ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'สุขสันต์ ชำนาญกุล' อดีตนายก อบต.บัวโคก อำเภอจัตุรัส ชัยภูมิ ทำโครงการปรับปรุงถนนลูกรังโดยวิธีลงหินคลุก ปี 63 ราคาสูงเกินจริงเข้ามีส่วนได้เสียในโครงการ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี หลังรับสารภาพ พวก 2 ราย โดน 2 ปี ได้รอลงอาญาทั้งหมด - ป.ป.ช. เห็นชอบตาม อสส. ไม่อุทธรณ์สู้
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายสุขสันต์ ชำนาญกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บัวโคก อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ กับพวก ดำเนินโครงการปรับปรุงถนนลูกรังโดยวิธีลงหินคลุก หมู่ที่ 8 เมื่อปี 2563 ในราคาที่สูงเกินจริง และเข้ามีส่วนได้เสียในโครงการ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 86, 151, 152 และ 157 ,พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 126 (1), 168 และ 172 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567
โดยคดีนี้ นายสุขสันต์ ชำนาญกุล เป็นจำเลยที่ 1, นางสมปอง ชาลีวรรณ จำเลยที่ 2 และนางรัศมี หรือ พัชภณกช มนชาลีเครือ หรือ โกสินทร์ จำเลยที่ 3
ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาดังนี้
1.นายสุขสันต์ ชำนาญกุล จำเลยที่ 1, นางสมปอง ชาลีวรรณ จำเลยที่ 2 และนางรัศมี หรือ พัชภณกช มนชาลีเครือ หรือ โกสินทร์ จำเลยที่ 3 มีความผิดตามกฏหมาย
2.การกระทำของจำเลยทั้งหมดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
สำหรับจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ลงโทษจำคุก 6 ปี และปรับ 300,000 บาท
ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท
3.จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
จำเลยที่ 1 คงจำคุก 3 ปี และปรับ 150,000 บาท
จำเลยที่ 2 และที่ 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานสืบเสาะแล้ว เห็นว่าไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงเห็นควรรอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยทั้งสามมีกำหนดคนละ 2 ปี
พร้อมกันนี้ ให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 4 เดือนต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาคุมประพฤติ และให้จำเลยทั้งสามทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่เห็นสมควร เป็นเวลาคนละ 48 ชั่วโมง ภายในระยะเวลาคุมประพฤติ
กรณีจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




