"...จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 ได้เสนอเปลี่ยนผู้ค้ำประกันจากนางสาวสุภาพรเป็น นายปรีชา ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 33/2553 เพียงไม่กี่ชั่วโมง ทั้งที่ตามขั้นตอนปกติ เมื่อมีการเปลี่ยนผู้ค้ำประกันจะต้องถอนเรื่องกลับไปตรวจสอบและวิเคราะห์สินเชื่อใหม่ แต่กลับไม่มีการตรวจสอบภาระหนี้และข้อมูลเครดิตของนายปรีชา ขณะที่จำเลยที่ 1-3 ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงก็อนุมัติสินเชื่อและการเปลี่ยนผู้ค้ำประกันทันที ศาลจึงเห็นว่าเป็นการข้ามขั้นตอนสำคัญและมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้นายปรีชาและบริษัทได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ..."
ประเด็นสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายกฤษดา กวีญาณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กับพวก ประกอบไปด้วย หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ และนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ อนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยมิชอบ จนเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหาย ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา พร้อมส่งสำนวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยศาลฯ มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก นายกฤษดา กวีญาณ จำเลยที่ 1 หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต จำเลยที่ 2 , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ จำเลยที่ 3 คนละ 6 ปี ส่วนนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ จำเลยที่ 4 ให้จำคุกมีกำหนด 4 ปี
นอกจากนี้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลย ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ในชั้นศาลสูงกว่านี้ได้อีก
ที่ผ่านมา สำนักข่าว Next News นำข้อมูลสาระสำคัญในคำพิพากษาคดีนี้ มานำเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง พบว่าคดีมีจุดเริ่มจากการอนุมัติสินเชื่อให้ บริษัท ซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด วงเงินรวม 117.5 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 โดยโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1-3 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกันอนุมัติสินเชื่อทั้งที่หลักประกันหลังหักส่วนลดมีมูลค่ารวมเพียง 14,852,000 บาท และรายได้ของบริษัทไม่สามารถคาดการณ์ความต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีการอนุมัติเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันโดยไม่ปรากฏผลการตรวจสอบภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้อย่างเพียงพอ
ต่อไปนี้ เป็นสรุปประเด็นสำคัญในคำพิพากษาคดีนี้ ต่อเนื่องจากข้อมูลตอนเดิมที่ ศาลฯ วินิจฉัยว่า กระบวนการเสนอและอนุมัติสินเชื่อของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ให้แก่ บริษัท ซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด วงเงินรวม 117.5 ล้านบาท มีข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหลักประกันที่นำมาค้ำสินเชื่อมีมูลค่าต่ำกว่าวงเงินกู้มาก โดยหลักประกันเป็นบ้านและที่ดินมีมูลค่าหลังหักส่วนลดเพียง 4.352 ล้านบาท ขณะที่วงเงินกู้บางส่วนรวม 60 ล้านบาท มีสัดส่วนสินเชื่อต่อหลักประกัน (CTV) สูงกว่า 1,300% และหากรวมวงเงินทั้งหมด CTV สูงถึง 791.14% ศาลเห็นว่าแม้ระเบียบสินเชื่อจะเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาด แต่การอนุมัติสินเชื่อที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานจำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับที่เพียงพอ ซึ่งกรณีนี้เหตุผลส่วนใหญ่เป็นเพียงการคาดการณ์ว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จในอนาคต และไม่ได้เพิ่มหลักประกันให้เหมาะสมกับความเสี่ยง

คุกคนละ 6 ปี! อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก อนุมัติสินเชื่อมิชอบ-ชดใช้ 2 ล้าน
รวมคดีสินเชื่อ อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก รอดมา 2 - ก่อนเจอโทษคุก 6 ปี
เบื้องลึก! คดีคุกอดีตปธ.แบงก์อิสลาม อนุมัติสินเชื่อ117 ล. ก่อนหนี้เสีย
เจาะคำพิพากษาบิ๊กธนาคารอิสลาม (1)อนุมัติสินเชื่อมิชอบ 117.5 ล.อย่างไร?
