News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษา(2) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก ทำเป็นขบวนการเรียก 400 ล.

เปิดคำพิพากษา(2) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก ทำเป็นขบวนการเรียก 400 ล.

7 ก.ย. 2569 11:50
ผู้ชม 114 คน

"...มีข้อมูลอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ได้มีการสั่งให้รายงานคดีพิพาทระหว่างนายกฤตภาสกับกลุ่มบริษัท มาดูโร จำกัด มาตรวจก่อน และทักท้วงร่างคำพิพากษาบางคดี เพื่อให้นายกฤตภาสได้เปรียบในผลแห่งคดี ก่อนที่คู่พิพาทจะทำข้อตกลงระงับข้อพิพาทในเดือนมีนาคม 2561 โดยกลุ่มบริษัท มาดูโร จำกัด ต้องจ่ายเงินให้นายกฤตภาส 200 ล้านบาท พร้อมโอนหุ้นบริษัทที่ถือครองที่ดิน 71 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา ซึ่งระบุมูลค่า 180 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท ..."

กรณีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต กับพวก ใช้อำนาจในตำแหน่งตุลาการโดยมิชอบ และมีพฤติการณ์ร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากกลุ่มบุคคล โดยมิชอบ จากการถูกร้องเรียนว่ามีส่วนเข้าไปพัวพันกับการแทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีข้อพิพากษาที่ดินจำนวน 46 แปลง ระหว่างบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งกับคู่กรณี ซึ่งมีคดีฟ้องร้องกันจำนวนหลายคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จนกระทั่งบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญา และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย

โดยศาลฯ มีคำพิพากษา สั่งลงโทษจำคุก นายวิชญ์ธรรมนาถ หรือชยกร สุวรรณโกตา จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี 12 เดือน นายยศกฤต ชูศรี อดีตเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ (นักวิชการที่ดินชำนาญการ) ช่วยราชการเป็นประจำทางกลุ่มงานวิชาการที่ดิน สำนักงานที่ดินภูเก็ต จำเลยที่ 2 มีโทษจำคุก 8 เดือน

อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งสอง ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้อีก

ในตอนที่แล้ว สำนักข่าว Next News นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของจำเลยทั้ง 2 ราย และข้อกฏหมาย ที่เกี่ยวข้อง ให้สาธารณชนได้รับทราบไปแล้ว

สั่งจำคุก 1 ปี 12 ด. อดีตผู้พิพากษาพันคดีก๊วนรุกที่ภูเก็ตเรียก 400 ล.
เปิดคำพิพากษา(1) อดีตผู้พิพากษาภูเก็ต-พวก พันคดีก๊วนรุกที่เรียก400 ล.

ข้อมูลสำคัญที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดคำพิพากษาตัดสินคดีนี้

โดยจะเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่รับฟังเป็นข้อยุติ คู่ความไม่โต้แย้งกันก่อน ซึ่งมีข้อมูลสำคัญว่า คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากข้อพิพาทที่ดินในจังหวัดภูเก็ต ระหว่างนายกฤตภาส กับกลุ่มบริษัท มาดูโร จำกัด ก่อนขยายเป็นการฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาหลายคดี โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต มีส่วนร่วมลงทุนในที่ดินพิพาท โดยกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ศาลยุติธรรม 3.3 ล้านบาท เพื่อนำมาลงทุนในการออกโฉนด ขณะที่มารดาของจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อสิทธิครอบครองที่ดินประมาณ 20 ไร่เศษ ร่วมลงทุนกับนายกฤตภาส ต่อมาเมื่อเกิดการฟ้องร้อง จำเลยที่ 1 ขอให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสั่งคดีหนึ่งว่ามีมูล โดยให้เหตุผลว่านายกฤตภาสเป็นเจ้าของที่ดินและตนเองลงทุนในที่ดินไปมากแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ได้มีการสั่งให้รายงานคดีพิพาทระหว่างนายกฤตภาสกับกลุ่มบริษัท มาดูโร จำกัด มาตรวจก่อน และทักท้วงร่างคำพิพากษาบางคดี เพื่อให้นายกฤตภาสได้เปรียบในผลแห่งคดี ก่อนที่คู่พิพาทจะทำข้อตกลงระงับข้อพิพาทในเดือนมีนาคม 2561 โดยกลุ่มบริษัท มาดูโร จำกัด ต้องจ่ายเงินให้นายกฤตภาส 200 ล้านบาท พร้อมโอนหุ้นบริษัทที่ถือครองที่ดิน 71 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา ซึ่งระบุมูลค่า 180 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท

