เผยความเห็น อสส. สั่งไม่อุทธรณ์ กรณี 'ปรเมษฐ์ โมลี' อดีต ผอ.เตรียมอุดม-พวก ปมยักยอกเงิน 2.9 ล. หลังศาลฯ ยกฟ้อง แต่ ป.ป.ช.เห็นควรสู้ต่อ- ชี้ชอบด้วยข้อเท็จจริง/กฎหมายแล้ว
จากกรณี สำนักข่าว Next News รายงานข่าวผลคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สั่งลงโทษจำคุก นายปรเมษฐ์ โมลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จำเลยที่ 1 กับพวก คือ นางกรรัตน์ โกษาคาร จำเลยที่ 2 และ นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ จำเลยที่ 3 ในคดีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด โดยนายปรเมษฐ์ โมลี ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก กระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี หลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฏหมาย
แต่ข้อกล่าวหาในส่วน พฤติการณ์การเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินงานโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนซ้ำซ้อน และมีการโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง จำนวนกว่า 2,995,589 บาท ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโรงเรียนด้วย ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 147 ศาลฯ มีคำวินิจฉัยยกฟ้อง เนื่องจากทางไต่สวนยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหานี้
ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุดอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 นั้น

ภาพประกอบรายงาน
ศาลฯ ลงหนัก! คุก 27 ปี 'ปรเมษฐ์' อดีต ผอ.เตรียมอุดมฯ ล็อกเกณฑ์รับน.ร.
เส้นทางเงินแป๊ะเจี๊ยะ 100 ล. ก่อนโดนคุก 27 ปี อดีต ผอ.เตรียมอุดมฯ
เปิดพฤติการณ์คดีทุจริตรับน.ร.เตรียมอุดมฯ สั่งจ่ายเช็คเข้าส.ผู้ปกครอง
ไขคำพิพากษาคดีคุก 27 ปี อดีตผอ.เตรียมอุดมฯ รอดปมยักยอก 2.9 ล.
เปิดบัญชีลับเตรียมอุดมฯ โยงขบวนการทุจริตรับ น.ร. เงินหมุนเวียน 80 ล.
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันข้อมูลพบว่า อัยการสูงสุด มีความเห็นไม่อุทธรณ์คำพิพากษา ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แล้ว เนื่องจากเห็นว่าคำพิพากษาส่วนนี้ของศาลฯ ชอบด้วยข้อเท็จจริงและกฎหมายแล้ว
โดย อสส. พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่า การที่จำเลยที่ 1 ได้ลงนามอนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง และการก่อสร้างในงานที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสถานที่โดยใช้งบกองทุนพัฒนาโรงเรียนนั้น เป็นการอนุมัติโครงการก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2559 ซึ่งขณะที่มีโครงการนั้น ไม่มีเงินกองทุนพัฒนาโรงเรียน จำเลยที่ 1 จึงได้สำรองจ่ายด้วยเงินตนเองและที่ยืมมาจากบุคคลภายนอก
รับฟังข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนจากบันทึกข้อความของ ว่าที่ร้อยตรี ส. (สงวนชื่อ-นามสกุล) ซึ่งเป็นเอกสารใบตรวจรับการจ้างงานปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียน ใบเสร็จรับเงินต่าง ๆ สอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำของ ว่าที่ร้อยตรี ส. ที่ได้ให้ถ้อยคำว่า ไม่ทราบว่าเงินที่ใช้ในการซื้อศาลา เรือนไม้เบิกจ่ายจากบัญชีใด ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานการเบิกจ่ายเงินจัดซื้อจ้าง และการก่อสร้างในงานที่เกี่ยวกับงานปรับปรุงอาคารสถานที่โดยใช้งบของกองทุนพัฒนาโรงเรียน
ทางไต่สวนจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และกรณีจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ
จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 91 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 ในส่วนนี้ได้
ดังนั้น กรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว กรณีที่ศาลชั้นต้นยกคำขอให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันคืนเงิน จำนวน 2,995,589 บาท แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้เสียหาย นั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาท แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้เสียหาย
ดังนั้น กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาดังกล่าวจึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว
นั้นจึงทำให้คดีนี้ นายปรเมษฐ์ กับพวก ถูกพิพากษากระทำความผิด กรณีเดียว คือ การกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษาต่างๆ โดยนายปรเมษฐ์ โมลี ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก กระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ผลการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์เป็นอย่างไรบ้าง




