News Logo
หน้าแรก
'ทนายอั๋น' ยันคลิปเสียงโกงฯท้องถิ่นของจริง จี้ บช.ก.รวมหลักฐานทั่ว ปท.

'ทนายอั๋น' ยันคลิปเสียงโกงฯท้องถิ่นของจริง จี้ บช.ก.รวมหลักฐานทั่ว ปท.

1 ก.ค. 2569 17:02
ผู้ชม 24 คน

"ทนายอั๋น-ภัทรพงศ์"เผยได้รับมอบอำนาจเพจ CSI LA สู้คดี หลังปลัด มท.ฟ้องหมิ่นประมาท ปมเผยแพร่คลิปเสียงโยงโกงสอบท้องถิ่น ลั่น! "เสี่ยกิจ" ยอมรับคลิปเสียงโกงสอบท้องถิ่นจริง ยัน CSI LA มีหลักฐานเด็ดชี้เป้าบุรีรัมย์-ศรีสะเกษ จี้ "บิ๊กเต่า" ขยายผลทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ภูเก็ต, เตรียมนำผู้เสียหายหลายร้อยคนร้องนายกฯ สัปดาห์นี้

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงกรณีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ฟ้องร้องเพจ CSI LA โดยระบุว่าตนเองในฐานะทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งมอบอำนาจจากเพจ CSI LA ซึ่งมีตัวตนจริงและมีที่ตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและขอให้พนักงานสอบสวนพิจารณารวมสำนวนคดีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่กระจายอยู่หลายแห่งเข้าด้วยกัน

นายภัทรพงศ์กล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความสับสนพอสมควร เนื่องจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งมีตัวละครหลักอย่าง "คุณส้ม" "เสี่ยกิจ" และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ได้ถูกแจ้งความดำเนินคดีในประเด็นเดียวกัน แต่กลับถูกแยกส่วนการสอบสวน โดยบางคดีอยู่ที่ สน.ทุ่งสองห้อง และอีกส่วนหนึ่งอยู่ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ซึ่งนายภัทรพงศ์ตั้งข้อสังเกตว่าการแยกคดีเช่นนี้ อาจเป็นการกระจายความเสี่ยง หรือเป็นการแยกกันทำงานด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบได้

ทนายอั๋นเรียกร้องให้รวมสำนวนคดีโกงสอบท้องถิ่น

นายภัทรพงศ์อธิบายถึงเหตุผลในการยื่นหนังสือต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนว่า เมื่อตัวละครในคดี คือ คุณกิจ คุณส้ม และผู้เสียหาย เป็นชุดเดียวกัน อีกทั้งพยานหลักฐานและการกระทำผิดก็มีลักษณะเดียวกัน จึงควรมีการรวมสำนวนคดี เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ซ้ำซ้อนกัน โดยอ้างอิงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24-26

นายภัทรพงศ์กล่าวว่า การรวมสำนวนคดีไปที่กองบังคับการปราบปรามก็ไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากตนเองเป็นนักสู้ และทางเพจ CSI LA ก็มอบอำนาจให้มาต่อสู้คดีนี้อย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นคงปล่อยให้เรื่องเลยผ่านไป เพราะคดีลักษณะเช่นนี้ถือเป็นคดีเล็กน้อยที่สหรัฐอเมริกาอาจไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมาให้

อย่างไรก็ตาม การที่เพจ CSI LA ได้เซ็นหนังสือมอบอำนาจให้ตนเองเป็นทนายความ แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้อย่างชัดเจน

นายภัทรพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่คดีถูกแยกออกเป็นสองส่วน โดยในส่วนของ "บังแจ็ค" ถูกแจ้งความที่ สน.ทุ่งสองห้อง และเพจ CSI LA ถูกแจ้งความที่กองปราบปราม เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ซึ่งตนเองต้องการให้เห็นการรวมสำนวน เพื่อไม่ให้คดีถูกบิดเบือนไปเป็นเพียงเรื่องของการหมิ่นประมาท แต่ต้องการให้สืบสวนสอบสวนไปถึงต้นตอของการทุจริตอย่างแท้จริง

"เสี่ยกิจ" ยอมรับคลิปเสียงของจริง ยืนยันไม่มีการตัดต่อ

จุดสำคัญที่นายภัทรพงศ์เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ คือ "เสี่ยกิจ" ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ ได้ยอมรับแล้วว่าคลิปเสียงที่พูดคุยกับ "คุณส้ม" นั้นเป็นของจริง โดยไม่มีการตัดต่อ หรือใช้เทคโนโลยี AI มาผสมลงแต่อย่างใด หลักฐานดังกล่าวได้รับการยืนยันจากผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา

โดยนายภัทรพงศ์กล่าวว่า การยอมรับของเสี่ยกิจครั้งนี้ ทำให้ประเด็นเรื่องความจริงของคลิปเสียงหมดไป เหลือเพียงการต่อสู้ในประเด็นที่ว่าการเปิดเผยคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะและเป็นความจริง