โดยเนื้อหาในตอนนี้ เป็นข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับประเด็นการอนุมัติสินเชื่อให้ บริษัท ซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด ที่ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 ได้เสนอเปลี่ยนผู้ค้ำประกันจากนางสาวสุภาพรเป็น นายปรีชา ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 33/2553 เพียงไม่กี่ชั่วโมง ทั้งที่ตามขั้นตอนปกติ เมื่อมีการเปลี่ยนผู้ค้ำประกันจะต้องถอนเรื่องกลับไปตรวจสอบและวิเคราะห์สินเชื่อใหม่ แต่กลับไม่มีการตรวจสอบภาระหนี้และข้อมูลเครดิตของนายปรีชา ขณะที่จำเลยที่ 1-3 ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงก็อนุมัติสินเชื่อและการเปลี่ยนผู้ค้ำประกันทันที ศาลจึงเห็นว่าเป็นการข้ามขั้นตอนสำคัญและมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้นายปรีชาและบริษัทได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ
หากตรวจสอบข้อมูลเครดิตของนายปรีชาก่อนอนุมัติ จะพบว่าเคย ผิดนัดชำระหนี้เกิน 300 วัน ในสินเชื่อวงเงินกว่า 18 ล้านบาท และเพิ่งชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยรวมประมาณ 24 ล้านบาท ก่อนการประชุมไม่นาน หลังได้รับอนุมัติสินเชื่อ บริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส เบิกเงินรวม 60 ล้านบาท ทั้งที่ยังไม่ได้ดำเนินการบิน และชำระหนี้เพียง 13 งวด โดยชำระได้เพียงดอกเบี้ยบางส่วน เหลือเงินต้นค้าง 60 ล้านบาท ศาลจึงวินิจฉัยว่าความเสียหายเป็นผลสืบเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ และพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสี่ไม่ใช่เพียงความบกพร่องหรือประมาท แต่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยทุจริตตามฟ้อง แม้ไม่พบหลักฐานว่าจำเลยได้รับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์โดยตรงก็ตาม
ปรากฏข้อมูลตามรายละเอียดดังต่อไปนี้
@ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติทางการเงิน
ที่จำเลยที่ 1 อ้างถึงระเบียบธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 14 ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติทางการเงิน เอกสารหมาย ล.4 ประกอบการไต่สวนพยานปากนางสาวเจนจิรา และนางสาวรุ่งทิวา ได้ความว่า ตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 6.5 กำหนดว่า กรณีผู้ขอสินเชื่อเป็นนิติบุคคลให้ตรวจสอบประวัติการเงินของนิติบุคคลที่ขอสินเชื่อ ไม่รวมถึงบุคคลที่เป็นผู้ค้ำประกัน กรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลของลูกค้าผู้ขอสินเชื่อนั้น
เมื่อพิจารณาระเบียบดังกล่าวโดยรวมแล้ว เห็นได้ว่าเป็นระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติทางการเงิน มิใช่การตรวจสอบข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) โดยตรง อย่างเช่นที่กำหนดไว้ตามระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อ (Credit Manual) ตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ทั้งระเบียบดังกล่าวยังระบุวันที่ออกระเบียบเป็นวันที่ 31 ตุลาคม 2551 ก่อนที่จำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจะออกระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อ (Credit Manual) โดยกำหนดให้ถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไป
วิธีปฏิบัติในการตรวจสอบข้อมูลเครดิตจึงต้องถือปฏิบัติตามระเบียบที่ออกในภายหลังเป็นหลัก ข้อนำสืบต่อสู้จำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การต่อสู้ทำนองเดียวกันว่า การขออนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายนี้ได้ผ่านการตรวจสอบ วิเคราะห์และได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะอนุกรรมการพิจารณาสินเชื่อในชั้นต่าง ๆ มาตามลำดับขั้นตอน โดยถูกต้องเป็นไปตามกฎ ระเบียบและคำสั่งของโจทก์ร่วมแล้ว
และเมื่อมีการเสนอขออนุมัติสินเชื่อต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารเท่ากับว่ามีการตรวจสอบรวบรวมข้อมูลที่สำคัญอยู่ในเรื่องดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้วนั้น เห็นว่า การดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงซึ่งยังไม่ปรากฏมีการเปลี่ยนแปลงนายปรีชาเป็นผู้ค้ำประกันแทนนางสาวสุภาพร และเพิ่มนายปรีชาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทผู้ขอสินเชื่อ รวมถึงผลการตรวจสอบข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) ของนายปรีชา ข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้จึงขัดต่อเหตุผลและพยานหลักฐานที่ได้ความตามทางไต่สวน ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นเดียวกัน
