ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าคดีกล่าวหา 'ประชานนท์ จำนงกูล' อดีตนายกเทศมนตรีตำบลหนองสาหร่าย กาญจนบุรี เบิกจ่ายเงินค่าจ้างผู้ฝึกสอนแข่งขันกีฬา 'ตลาดเขตเกมส์' มิชอบ ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ลงโทษ จำคุก 56 ปี 448 เดือน แต่ติดจริง 50 ปี พวกหลายรายโดนคนละหลายสิบปี
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายประชานนท์ จำนงกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี กับพวก เบิกจ่ายเงินค่าจ้างผู้ฝึกสอนในการแข่งขันกีฬาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสัมพันธ์ ครั้งที่ 14 “ตลาดเขตเกมส์” โดยมิชอบ และจัดหาผู้ที่มิได้มีอาชีพรับจ้างมาดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 152 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4) และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 192 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 และมาตรา 86 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา
โดยคดีนี้ ปรากฏชื่อ นายประชานนท์ จำนงกูล เป็นจำเลยที่ 1, นายประเสริฐ แป้นทอง จำเลยที่ 2 , นายวีรวุฒิ สุคนธมาน จำเลยที่ 3 , นายไพศาล แดงเจริญ จำเลยที่ 4 , นายสง่า แผนกุล จำเลยที่ 5 , นายบุญส่ง จันทร์ยวง จำเลยที่ 6 , นายอาคม เห็นประเสริฐ จำเลยที่ 7 และนางสาวกัญญา อินทร์ประทับ จำเลยที่ 8
ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7
จากเดิม
ที่มีคำพิพากษาดังนี้
1.จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 8 มีความผิด (ฟ้องโจทก์ข้อ 2 (1) (2) และ (3)) ตามมาตรา 151 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม), พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบมาตรา 83
จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 มีความผิดตามมาตรา 151 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม), พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบมาตรา 86
จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิด (ฟ้องโจทก์ข้อ 2 (4) ถึง (28)) ตามมาตรา 151 เดิม, 152 เดิม, 162 (1) (4) เดิม, พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบมาตรา 83
จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามมาตรา 151 เดิม, 152 เดิม, 162 (1) (4) เดิม, พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบมาตรา 86
เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90
ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 28 กระทง เป็นจำคุกคนละ 140 ปี
ลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี และปรับ 60,000 บาท
ลงโทษจำเลยที่ 4 จำคุกกระทงละ 2 ปี 16 เดือน และปรับกระทงละ 13,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 48 เดือน และปรับ 39,000 บาท
ลงโทษจำเลยที่ 5 จำคุกกระทงละ 2 ปี 16 เดือน รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี 240 เดือน
ลงโทษจำเลยที่ 6 จำคุกกระทงละ 2 ปี 16 เดือน รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี 192 เดือน
ลงโทษจำเลยที่ 7 จำคุก 2 ปี 16 เดือน และปรับ 13,000 บาท
ลงโทษจำเลยที่ 8 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี
2.ในการพิจารณาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 8 นับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม รวมทุกกระทง เป็น
ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 92 ปี 16 เดือน แต่คงให้จำคุกไว้คนละ 50 ปี ตามมาตรา 91 (3)
คงลงโทษจำเลยที่ 4 จำคุก 4 ปี 32 เดือน และปรับ 26,000 บาท
คงลงโทษจำเลยที่ 5 จำคุก 20 ปี 160 เดือน
คงลงโทษจำเลยที่ 6 จำคุก 16 ปี 128 เดือน
คงลงโทษจำเลยที่ 8 จำคุก 6 ปี 48 เดือน
3.จำเลยที่ 3 และที่ 7 ให้การรับสารภาพ นับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 กระทงละครึ่งหนึ่ง รวมทุกกระทง คงลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุก 6 ปี 18 เดือน และปรับ 30,000 บาท คงลงโทษจำเลยที่ 7 จำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 6,500 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 7 ที่ให้การรับสารภาพ แสดงว่ามีความรู้สำนึกผิดชอบชั่วดีในการกระทำความผิด ทั้งไม่ปรากฏได้มีประโยชน์ส่วนตัวที่เกี่ยวกับทรัพย์สินในทางทุจริตให้เห็นอย่างเด่นชัดมากเท่าไร และการกระทำยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการมากนัก
ส่วนจำเลยที่ 4 กระทำการที่เกี่ยวด้วยความผิดเป็นผู้ติดต่อประสานงาน แม้จะรวมถึงในเรื่องการนำเช็คไปเบิกถอนเงินด้วย แต่ไม่ปรากฏมีพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นไปในทางทุจริตอย่างร้ายแรงมากเท่าใด ประกอบกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ไม่เคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน
เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามมาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่)
หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามมาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)
ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยก
แก้เป็นว่า
เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 กระทงละหนึ่งในสามแล้ว
คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 กระทงละ 2 ปี 16 เดือน รวม 28 กระทง เป็นจำคุกคนละ 56 ปี 448 เดือน แต่คงให้จำคุกคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)
คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 กระทงละ 1 ปี 14 เดือน 20 วัน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 44 เดือน
คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 กระทงละ 1 ปี 14 เดือน 20 วัน รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี 220 เดือน
คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 6 กระทงละ 1 ปี 14 เดือน 20 วัน รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 176 เดือน
นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ทั้งนี้ คดียังไม่สิ้นสุด จำเลย มีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้อีกได้
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) ที่จะไม่ฎีกาคำพิพากษาคดีอาญา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