นายภัทรพงศ์ยังได้กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวว่าเนื้อหาสาระที่แอบอ้างในคลิปเสียงนั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ

 โดยนายภัทรพงศ์เชื่อว่านายอนุทินอาจหมายถึงเนื้อหาที่มีการแอบอ้างว่ามีผู้ใหญ่เกี่ยวข้อง แต่คงไม่ได้หมายความว่าคลิปนี้ถูกตัดต่อบิดเบือน ซึ่งการยอมรับความจริงของคลิปเสียงจากเสี่ยกิจ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้คดีทุจริตสอบท้องถิ่นเดินหน้าต่อไป และเป็นการตัดประเด็นสงสัยเรื่องความถูกต้องของหลักฐานออกไป

ตั้งคำถามต่อการทำงานของตำรวจและผู้รับผิดชอบ

นายภัทรพงศ์ได้ตั้งข้อสังเกตต่อการทำงานของกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) หรือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บิ๊กเต่า" ว่าอาจจะหมกมุ่นอยู่กับการดำเนินคดีเฉพาะที่ภูเก็ตมากเกินไป โดยยกตัวอย่างว่ามีผู้เสียหายที่จ่ายเงินแล้วแต่ไม่สามารถเข้าสอบได้เพียง 3 คนในคดีที่ภูเก็ต แต่ในทางกลับกัน ตนซึ่งเป็นทนายความจากจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายในจังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษจำนวนมาก โดยเมื่อวันก่อนได้นำผู้เสียหาย 3-4 คน ไปยื่นเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และในวันนี้ก็ได้เพิ่มผู้เสียหายอีก 4 ราย และคาดว่าจะมีอีก 7 รายมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในช่วงบ่าย รวมแล้วมีผู้เสียหายที่ตนเองให้ความช่วยเหลือไม่ต่ำกว่า 14 ราย

นายภัทรพงศ์ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ "บิ๊กเต่า" ได้เรียกผู้เสียหาย 3 คนในคดีภูเก็ตว่า "ผู้เสียหาย" อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือผู้เกี่ยวข้อง กลับยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเรียกผู้เสียหายจำนวนมากเป็นพันคนในคดีโกงสอบท้องถิ่นว่าอย่างไร

นายภัทรพงศ์จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจสอบสวนกลางและบิ๊กเต่า ออกมาแถลงการณ์ให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้เสียหายเหล่านี้ และจะแสวงหาความจริงเพื่อจับกุม "ไอ้โม่งตัวจริง" ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตนี้หรือไม่ อย่างไร

นายภัทรพงศ์กล่าวว่าหลังจากนี้จะนำรายชื่อผู้เสียหายทั้งหมดไปพบบิ๊กเต่าในสัปดาห์นี้ เพื่อสอบถามถึงมาตรฐานการทำงานว่า จะหมกมุ่นอยู่กับคดีภูเก็ตเท่านั้น หรือจะขยายผลไปทั่วประเทศ และในวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคมนี้ ผู้เสียหายหลายสิบคนก็จะไปร้องเรียนที่ ป.ป.ช. และในที่สุดจะเดินทางไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีในเวลา 13.00 น. เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการอย่างจริงจัง

หลักฐานเส้นทางการเงินเชื่อมโยงปลัด-นายก อบต. ในบุรีรัมย์-ศรีสะเกษ

นายภัทรพงศ์ได้นำเสนอหลักฐานที่ชัดเจนเป็นสลิปการโอนเงิน ซึ่งเป็นหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงผู้เสียหายจำนวนมากไปยังปลัดและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษ ตัวอย่างเช่น ในอำเภอบ้านใหม่ชัยพจน์ อำเภอนาโพธิ์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายภัทรพงศ์เอง และอำเภอชายแดนของจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษ การทุจริตเหล่านี้เกิดขึ้นในการสอบท้องถิ่นปี 2568 โดยผู้เสียหายแต่ละรายมีการจ่ายเงินจำนวนมาก ตั้งแต่ 200,000 บาท, 300,000 บาท ไปจนถึง 500,000-600,000 บาท ซึ่งเป็นการโอนเงินทั้งในรูปแบบของการมัดจำและทยอยจ่าย นายภัทรพงศ์ยืนยันว่าหลักฐานเหล่านี้มีความชัดเจน และเส้นทางการเงินโยงไปถึงตัวปลัด อบต. โดยตรง ซึ่งปลัดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หลายรายได้ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว

นายภัทรพงศ์เน้นย้ำว่าผู้ที่รับเงินเหล่านี้ถือเป็น "เอเย่นต์" ใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่ปลัดภูเก็ตที่ถูกกล่าวถึงในข่าว แต่เป็นปลัดในระดับอำเภอและท้องถิ่นที่ทำเรื่องนี้มานาน โดยตนต้องการให้เห็นการออกหมายจับปลัดและนายก อบต. ในบุรีรัมย์และศรีสะเกษ ซึ่งมีหลักฐานเส้นทางการเงินชัดเจนและมีพฤติการณ์เป็นเอเย่นต์ ทำลายหลักการการได้มาซึ่งตำแหน่งข้าราชการ ควรใช้มาตรฐานเดียวกับการออกหมายจับปลัดภูเก็ต เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการปราบปรามการทุจริต

ความเสียหายมหาศาลและการเรียกร้องความจริงใจจากรัฐบาล

นายภัทรพงศ์ประเมินว่าการทุจริตสอบท้องถิ่นครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 4,500 ล้านบาท โดยมีผู้ที่จ่ายเงินแล้วแต่ไม่มีชื่อประกาศผลสอบประมาณ 6,000 ถึง 9,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล นายภัทรพงศ์ได้อธิบายถึงผลลัพธ์ของผู้ที่จ่ายเงินเพื่อซื้อตำแหน่งแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการสอบ แบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก คือ 1. ไม่ได้รับการคืนเงินเลยแม้แต่บาทเดียว 2.ได้รับเงินคืนเพียง 50% และ3.ได้รับเงินคืนทั้งหมด แต่ถูกหักค่าดำเนินการไว้ประมาณ 70,000 บาท ซึ่งไม่ใช่เพียงเคสเดียวสองเคส แต่เป็นหลายกรณีที่พบเจอ

นายภัทรพงศ์เรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และบิ๊กเต่า ออกมาพูดและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่จ่ายเงินไปแล้วแต่กลัวว่าจะถูกดำเนินคดีในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิด

นายภัทรพงศ์กล่าวว่า บิ๊กเต่าได้พูดแล้วว่าผู้เสียหาย 3 คนที่ภูเก็ตเป็นผู้เสียหายอย่างเต็มปาก แต่ยังไม่มีใครออกมาพูดในทำนองเดียวกันนี้กับผู้เสียหายจำนวนมหาศาลทั่วประเทศ ควรมีคำยืนยันจากผู้มีอำนาจว่าผู้ที่ออกมาให้ข้อมูลจะเป็น "พยาน" ไม่ใช่ผู้กระทำความผิด เพื่อให้พวกเขากล้าเปิดเผยข้อมูล อันจะนำไปสู่การจับกุม "ไอ้โม่งตัวจริง" ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตนี้

สาเหตุของการทุจริตครั้งนี้ นายภัทรพงศ์วิเคราะห์ว่าเกิดจากความโลภของกลุ่มเอเย่นต์และเครือข่ายฮั้วการสอบ ซึ่งทำให้ตัวเลขการรับเงินเกินกว่าอัตราที่ควรจะเป็น โดยบางครั้งมีอัตราที่ควรรับ 6,000 คน แต่กลับรับเงินจากผู้ที่ต้องการสอบถึง 9,000 คน ทำให้เกิดความไม่สมดุลและปัญหาในการจัดหาตำแหน่ง ซึ่งท้ายที่สุดก็นำไปสู่ความล้มเหลวในการจัดสรรตำแหน่ง และทำให้ผู้ที่จ่ายเงินไปแล้วไม่ได้รับผลตามที่คาดหวัง

นายภัทรพงศ์ยืนยันว่าประเด็นที่ตนเองเข้ามาดำเนินการในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการหมิ่นประมาท แต่เป็นเรื่องของการโกงสอบที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง และต้องการให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบด้าน รวมถึงสลิปการโอนเงินและเส้นทางการเงิน เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตัวจริง และจากส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. ก็ต้องส่งเรื่องต่อไปยัง ป.ป.ช. นายภัทรพงศ์ย้ำว่าตนเองต้องการสกัดไม่ให้เรื่องนี้ถูกผลักให้เป็นเพียงคดีหมิ่นประมาท แต่ต้องการให้สืบสวนสอบสวนในฐานะคดีทุจริตอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้ที่มีอำนาจที่บัญชาการการทุจริตในครั้งนี้

ในอนาคตอันใกล้นี้ นายภัทรพงศ์คาดการณ์ว่าจะมีการเปิดเผยหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงผู้บงการระดับสูงเพิ่มเติม โดยกล่าวว่ามีสายลับที่แจ้งข้อมูลถึงสายใหญ่ที่พัทลุงและสายกลางในจังหวัดทางภาคกลาง ซึ่งคาดว่าสถานการณ์จะยิ่งเข้มข้นขึ้นในสัปดาห์หน้า

แต่สำหรับวันนี้ นายภัทรพงศ์ยืนยันวามีเพียงหลักฐานในระดับเอเย่นต์ในจังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษเท่านั้น การยื่นหนังสือในครั้งนี้จึงเป็นความพยายามที่จะรวมคดีและผลักดันให้มีการสอบสวนอย่างจริงจัง เพื่อคลี่คลายคดีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับประเทศ.

แท็กที่เกี่ยวข้อง
โกงสอบท้องถิ่น



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลัดมท.เผยกรณีตั้งกก.สอบคดีทุจริตสอบขรก. อยู่ระหว่างสรุปข้อเท็จจริง
ปลัดมท.เผยกรณีตั้งกก.สอบคดีทุจริตสอบขรก. อยู่ระหว่างสรุปข้อเท็จจริง