การที่จำเลยที่ 4 เสนอขออนุมัติสินเชื่อและแจ้งเพิ่มเติมด้วยวาจาขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อนุมัติสินเชื่อและเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกัน ทั้งที่ไม่ปรากฏการตรวจสอบภาระหนี้สินหรือข้อมูลเครดิตของนายปรีชา จึงเป็นการอนุมัติสินเชื่อโดยไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน ไม่ได้ประเมินและวิเคราะห์ฐานะหรือความสามารถชำระหนี้ของลูกหนี้ผู้ค้ำประกัน ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง
@ การอนุมัติสินเชื่อโดยไม่ได้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ
และยังเป็นการอนุมัติสินเชื่อโดยไม่ได้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลดังกล่าว และจากการเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันอย่างครบถ้วนและถูกต้อง กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า การเสนอขออนุมัติและอนุมัติสินเชื่อโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานการอำนวยการสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME สำหรับลูกค้ารายนี้ มีเหตุผลสนับสนุนที่ดีพอ ตามที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้ไว้ด้วย ดังนี้
สำหรับจำเลยที่ 4 จากคำเบิกความของนางสาวเจนจิราและนางสาวรุ่งทิวา เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมกันจัดทำคำขอสินเชื่อรายนี้ ได้ความตรงกันว่า นายปรีชาเป็นผู้มาติดต่อขอสินเชื่อกับจำเลยที่ 4 และก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 33/2553 ไม่กี่ชั่วโมง จำเลยที่ 4 เป็นผู้ที่มาแจ้งกับพยานทั้งสองว่าลูกค้าขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันจากนางสาวสุภาพรเป็นนายปรีชา
ทั้งตามบันทึกการให้ถ้อยคำของพยานทั้งสองปากและจำเลยที่ 4 ในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วม เอกสารหมาย จ.73 ก็ได้ความว่า ในกรณีขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกัน ปกติต้องถอนเรื่องดังกล่าวจากวาระการประชุมคณะกรรมการบริหารเพื่อนำกลับไปตรวจสอบ วิเคราะห์สินเชื่อและเสนอขอความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการในชั้นต่าง ๆ ตามขั้นตอนใหม่ทั้งหมดเสียก่อน
นอกจากนี้ ในส่วนของนางสาวสุภาพร ซึ่งตามบทสรุปผู้บริหาร เอกสารหมาย จ.53 ได้ความว่า เป็นบุคคลที่มีนามสกุลเดียวกับนายทิม เอ็ลเดรจ (Mr. Tim Elderedge) หนึ่งในผู้บริหารหลักของบริษัท
จากบันทึกการให้ถ้อยคำของนางสาวรุ่งทิวาในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วม ยังได้ความอีกว่า นางสาวสุภาพรเป็นภรรยาของชาวต่างประเทศที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านวิศวกร และนางสาวสุภาพรจะย้ายตามสามีไปอยู่ต่างประเทศเป็นการถาวร
ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นและผู้บริหารหลักของบริษัท คงเหลือเพียงกลุ่มผู้ถือหุ้นฝ่ายนายปรีชา
ประกอบไปด้วยนางสาวศกุนตลา หัตถสาร ซึ่งตามบันทึกการให้ถ้อยคำของนางสาวรุ่งทิวาและจำเลยที่ 4 ในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมได้ความว่า นางสาวศกุนตลาเป็นภรรยาหรือคนรักของนายปรีชา และนายเกรียงศักดิ์ กองเกตุ ก็เป็นบุคคลที่มีนามสกุลเดียวกับนายปรีชา ซึ่งจำต้องมีการตรวจสอบ วิเคราะห์หรือประเมินผลกระทบในเรื่องดังกล่าว รวมถึงผลกระทบในด้านอื่น ๆ
@ รีบเร่งเสนอขออนุมัติ
จากการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของนายปรีชา ซึ่งล้วนเป็นข้อสำคัญตามขั้นตอนปกติ
แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ไม่ดำเนินการดังกล่าว กลับรีบเร่งเสนอขออนุมัติต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 33/2553 โดยไม่ปรากฏข้อมูลเครดิตของนายปรีชา
ในส่วนนี้จำเลยที่ 4 ก็ได้ให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมไว้ว่า ก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 4 เคยพยายามเจรจาขอให้นายปรีชามาเป็นผู้ค้ำประกันมาก่อนแล้ว ซึ่งเป็นข้อที่สอดคล้องกับรายงานการวิเคราะห์สินเชื่อ ฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เอกสารหมาย จ.47 ที่ฝ่ายสินเชื่อได้ให้ความเห็นไว้ว่า หากผู้บริหารหลักซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจมายาวนานร่วมค้ำประกันในครั้งนี้ ธนาคารน่าจะพอให้ความมั่นใจถึงโอกาสความสำเร็จของธุรกิจได้
