News Logo
หน้าแรก
อดีต ผอ.เตรียมอุดม-พวก รอดกรณียักยอกเงิน 2.9 ล. - อสส. ไม่อุทธรณ์แล้ว

อดีต ผอ.เตรียมอุดม-พวก รอดกรณียักยอกเงิน 2.9 ล. - อสส. ไม่อุทธรณ์แล้ว

19 ก.ค. 2569 07:24
ผู้ชม 549 คน

เผยความเห็น อสส. สั่งไม่อุทธรณ์ กรณี 'ปรเมษฐ์ โมลี' อดีต ผอ.เตรียมอุดม-พวก ปมยักยอกเงิน 2.9 ล. หลังศาลฯ ยกฟ้อง แต่ ป.ป.ช.เห็นควรสู้ต่อ- ชี้ชอบด้วยข้อเท็จจริง/กฎหมายแล้ว

จากกรณี สำนักข่าว Next News รายงานข่าวผลคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สั่งลงโทษจำคุก นายปรเมษฐ์ โมลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จำเลยที่ 1 กับพวก คือ นางกรรัตน์ โกษาคาร จำเลยที่ 2 และ นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ จำเลยที่ 3 ในคดีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด โดยนายปรเมษฐ์ โมลี ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก กระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี หลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฏหมาย

แต่ข้อกล่าวหาในส่วน พฤติการณ์การเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินงานโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนซ้ำซ้อน และมีการโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง จำนวนกว่า 2,995,589 บาท ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโรงเรียนด้วย ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 147 ศาลฯ มีคำวินิจฉัยยกฟ้อง เนื่องจากทางไต่สวนยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหานี้

ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุดอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 นั้น

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันข้อมูลพบว่า อัยการสูงสุด มีความเห็นไม่อุทธรณ์คำพิพากษา ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แล้ว เนื่องจากเห็นว่าคำพิพากษาส่วนนี้ของศาลฯ ชอบด้วยข้อเท็จจริงและกฎหมายแล้ว

โดย อสส. พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่า การที่จำเลยที่ 1 ได้ลงนามอนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง และการก่อสร้างในงานที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสถานที่โดยใช้งบกองทุนพัฒนาโรงเรียนนั้น เป็นการอนุมัติโครงการก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2559 ซึ่งขณะที่มีโครงการนั้น ไม่มีเงินกองทุนพัฒนาโรงเรียน จำเลยที่ 1 จึงได้สำรองจ่ายด้วยเงินตนเองและที่ยืมมาจากบุคคลภายนอก

รับฟังข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนจากบันทึกข้อความของ ว่าที่ร้อยตรี ส. (สงวนชื่อ-นามสกุล) ซึ่งเป็นเอกสารใบตรวจรับการจ้างงานปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียน ใบเสร็จรับเงินต่าง ๆ สอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำของ ว่าที่ร้อยตรี ส. ที่ได้ให้ถ้อยคำว่า ไม่ทราบว่าเงินที่ใช้ในการซื้อศาลา เรือนไม้เบิกจ่ายจากบัญชีใด ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานการเบิกจ่ายเงินจัดซื้อจ้าง และการก่อสร้างในงานที่เกี่ยวกับงานปรับปรุงอาคารสถานที่โดยใช้งบของกองทุนพัฒนาโรงเรียน

ทางไต่สวนจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และกรณีจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ

จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 91 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 ในส่วนนี้ได้

ดังนั้น กรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว กรณีที่ศาลชั้นต้นยกคำขอให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันคืนเงิน จำนวน 2,995,589 บาท แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้เสียหาย นั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาท แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้เสียหาย

ดังนั้น กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาดังกล่าวจึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว

นั้นจึงทำให้คดีนี้ นายปรเมษฐ์ กับพวก ถูกพิพากษากระทำความผิด กรณีเดียว คือ การกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษาต่างๆ โดยนายปรเมษฐ์ โมลี ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก กระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ผลการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์เป็นอย่างไรบ้าง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ทุจริตเตรียมอุดม
อสส.
อดีตผอ.เตรียมอุดม
ปรเมษฐ์ โมลี



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจออีกราย! ธุรการเทศบาลเมืองใหม่บางบัวทอง ติดโผคดีโกงสอบท้องถิ่น
เจออีกราย! ธุรการเทศบาลเมืองใหม่บางบัวทอง ติดโผคดีโกงสอบท้องถิ่น