ.ค. 2569 06:42
ผู้ชม 186 คน

"...การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการลงนามของผู้ฟ้องคดีว่า “ทราบ”นั้นเป็นเพียงการลงนามรับทราบเท่านั้น หาใช่เป็นการพิจารณาดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามที่กำหนดไว้ตามระเบียบฯ ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีจะลงนามและเขียนข้อความเหล่านั้นว่า“รับทราบ”หรือ“ทราบ”หรือ“เห็นชอบ”หรือ“ตรวจแล้วถูกต้อง” หรือข้อความอื่นใดทำนองเดียวกัน หรือแม้แต่เป็นการลงชื่อโดยไม่ระบุข้อความใดๆ ก็ตาม ก็ย่อมหมายความว่า“ผู้ฟ้องคดีได้รับรองผลการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเหล่านั้นตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว” ..."

กรณีสำนักข่าว Next News นำเสนอรายงานเรื่อง บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้ เขียนโดย ข้าราชการผลัดถิ่น ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของข้าราชการไทย ที่ “ลายเซ็น” ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นการยืนยันว่า ผู้ลงนามได้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของเอกสารในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยเฉพาะเอกสารด้านการเงิน การเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง หากเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ลงนามอาจถูกตรวจสอบทั้งทางวินัย ทางละเมิด และทางอาญาได้

โดยมีการอ้างอิงคดีทุจริตในองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่จัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงาน ซึ่งจำเลยในคดีเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับส่วนการคลังและการเงิน การรับการนำส่งเงินและเอกสารทางการเงินและเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ มีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ถูกลงโทษวินัยไล่ออกจากราชการ และนำเรื่องมาฟ้องร้องศาลปกครอง ซึ่งศาลวินิจฉัยแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการลงนามของผู้ฟ้องคดีว่า “ทราบ”นั้นเป็นเพียงการลงนามรับทราบเท่านั้น หาใช่เป็นการพิจารณาดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามที่กำหนดไว้ตามระเบียบฯ ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีจะลงนามและเขียนข้อความเหล่านั้นว่า“รับทราบ”หรือ“ทราบ”หรือ“เห็นชอบ”หรือ“ตรวจแล้วถูกต้อง” หรือข้อความอื่นใดทำนองเดียวกัน หรือแม้แต่เป็นการลงชื่อโดยไม่ระบุข้อความใดๆ ก็ตาม ก็ย่อมหมายความว่า“ผู้ฟ้องคดีได้รับรองผลการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเหล่านั้นตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว”

ผู้ฟ้องคดีไม่อาจกล่าวอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้างที่พิพาทในคดีนี้ได้ ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลปกครองเห็นพ้องด้วย “พิพากษายืน”

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ล่าสุด สำนักข่าว Next News สืบค้นข้อมูลพบว่า จำเลย ในคดีทุจริตจัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงาน ของ อบต.วังศาล ที่ถูกลงโทษวินัยไล่ออกจากราชการ และนำเรื่องมาฟ้องร้องศาลปกครองข้างต้น ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกพร้อมกับพวกไปหลายปีแล้ว

จำเลยรายนี้ มีชื่อ ว่า นางสาวปฤษณา คงเงิน ปรากฏชื่อเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีกล่าวหา นายประมวล หลงขำ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ กับพวก 3 ราย ประกอบไปด้วย นายเจริญศักดิ์ บูรณเทวาพิทักษ์ หรือข่าสะโปน หรือ หลงขำ นายวสันต์ พุ่มพวง และนางสาวปฤษณา คงเงิน เบิกจ่ายเงินโครงการทัศนศึกษาดูงานนอกสถานที่เพื่อพัฒนาบุคลากร ประจำปี พ.ศ.2554 เป็นเท็จ ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 , 151 , 157 , 161 , 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 และ 90 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฏหมาย

ต่อมา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 พิพากษาดังนี้ 

นายประมวล หลงชำ จำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 157 , 161 , 162 (1), (4) (เดิม) เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ปอ.มาตรา 157 

จำคุก 1 ปี

นายเจริญศักดิ์ บูรณเทวาพิทักษ์ หรือข่าสะโปน จำเลยที่ 2  นายวสันต์ พุ่มพวง จำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ปอ มาตรา147 , 151 ,162 (1), (4) ประกอบ 83  และ นางสาวปฤษณา คงเงิน จำเลยที่ 4 มีความผิดตาม ปอ. มาตรา147 , 151 ,161 มาตรา 147 ,151 , 162 (1), (4) ประกอบ 83, 162 (1), (4) ประกอบ 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 147 ประกอบมาตรา 83 เพียงบทเดียว 

จำคุกคนละ 5 ปี

ให้จำเลยทั้งสี่คืนหรือใช้เงิน 12,100 บาท 

พิพากษายกฟ้อง นายประมวล หลงชำ  จำเลยที่ 1 ในความผิดตามมาตรา 147 , 151 

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2565 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแก้ คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6

เป็นว่า  นายประมวล หลงขำ จำเลยที่ 1  มีความผิดตาม มาตรา 151 , 162 (1), (4) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 

จำคุก 5  ปี

ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่คนละหนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 

คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน

ยกฟ้องนายประมวล หลงขำ จำเลยที่ 1 ในความผิดตาม มาตรา 161 และยกฟ้องจำเลยที่ 4  ในความผิดตามมาตรา 147 , 161

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เอกสารแสดงผลคดีของป.ป.ช. ศาลชั้นต้น

เอกสารแสดงผลคดีของป.ป.ช. ศาลชั้นต้น

เอกสารแสดงผลคดีของป.ป.ช. ศาลอุทธรณ์

เอกสารแสดงผลคดีของป.ป.ช. ศาลอุทธรณ์

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ภายหลังจากที่ นางสาวปฤษณา คงเงิน ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลวังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์

นางสาวปฤษณา ได้ย้ายมาทำงานเป็นผู้อำนวยการกองคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพิกุล อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนที่จะถูกออกคำสั่ง ที่ 389/2560 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และคำสั่ง ที่ 37/2561 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งดังกล่าว ซึ่งเป็นการลงโทษตามมติการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และมีการยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครอง ตามที่ปรากฏเป็นข่าวข้างต้นในเวลาต่อมา

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า จำเลยยังถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ หรือถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว

แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร กรณีนี้ ถือเป็นอีกบทเรียนที่ต้องถูกบันทึกไว้ เป็นอุทาหรณ์สอนใจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นักการเมืองท้องถิ่น ไม่ให้เดินย้ำซ้ำรอยเป็นเยี่ยงอย่างในปัจจุบันและอนาคตอีกต่อไป

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
บทเรียนข้าราชการไทย
แค่เซ็นทราบ
ทัศนศึกษาดูงาน
ป.ป.ช.
อบต.วังศาล



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 10 ล้าน 'ภคมน หนุนอนันต์' สส.ปชน.-เงินฝาก 1.4 แสนบาท
ทรัพย์สิน 10 ล้าน 'ภคมน หนุนอนันต์' สส.ปชน.-เงินฝาก 1.4 แสนบาท