ทั้งตามผลการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของนายปรีชา เอกสารหมาย จ.52 หน้า 488 ซึ่งปรากฏในแฟ้มสินเชื่อลูกค้ารายนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า นายปรีชาเป็นผู้ไปขอข้อมูลเครดิตของตนเองจากบริษัทข้อมูลเครดิตกลาง จำกัด (NCB) ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 ก่อนการประชุมครั้งดังกล่าวเป็นเวลา 4 วัน
ในส่วนนี้นางสาวเจนจิราได้ให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมไว้ว่า กรณีลูกค้าเป็นผู้ขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตเองน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 วัน โดยสามารถรอรับได้เลย กรณีจึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ติดต่อขอให้นายปรีชาไปดำเนินการขอเอกสารดังกล่าวนำมาให้ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 33/2553
แต่กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้นำผลการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของนายปรีชาเสนอต่อที่ประชุมครั้งดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณา หรือหากยังไม่ได้รับเอกสารในวันดังกล่าว จำเลยที่ 4 ก็ควรที่จะแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่ายังไม่ได้รับข้อมูลเครดิตของนายปรีชามาเพื่อประกอบการพิจารณาในวันดังกล่าว หรืออย่างน้อยที่สุดหากฟังว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้แจ้งให้นายปรีชาไปขอเอกสารดังกล่าวมา
จำเลยที่ 4 ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 มีหน้าที่ควบคุม กำกับดูแลการปฏิบัติงานสินเชื่อให้เป็นไปตามระเบียบโจทก์ร่วมในส่วนนี้โดยตรง ย่อมต้องทราบดีว่าในกรณีขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันและการที่บริษัทผู้ขอสินเชื่อจดทะเบียนเพิ่มนายปรีชาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของนายปรีชาเสียก่อนที่จะนำเสนอขออนุมัติสินเชื่อ หากยังไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวจำเลยที่ 4 ก็ต้องแจ้งให้ที่ประชุมทราบในข้อนี้เช่นเดียวกันเป็นข้อพิรุธผิดปกติวิสัย
กรณีจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า การที่จำเลยที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของโจทก์ร่วมดังกล่าว เป็นการกระทำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่นายปรีชาและหรือบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด ให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากโจทก์ร่วมโดยมิชอบ อันเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามฟ้อง
ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ได้ความว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 33/2553 กรรมการบริหารแต่ละคนจะได้รับคำขอสินเชื่อ รายงานการวิเคราะห์สินเชื่อของฝ่ายสินเชื่อและบทสรุปผู้บริหาร เพื่อประกอบการพิจารณาล่วงหน้า
@เงื่อนปมเปลี่ยนผู้ค้ำประกันจากนางสาวสุภาพรเป็น นายปรีชา
เมื่อพิจารณารายงานการวิเคราะห์สินเชื่อและบทสรุปผู้บริหาร เอกสารหมาย จ.47 และ จ.53 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้บริหารหลักของบริษัทผู้ขอสินเชื่อ คือ นายปรีชา นายทิมและนายลี ยอง ชิว (Mr. Lee Yoke Cheow) มิได้เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัท ตามรายงาน BIR ผู้บริหารดังกล่าวเป็นผู้บริหารหลักของบริษัทเมก้า โกลบอล แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเพิ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 ก่อนบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด เพียงประมาณ 5 เดือน
ทั้งสองบริษัทดำเนินธุรกิจลักษณะเดียวกัน อันเป็นข้อน่าสงสัยอยู่ก่อนแล้วว่า เหตุใดนายปรีชากับพวกซึ่งเป็นผู้บริหารหลักจึงจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจในลักษณะเดียวกันภายในระยะเวลาใกล้เคียงกัน และเหตุใดในขณะเริ่มต้นขอสินเชื่อนายปรีชาจึงมิได้เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด
แต่เพิ่งมาเปลี่ยนแปลงเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและเป็นผู้ค้ำประกันภายหลังเมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจสอบ วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงจากฝ่ายสินเชื่อ รวมถึงการพิจารณาของคณะอนุกรรมการในชั้นต่าง ๆ แล้ว โดยจำเลยที่ 4 เพิ่งมาแจ้งขอเปลี่ยนแปลงในวันที่ประชุมคณะกรรมการบริหารเช่นนี้