หลังนายกฤตภาสได้รับตั๋วแลกเงิน 200 ล้านบาท และนำเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2561 เงินถูกกระจายออกเกือบทั้งหมดภายในวันเดียว รวม 199.78 ล้านบาท แบ่งเป็นถอนเงินสด 59.08 ล้านบาท และโอนออก 140.70 ล้านบาท ก่อนถูกส่งต่อผ่านบัญชีบุคคลหลายราย โดยเอกสารระบุเส้นทางผ่านบัญชีนายกฤษฎา ก่อนมีเงินโอนไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 จำนวน 5 บัญชี รวม 11,313,781 บาท และยังปรากฏเส้นทางผ่านบัญชีนายฐนท ก่อนมีเงินเข้าสู่บัญชีของจำเลยที่ 1 อีกหลายรายการ ขณะเดียวกันยังปรากฏเงินที่สัมพันธ์กับบัญชีของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดิน จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ล้านบาท รวม 2 ล้านบาท

ปรากฏรายละเอียดดังนี้

คดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างนำพยานเข้าสืบ พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันเป็นอย่างอื่น

จึงรับฟังได้ว่า

หนึ่ง : สถานะจำเลยทั้งสอง

ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ต เป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในศาลยุติธรรมหรือสำนักงานศาลยุติธรรม ตามมาตรา 11 วรรคสอง และมาตรา 6 (1) ประกอบมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543

จึงเป็นข้าราชการ มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.ป. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ประกอบมาตรา 192 และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16)

จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ (นักวิชาการที่ดินชำนาญการ) ช่วยราชการ เป็นการประจำทางกลุ่มงานวิชาการที่ดิน สำนักงานที่ดินภูเก็ต ระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2559 นักวิชาการที่ดินชำนาญการ ช่วยราชการเป็นการประจำทางสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 30 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 17 เมษายน 2560 และนักวิชาการที่ดินชำนาญการพิเศษกลุ่มงานวิชาการที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2565 จึงเป็นข้าราชการ มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4 ประกอบมาตรา 192 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16)

สอง : พฤติการณ์ในคดี

เมื่อปี 2533 บริษัท กรีนวัลเล่ย์ เรียลเอสเตท จำกัด ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามแบบหมายเลข 3 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม 46 แปลง แต่ภายหลังบริษัทดังกล่าวประสบปัญหาทางเศรษฐกิจจึงโอนที่ดินชำระหนี้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ จำกัด (บบส.)

ต่อมาเมื่อปี 2546 บริษัท มาดูโร จำกัด ซื้อที่ดินทั้ง 46 แปลง จากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ จำกัด ในราคา 126,124,263 บาท และเข้าพัฒนาที่ดิน

จากนั้นระหว่างระหว่างปี 2548 ถึงปี 2550 บริษัท มาดูโร จำกัด ขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินดังกล่าว โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต สาขาถลาง ได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่บริษัท มาดูโร จำกัด ไปแล้ว

ปี 2552 นายกฤตภาส (สงวนนามสกุล) ขอออกโฉนดที่ดินร่วมกับนายธนากร ประกายศรีโรจน์ โดยใช้แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 65 หมู่ที่ 4 ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นหลักฐานในการขอออกโฉนด

แต่นายกฤตภาสได้ขอถอนคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินแปลงนี้ เนื่องจากมีการนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 65 ดังกล่าวออกโฉนดให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว

ปี 2553 นายกฤตภาสขอออกโฉนดที่ดินร่วมกับนายสมชีพ ใช้แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 170 หมู่ที่ 4 ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต สาขาถลาง

-อ้างบริษัท มาดูโร จำกัด ออกโฉนดทับที่ดิน

อ้างว่าที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 170 นั้น บริษัท มาดูโร จำกัด ออกโฉนดทับที่ดินของนายกฤตภาสกับพวก

วันที่ 8 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจำนวน 3,300,000 บาท จากสหกรณ์ออมทรัพย์ศาลยุติธรรม เพื่อนำมาลงทุนในการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวข้างต้น

วันที่ 20 มกราคม 2553 ได้ถอนเงินสดจากบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ xxxx จำนวน 800,000 บาท เพื่อนำมาจ่ายค่า ส.ค.1 เลขที่ 65 และ 170 หมู่ที่ 4 ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

ซึ่งนางวรางคณา มารดาจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่เศษ โดยร่วมลงทุนกับนายกฤตภาส พร้อมทั้งได้ทำสัญญากับนายสมชีพให้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการออกโฉนดที่ดิน

ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2553 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 นายกฤตภาสและนายสมชีพ เดินทางไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตสาขาถลาง และได้นัดนายร่อหมาน ให้มาทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ส.ค.1

โดยจำเลยที่ 1 นำเงินที่เตรียมมาจ่ายเป็นค่า ส.ค.1 จำนวน 1,000,000 บาท และเขียนหนังสือสัญญาซื้อขายลงวันที่ 4 มกราคม 2549 (เหตุที่ลงวันที่ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการออกโฉนด) และให้นายสมชีพเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการยื่นออกโฉนดร่วมกับนายกฤตภาส

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 นายกฤตภาส นายธนากรและนายสมชีพ นำเจ้าพนักงานที่ดินเข้าไปทำการรังวัดที่ดินแปลงที่ขอออกโฉนดดังกล่าว

ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไปยืนถ่ายรูปที่ดิน ซึ่งผู้ดูแลที่ดินของบริษัท มาดูโร จำกัด ได้ห้ามไม่ให้นายกฤตภาสกับพวกทำการรังวัดที่ดิน และได้ถ่ายรูปนายกฤตภาสกับพวกไว้ ปรากฏภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 สวมเสื้อสีขาวกำลังยืนถ่ายรูปอยู่ด้วย

ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2553 บริษัท มาดูโร จำกัด มอบอำนาจให้นายจิระศักดิ์ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรถลาง เพื่อดำเนินคดีแก่นายกฤตภาส นายธนากร และนายสมชีพ ข้อหาร่วมกันบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข โดยมีพันตำรวจเอกพิสิษฐ์ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ

ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2553 พันตำรวจเอกพิสิษฐ์เดินทางไปที่ศาลจังหวัดภูเก็ต เพื่อยื่นคำร้องออกหมายจับนายกฤตภาสกับพวก ซึ่งปรากฏภาพถ่ายจำเลยที่ 1 รวมอยู่ในเอกสารประกอบคำร้องขอออกหมายจับด้วย

ในวันดังกล่าวมีนายทวีป และนายสฤษดิ์ ทำหน้าที่ผู้พิพากษาเวร ตามคำสั่งศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ 4/2553 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2553 ต่อมาภายหลังได้มีการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญากันระหว่างนายกฤตภาส โจทก์ กับนายชานนท์ จำเลย (กลุ่มบริษัท มาดูโร จำกัด) ดังนี้

(1) คดีอาญาหมายเลขดำที่ 4348/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 11816/2560 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ระหว่างนายกฤตภาส โจทก์ กับนายชานนท์ จำเลยที่ 1 กับพวก รวม 7 คน เรื่อง ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร

(2) คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8228/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2424/2561 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ระหว่าง นายกฤตภาส กับนายชานนท์ จำเลยที่ 1 กับพวก รวม 8 คน เรื่อง เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

(3) คดีอาญาหมายเลขดำที่ 11815/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2681/2561 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ระหว่างนางชวลี กับนายกฤตภาส เรื่อง ความผิดหมิ่นประมาท

(4) คดีอาญาหมายเลขดำที่ 9423 ถึง 9424/2560 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5397 ถึง 5398/2561 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ บริษัท มาดูโร จำกัด โจทก์ร่วม กับนายกฤตภาส เรื่อง ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร

(5) คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1226/2557 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 311/2561 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ระหว่างนายกฤตภาส กับบริษัท มาดูโร จำกัด เรื่อง เพิกถอนโฉนดที่ดิน

(6) คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.59/2560 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.23/2561 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8

(7) คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.5/2559 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.71/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.446 ถึง 447/2560 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ระหว่างนายกฤตภาส กับกลุ่มของบริษัท มาดูโร จำกัด กับพวก เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร

ต่อมาประมาณเดือนพฤศจิกายน 2559 ในระหว่างการฟ้องร้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.5/2559 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.71/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.446 ถึง 447/2560 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นายกฤตภาส โจทก์ ฟ้องว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่า เนื้อที่ 600 ไร่เศษ ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 แยกออกจากหมู่ 4 ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นที่ดินมีหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 170 และเลขที่ 63 หมู่ 4 ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

ปรากฏว่าที่ดินตามหลักฐานที่บริษัท มาดูโร จำกัด ขอออกโฉนดนั้น โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์

-ขอให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน สั่งคดีว่ามีมูล

จำเลยที่ 1 ขอให้นายสุรศักดิ์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน สั่งคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.5/2559 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ระหว่างนายกฤตภาส โจทก์ กับนายชานนท์ ที่ 1 กับพวก รวม 10 คน จำเลย ว่ามีมูล เนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและจำเลยที่ 1 ลงทุนไว้กับที่ดินไปมากแล้ว

-อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ใช้อำนาจก้าวก่ายแทรกแซง ให้ได้เปรียบในผลแห่งคดี

ในระหว่างที่มีการฟ้องคดีกันระหว่างนายกฤตภาส โจทก์ กับนายชานนท์ จำเลยดังกล่าว นายจรัญ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ได้ใช้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ก้าวก่ายและแทรกแซงการพิจารณาคดีของตุลาการอื่นซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา

โดยให้ศาลจังหวัดภูเก็ตรายงานคดีที่พิพาทกันระหว่างนายกฤตภาสกับกลุ่มบริษัท มาดูโร จำกัด และให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4348/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 11816/2560 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 11815/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2681/2561 และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1226/2557 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 311/2561 เพื่อให้นายกฤตภาสได้เปรียบในผลแห่งคดี

โดยหลังจากนายกฤตภาสมีหนังสือขอความเป็นธรรมแล้ว นายจรัญได้สั่งให้รายงานคดีที่พิพาทกันระหว่างกลุ่มบริษัท มาดูโร จำกัด กับนายกฤตภาสทุกคดีมายังสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 เพื่อตรวจก่อน และนายจรัญได้ทักท้วงร่างคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4348/2558 (เจ้าของสำนวนพิพากษายกฟ้อง) ว่าน่าจะลงโทษได้

ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 11815/2559 (เจ้าของสำนวนพิพากษาลงโทษจำเลย จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา) ว่าน่าจะรอการลงโทษได้

เป็นการทักท้วงให้กลับผลคำพิพากษาทั้ง 2 เรื่อง

ต่อมา คดีอาญาหมายเลขดำที่ 4348/2558 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งเจ็ดคนละ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

สาม : ผ่าเส้นทางเงิน 200 ล้าน +หุ้น 180 ล้าน

หลังจากนั้นนายชานนท์กับพวก (กลุ่มบริษัท มาดูโร จำกัด) ได้ทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทกับนายกฤตภาส ตามบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2561 ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2561 และฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2561 มีผลทำให้กลุ่มบริษัท มาดูโร จำกัด ต้องชำระเงินให้นายกฤตภาส จำนวน 200,000,000 บาท และโอนหุ้นทั้งหมดให้นายกฤตภาส

โดยจดทะเบียนให้นายกฤตภาสเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นของบริษัท ภูเก็ตพาร์ค แอนด์ รีสอร์ท จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 34150, 34152, 34154 และ 34179 ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 71 ไร่ 2 งาน 24.1 ตารางวา ราคา 180,000,000 บาท

จากการตรวจเส้นทางการเงินปรากฏว่า บริษัท มาดูโร จำกัด ได้ซื้อตั๋วแลกเงินลงวันที่ 13 มีนาคม 2561 จำนวน 200,000,000 บาท สั่งจ่ายนายกฤตภาส โดยระบุ A/C PAYEE ONLY นายกฤตภาสเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2561 เลขที่บัญชี xxxx แล้วนำตั๋วแลกเงินเข้าบัญชีดังกล่าว

ในวันเดียวกันได้ถอนโอนเงินทั้งหมดไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxxx และในวันเดียวกันมีการกระจายเงินจำนวน 200,000,000 บาท โดยถอนเงินสดจำนวน 6 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 59,080,000 บาท และถอนโดยการโอน 140,700,000 บาท รวมเป็นเงิน 199,780,000 บาท มีเงินคงเหลือในบัญชี 220,000 บาท

โดยนายกฤตภาสโอนเงินไปเข้าบัญชีนายบุญชนะวัฒน์ ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx จำนวน 20,200,000 บาท และโอนไปยังบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี xxxxx ชื่อบัญชีนายจำเริญ จำนวน 5,000,000 บาท

จากการตรวจสอบบัญชีของนายกฤตภาส ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx ที่รับเงินจำนวน 50,000,000 บาท นายกฤตภาสได้กระจายเงินไปยังบัญชีต่าง ๆ ได้แก่

(1) โอนไปยังบัญชีนายกฤษฎา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้ โลตัส ภูเก็ต เลขที่บัญชี xxxx จำนวน 10,000,000 บาท เมื่อได้รับเงินมาแล้วนายกฤษฎาถอนเงินทั้งจำนวนโดยปิดบัญชีแล้วไปเปิดบัญชีใหม่ คือ บัญชีชื่อนายกฤษฎา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี XXX

จากบัญชีนี้ นายกฤษฎาได้กระจายเงินไปยังบัญชีของบุคคลต่าง ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้

-โอนไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 จำนวน 5 บัญชี รวมเป็นเงิน 11,313,781 บาท มีรายละเอียด ดังนี้

บัญชีที่ 1 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเทพกษัตรีย์ เลขที่บัญชี xxxxx จำนวน 300,000 บาท

บัญชีที่ 2 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโลตัส ภูเก็ต เลขที่บัญชี xxxx รับโอนผ่านระบบเอทีเอ็ม ครั้งละ 50,000 บาท 62 ครั้ง ครั้งละ 45,000 บาท 1 ครั้ง ครั้งละ 30,000 บาท 1 ครั้ง รวม 64 ครั้ง เป็นเงิน 3,175,000 บาท

บัญชีที่ 3 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพังงา (ภูเก็ต) เลขที่บัญชี xxxx จำนวนเงิน 50,000 บาท

บัญชีที่ 4 ธนาคารออมสิน จำกัด เลขที่บัญชี xxxx จำนวน 50,000 บาท

บัญชีที่ 5 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินมาจากบัญชีนายกฤษฎา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx โดยได้รับชำระการจ่ายค่าหุ้นจำนวน 6 ครั้ง เป็นเงิน 7,738,781.02 บาท

(2) โอนไปยังบัญชีนายฐนท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้ โลตัส ภูเก็ต เลขที่บัญชี xxx จำนวน 10,000,000 บาท

เมื่อนายฐนทได้รับเงินมาแล้ว ได้ถอนเงินทั้งจำนวนโดยปิดบัญชีแล้วนำเงินไปเปิดบัญชีใหม่ คือ บัญชีชื่อนายฐนท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx

จากบัญชีนี้ นายฐนทได้กระจายเงินไปยังบัญชีของบุคคลต่าง ๆ โดยปรากฏรายการทำธุรกรรมทางการเงินสัมพันธ์กับบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับโอนเงิน ดังนี้

(2.1) บัญชีของจำเลยที่ 1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพังงา (ภูเก็ต) บัญชีเลขที่ xxx จำนวนเงิน 100,000 บาท

(2.2) บัญชีของจำเลยที่ 1 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโลตัส ภูเก็ต บัญชีเลขที่ xxxx รับเงินมาจากบัญชีนายฐนท ด้วยวิธีการรับโอนผ่านระบบเอทีเอ็ม ครั้งละ 50,000 บาท 4 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท

(2.3) บัญชีของจำเลยที่ 1 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขา ถนนเทพกษัตรีย์ เลขที่บัญชี xxxx รับเงินมาจากบัญชีนายฐนท เลขที่บัญชี xxxx ด้วยวิธีการรับโอนผ่านระบบเอทีเอ็ม ครั้งละ 150,000 บาท 8 ครั้ง เป็นเงิน 1,200,000 บาท

นอกจากนี้ยังปรากฏรายการทำธุรกรรมทางการเงินสัมพันธ์กับบัญชีเงินฝากจำเลยที่ 2 ดังนี้

-นายกฤตภาส ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx โอนไปยังบัญชีนายกฤษฎา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้ โลตัส ภูเก็ต เลขที่บัญชี xxxx จำนวน 10,000,000 บาท

และเมื่อนายกฤษฎารับเงินมาแล้ว ได้มีการถอนทั้งจำนวนเพื่อนำไปเปิดบัญชีใหม่อีกหนึ่งบัญชี คือ บัญชีนายกฤษฎา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา เลขที่บัญชี xxxx วันที่ 27 มีนาคม 2561 และวันที่ 28 มีนาคม 2561 ได้มีการกระจายเงินโดยการโอนเข้าไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 บัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัษฎา บัญชีเลขที่ xxxxx จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท (ดูข้อมูลอินโฟประ

อินโฟฯ เส้นทางาน 200 ล้าน

อินโฟฯ เส้นทางาน 200 ล้าน

*****โปรดติดตามเนื้อหาตอนต่อไป ว่าด้วยรายละเอียดผลคำพิพากษาของศาล



แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ผู้พิพากษาภูเก็ต
เรียกเงิน
ป.ป.ช.
ศาลอาญาคดีทุจริต
วิชญ์ธรรมนาถ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขุด 45 บริษัท ‘ไฮม์ บาร์ เดวิด’ พวก ชาวอิสราเอล จ.ชลบุรี-โยงเกาะพะงัน
ขุด 45 บริษัท ‘ไฮม์ บาร์ เดวิด’ พวก ชาวอิสราเอล จ.ชลบุรี-โยงเกาะพะงัน