Next News เปิดรายงานผลสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ปี 2568 ชุด 'ปกรณ์ นิลประพันธ์' ชงนายกฯ พบข้อมูล 'ดร.วิน ธนพชรโภคิน หรือ อัศวิน โชติพนัง' ถูกระบุว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ สถ.-กสถ.-มศว แถมไม่มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการสอบ แต่ อธิบดี สถ. มอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานบัญชีผู้สอบผ่าน แถมทีมงานนำ Flash Drive ไฟล์คะแนนส่งถึงมหาวิทยาลัย ก่อนประสานให้ใส่ตรารับรอง ส่วนกระบวนการจัดสอบ พบช่องว่างอาจขัดต่อกฎหมายในแทบทุกขั้นตอน ชงมท.ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง
จากกรณีปรากฏข่าว คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ ได้เสนอรายงานผลสอบดังกล่าว ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบพบว่าในรายการตรวจสอบข้อเท็จจริงฉบับนี้ มีการระบุข้อมูล นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ นายอัศวิน โชติพนัง ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า ไม่ใช่บุคลากรของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) หรือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มศว หรือเป็นบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งมอบหมายให้เกี่ยวข้องกับการจัดสอบแข่งขันครั้งนี้แต่อย่างใด จึงไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม การรับ–ส่ง หรือการรับรองข้อมูลคะแนนสอบ
อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร.เรืองเดช ศิริกิจ ผู้แทน มศว และผู้รับผิดชอบโครงการสอบแข่งขันฝ่ายมหาวิทยาลัย ให้ถ้อยคำว่า อธิบดี สถ. มอบหมายให้ ดร.วิน เป็นผู้ประสานงานเกี่ยวกับบัญชีผู้ผ่านการสอบ ต่อมามีบุคคลในทีมงานของ ดร.วิน นำ Flash Drive ซึ่งบรรจุไฟล์คะแนนในรูปแบบ Microsoft Excel มาส่งให้มหาวิทยาลัย และ ดร.วิน ได้ประสานให้มหาวิทยาลัยใส่ตราสัญลักษณ์และตรารับรองลงในไฟล์ดังกล่าวและท้ายที่สุดมีการทำบัญชีรายชื่อดังกล่าวขึ้นประกาศในเว็บไซต์แสดงให้เห็นว่านายวินฯ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก และภาค ข ปลอม และเกี่ยวกับการขบวนการทุจริตสอบในครั้งนี้
ผศ.ดร.เรืองเดช ศิริกิจ ยังให้การยอมรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 20.00 น. ได้รับโทรศัพท์จากอธิบดี สถ. ว่าจะมอบหมายให้ นายวิน มาเป็นผู้ประสานงานในฝ่ายของ สถ.ด้วย
ชี้พิรุธจัดสอบปี 68 ส่อขัดกม.ทุกขั้นตอน
สำหรับผลการตรวจสอบประเด็นอื่นๆ นั้น ในรายงานตรวจสอบพบว่า กระบวนการจัดสอบมีช่องว่างและลักษณะที่อาจขัดต่อกฎหมายในแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดอัตราว่าง การอนุมัติจัดสอบ การจัดทำ TOR การจัดหาผู้รับจ้าง การจัดสอบและตรวจคะแนน การประกาศผล ตลอดจนขั้นตอนการเรียกบรรจุและการดำเนินการภายหลังพบขบวนการทุจริต
คณะกรรมการตรวจสอบฯ ยังได้ตั้งข้อสังเกต กรณี ก.กลาง อนุมัติอัตราว่างสำหรับการสอบจำนวน 8,545 อัตรา แต่กลับมีการบรรจุจริง 15,520 อัตรา จึงเสนอให้ตรวจสอบว่าการบรรจุเกินกว่าอัตราที่ได้รับอนุมัติดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่
TOR ให้ผู้รับจ้างทำเบ็ดเสร็จ แต่ ก.สถ. ยังหนีความรับผิดไม่ได้
ในส่วนการจัดทำ TOR พบว่า ก.สถ. มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการเป็นผู้จัดทำ TOR และกำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบการดำเนินการสอบในลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการตรวจสอบฯ เห็นว่า การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ ก.สถ. พ้นจากความรับผิดชอบตามกฎหมาย เนื่องจาก ก.สถ. ยังคงมีหน้าที่กำกับดูแลและรับผิดชอบต่อกระบวนการจัดสอบ
นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้รับจ้างได้นำงานตรวจผลสอบไปให้ผู้รับจ้างช่วงดำเนินการ และมีการทำสำเนาข้อมูลผลสอบเพิ่มอีก 1 ชุด ซึ่งคณะกรรมการมองว่าเป็นช่องโหว่และความเสี่ยงสำคัญต่อการทุจริต พร้อมเสนอให้ตรวจสอบว่า การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมีเจตนาหรือไม่
พบ “คะแนนก่อนประกาศ” ไม่ตรงผลที่ประกาศจริง
รายงานข่าวแจ้งว่า ในรายงานตรวจสอบฉบับนี้ ยังระบุถึงประเด็นเรื่อง ความผิดปกติของผลคะแนนสอบ โดยพบว่า ผลการตรวจคะแนนที่ผู้รับจ้างช่วงดำเนินการทันทีหลังการสอบภาค ก. และภาค ข. ไม่ตรงกับผลคะแนนที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ
เมื่อพิจารณาประกอบกับ Digital Footprint และคำให้การของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ยังพบหลักฐานเกี่ยวกับการสั่งการและการประสานงานให้เจ้าหน้าที่แก้ไขข้อมูลผลสอบหลายครั้ง
ลักษณะการแก้ไขที่ตรวจพบมีทั้ง การแก้คะแนนผู้สอบตกให้เป็นผู้สอบได้ และการเพิ่มคะแนนให้ผู้ที่สอบได้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงคะแนน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อลำดับในบัญชีสอบแข่งขัน และท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อโอกาสได้รับการเรียกบรรจุเข้ารับราชการ
คณะกรรมการตรวจสอบยังระบุด้วยว่า พฤติการณ์การมอบหมายหรือประสานบุคคลภายนอกซึ่งไม่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ให้เข้ามาแก้ไขผลสอบที่ประกาศแล้ว เป็นความบกพร่องร้ายแรง และเป็นพฤติกรรมผิดปกติและส่อทุจริตอย่างชัดแจ้ง
“ก.สถ.” ถูกตั้งคำถาม ทำไมไม่ตรวจผลสอบก่อนรับรอง?
อีกประเด็นที่คณะกรรมการวิพากษ์วิจารณ์ คือ ก.สถ. ไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดของผลสอบอย่างเพียงพอก่อนให้การรับรอง โดยมีการอ้างว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลลับ
แต่คณะกรรมการเห็นว่า ก.สถ. เป็นผู้กำหนดชั้นความลับของข้อมูลเอง และยังเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อผลการสอบ จึงไม่ควรนำเหตุผลเรื่องความลับมาเป็นข้อจำกัดในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ตนเองต้องรับรอง นอกจากนี้ หลังเกิดการจับกุมขบวนการทุจริต ก.สถ. ยังเดินหน้าเรียกผู้สอบได้เข้ารับการบรรจุต่อ ก่อนที่จะมีคำสั่งให้ชะลอการบรรจุในเวลาต่อมา
คณะกรรมการฯ มองว่า ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องผิดปกติ และสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับระบบการสั่งการและการบังคับบัญชาภายในกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการสอบแข่งขันและระบบราชการโดยรวม
คณะกรรมการฯ ยังเสนอให้กระทรวงมหาดไทย ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง และด้านมาตรฐานทางจริยธรรม พร้อมตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่าพฤติการณ์มีลักษณะทำเป็นขบวนการอย่างชัดเจน
พร้อมเสนอให้ทบทวนว่า ก.สถ. ควรจัดสอบต่อไปหรือไม่ เนื่องจากความเชื่อมั่นต่อ ก.สถ. และระบบการจัดสอบได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หากยังให้จัดสอบต่อ ต้องปรับกลไกและโครงสร้างให้มีธรรมาภิบาลและระบบควบคุมที่เข้มงวดขึ้น
ส่วนรายละเอียดฉบับเต็มในรายงานการตรวจสอบฉบับนี้ สำนักข่าว Next News จะทยอยนำมาเสนอต่อไป
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