อันอาจเป็นพฤติการณ์ส่อแสดงให้เห็นได้ว่า เป็นการดำเนินการในลักษณะหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูล ประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงจากฝ่ายสินเชื่อและการพิจารณาคณะอนุกรรมการสินเชื่อในชั้นต่าง ๆ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นถึงคณะกรรมการบริหาร ผู้บริหารระดับสูง เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สูงเกี่ยวกับด้านการเงินและการธนาคาร ย่อมสามารถทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ดังกล่าวได้ และควรที่จะส่งเรื่องดังกล่าวกลับไปดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของนายปรีชาเสียก่อน รวมถึงให้มีการวิเคราะห์หรือประเมินความเสี่ยงและผลกระทบในด้านต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นด้านที่เกี่ยวกับนางสาวสุภาพร ซึ่งตามบทสรุปผู้บริหารได้ความว่า เป็นผู้ถือหุ้นในอัตราร้อยละ 20 แม้ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับทุนจดทะเบียนบริษัท 200,000,000 บาท และวงเงินสินเชื่อที่ขอสนับสนุนประกอบกันด้วยแล้ว ย่อมถือได้ว่าเป็นสัดส่วนการถือหุ้นซึ่งหมายถึงเงินลงทุนของบริษัทในจำนวนสูง
ทั้งการที่นางสาวสุภาพรเป็นบุคคลที่มีนามสกุลเดียวกับนายทิมผู้บริหารหลักของบริษัทอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักบินผู้ได้รับใบอนุญาต กรณีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกลุ่มผู้บริหารหลักของบริษัทหรือไม่อย่างไร รวมทั้งผลกระทบในด้านอื่น ๆ หากได้รับผลการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของนายปรีชา ซึ่งเป็นผู้บริหารหลักที่จำเลยทั้งสี่ให้ความเชื่อมั่นเนื่องจากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจมานาน อันเป็นเหตุผลข้อหลักสำคัญในการพิจารณาความเป็นไปได้ของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้ ตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วตามขั้นตอนระเบียบปฏิบัติของโจทก์ร่วมตามปกติ การขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันรวมถึงการเพิ่มเติมกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงและเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่ออย่างมีนัยสำคัญ มิใช่เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยหรือเล็กน้อยไม่สำคัญมากนัก ตามที่จำเลยทั้งสี่เบิกความต่อสู้ไว้
การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ดำเนินการส่งเรื่องดังกล่าวกลับไปเพื่อให้มีการตรวจสอบ วิเคราะห์หรือประเมินความเสี่ยงดังกล่าวตามขั้นตอนปกติเสียก่อน แต่กลับอนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด และอนุมัติเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันเป็นนายปรีชาในการประชุมครั้งดังกล่าวทันที ตามที่จำเลยที่ 4 แจ้งขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันด้วยวาจาในที่ประชุม โดยไม่ปรากฏผลการตรวจสอบภาระหนี้หรือข้อมูลเครดิตของนายปรีชา และไม่มีการสอบถามข้อเท็จจริงหรือกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ในส่วนนี้ไว้
จึงเป็นข้อพิรุธผิดปกติวิสัยของผู้ที่อยู่ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพด้านนี้พึงกระทำในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อซึ่งมีวงเงินสูงมากกว่า 100,000,000 บาท
ตามพฤติการณ์ พยานหลักฐานและเหตุที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น กรณีจึงเชื่อได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด และอนุมัติเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันเป็นนายปรีชา โดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานการอำนวยสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน และไม่ได้วิเคราะห์หรือประเมินฐานะหรือความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันดังกล่าว เป็นการกระทำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่นายปรีชาและหรือบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด ให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากโจทก์ร่วมโดยมิชอบ
การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานเป็นพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม หรือการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยมีจำเลยที่ 4 ผู้เสนอขออนุมัติสินเชื่อและเสนอขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกัน เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้อง
ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้ว่า การที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเนื่องจากบริษัทผู้ขอสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้ไม่ได้เป็นผลจากการกระทำของจำเลยทั้งสี่ เนื่องจากมูลหนี้ที่นายปรีชาผิดนัดชำระหนี้เป็นหนี้สินส่วนตัวและได้มีการชำระหนี้ครบถ้วนไปแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 33/2553 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 และแม้ไม่มีนางสาวสุภาพรและนายปรีชาเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกัน การอนุมัติสินเชื่อรายนี้ก็มีหลักประกันเป็นที่ดิน หุ้นของบริษัทที่จำนำไว้กับโจทก์ร่วมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 76 และผู้ถือหุ้นอีก 2 คน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ค้ำประกันเพียงพอแล้ว
@ปริศนาโอนเงิน 10,000,000 บาท ให้บริษัทเอกชนโดยไม่มีนิติสัมพันธ์
ทั้งการที่บริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด โอนเงิน 10,000,000 บาท แก่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันไปในวันเดียวกันกับที่ได้รับเงินสินเชื่อในงวดแรกจากโจทก์ร่วม และการที่บริษัทผู้ขอสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้เป็นเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังนอกเหนือความควบคุม ทั้งโจทก์ร่วมสามารถฟ้องและบังคับชำระหนี้จากลูกหนี้และผู้ค้ำประกันได้นั้น ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ความตรงกันว่า หากทราบว่านายปรีชามีประวัติผิดนัดชำระหนี้เกินกว่า 300 วัน ในสินเชื่อวงเงิน 18,000,000 บาท ต้องให้นายปรีชาชี้แจงถึงสาเหตุการผิดนัดดังกล่าวเสียก่อนที่จะอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด
ในข้อนี้จำเลยที่ 1 ก็เบิกความไว้ว่า ในกรณีดังกล่าวแม้ทราบว่านายปรีชาได้ชำระหนี้ครบถ้วนไปแล้วก็ต้องให้นายปรีชาชี้แจงถึงเหตุผลการผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวเสียก่อนเช่นกัน ดังนี้ ประวัติการผิดนัดชำระหนี้ของนายปรีชาดังกล่าวแม้เป็นหนี้สินส่วนตัว แต่ก็เป็นข้อที่แสดงให้เห็นถึงวินัยการชำระหนี้และความสามารถในการบริหารจัดการทรัพย์สิน
ตามข้อมูลเครดิตของนายปรีชายังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า การผิดนัดชำระหนี้ของนายปรีชาอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมาย แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดว่าอยู่ในขั้นตอนใด แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจเป็นข้อที่แสดงให้เห็นถึงฐานะและความสามารถในการชำระหนี้นายปรีชาได้ประการหนึ่งว่า เป็นบุคคลที่มีปัญหาด้านการเงิน ไม่สามารถชำระหนี้ได้เกินกว่า 300 วัน ในสินเชื่อวงเงินสูงถึงกว่า 18,000,000 บาท
ส่วนที่นายปรีชาได้ชำระหนี้ดังกล่าวครบถ้วนไปก่อนแล้ว ก็เป็นการชำระหนี้ทั้งจำนวนในครั้งเดียว โดยมีจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยรวมกันสูงถึงประมาณ 24,000,000 บาท ภายหลังที่ได้รับอนุมัติสนับสนุนสินเชื่อจากโจทก์ร่วมเพียงประมาณ 1 เดือน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นได้มีการผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวมายาวนานเกินกว่า 300 วัน
ซึ่งจำต้องมีการตรวจสอบเพื่อทราบสาเหตุของการผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงแหล่งที่มาของเงินที่นายปรีชานำไปชำระหนี้ดังกล่าวว่า อาจเป็นเหตุให้เกิดการนำเงินที่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากโจทก์ร่วมไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ส่งผลให้กระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจไม่เพียงพอที่จะรับมือกับเหตุการณ์ความไม่แน่นอนด้านต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้คืนแก่โจทก์ร่วมหรือไม่อย่างไร
ทั้งนี้เพื่อที่โจทก์ร่วมจะได้วิเคราะห์หรือประเมินความเสี่ยงให้รอบด้านประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ กำหนดวงเงินและหรือเงื่อนไขใด ๆ ในการอนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทลูกค้าผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งมีนายปรีชาเป็นผู้บริหารหลัก ผู้มีอำนาจควบคุมและหรือผู้เป็นเจ้าของบริษัทที่แท้จริงได้อย่างเหมาะสม
ซึ่งข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อนุมัติสินเชื่อให้บริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด แล้ว บริษัทดังกล่าวได้เบิกถอนเงินตามวงเงินเบิกถอนเงินสดและวงเงินลงทุนระยะยาว รวม 60,000,000 บาท และจากบันทึกการให้ถ้อยคำของนางสาวรุ่งทิวาในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วม ตามเอกสารหมาย จ.73 ได้ความว่า ภายหลังบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากโจทก์ร่วมแล้วยังไม่ได้ดำเนินการบิน
และตามทางไต่สวนยังได้ความอีกว่า บริษัทดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมเพียง 13 งวด โดยเป็นการชำระหนี้ได้เพียงดอกเบี้ยบางส่วน คงค้างชำระเงินต้นเป็นจำนวนสูงถึง 60,000,000 บาท ทั้งที่ยังไม่ได้ดำเนินการบิน ความเสียหายที่เกิดขึ้นของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นผลสืบเนื่องจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามระเบียบ ประกาศและคำสั่งของโจทก์ร่วม
@ข้อต่อสู้จำเลยทั้งสี่ข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
เนื่องจากหากการอนุมัติสินเชื่อรายนี้ได้มีการตรวจสอบ วิเคราะห์หรือประเมินฐานะและความสามารถในการชำระหนี้ของนายปรีชา ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อันเป็นเหตุสำคัญในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ รวมถึงในเรื่องต่าง ๆ ตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วโดยชอบ ย่อมส่งผลให้โจทก์ร่วมอาจไม่ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากเช่นนี้
ข้อต่อสู้จำเลยทั้งสี่ข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
สำหรับข้อที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้ว่า ไม่เคยรู้จักนายปรีชาหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด มาก่อน และตามทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดในการอนุมัติสินเชื่อรายนี้นั้น
เห็นว่า ความผิดตามฟ้องเป็นความผิดที่กำหนดโทษสำหรับกรณีพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานที่มีทุนทั้งหมดหรือทุนเกินกว่าร้อยละ 50 เป็นของรัฐ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต
เมื่อพยานหลักฐานตามที่ได้ความจากทางไต่สวนรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิด โดยปฏิบัติ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในหน้าที่ไม่เป็นไปตามระเบียบคำสั่งของโจทก์ร่วมในข้อสำคัญหลายประการ รีบเร่งและข้ามขั้นตอนการตรวจสอบ วิเคราะห์หรือประเมินตามระเบียบปฏิบัติ ทั้งที่ปรากฏเหตุสำคัญที่จำต้องผ่านขั้นตอนดังกล่าวเสียก่อน อันเป็นพฤติการณ์ซึ่งขัดต่อเหตุผลและเป็นข้อพิรุธผิดปกติวิสัยที่พึงกระทำตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้ว เป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงเจตนาทุจริตในลักษณะเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทผู้ขอสินเชื่อให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากโจทก์ร่วมโดยมิชอบ
กรณีจึงมิใช่เป็นเพียงการปฏิบัติ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในหน้าที่ด้วยความบกพร่องหรือประมาทขาดความระมัดระวัง ทั้งบุคคลที่อยู่ในฐานะพนักงานหรือบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ อันเป็นความผิดตามฟ้องยังเป็นบุคคลที่มีความรู้ ประสบการณ์และอยู่ในตำแหน่งระดับสูงขององค์การหรือหน่วยงาน หากกระทำความผิดใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริตแล้ว ย่อมต้องกระทำโดยมิให้ปรากฏเป็นหลักฐานที่สามารถสืบทราบมาถึงตนได้โดยง่าย
การที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสี่รู้จักหรือได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินหรืออื่นใดจากนายปรีชาและหรือบุคคลใดที่มีเกี่ยวข้องกับบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักหักล้างพฤติการณ์แห่งคดีและพยานหลักฐานที่ได้ความตามทางไต่สวน ตามเหตุที่ได้วินิจฉัยไว้แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีและพยานหลักฐานตามทางไต่สวนจึงมีน้ำหนักรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้อง ข้อต่อสู้อื่นของจำเลยทั้งสี่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา จึงไม่จำต้องวินิจฉัย
****************
ทั้งหมดนี่ เป็นรายละเอียดคำพิพากษาส่วนที่เหลือ ในประเด็นการกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 4 ก่อนที่โดยศาลฯ จะมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก นายกฤษดา กวีญาณ จำเลยที่ 1 หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต จำเลยที่ 2 , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ จำเลยที่ 3 คนละ 6 ปี ส่วนนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ จำเลยที่ 4 ให้จำคุกมีกำหนด 4 ปี นอกจากนี้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว
ส่วนข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ สำนักข่าว Next News จะติดตามมานำเสนอต่อไป




