News Logo
หน้าแรก
พิรุธคำให้การ'สุขสมรวย' จากโดนเรียก 30 ล. สู่ เงินกู้ คดีวิฑูรย์ (จบ)

พิรุธคำให้การ'สุขสมรวย' จากโดนเรียก 30 ล. สู่ เงินกู้ คดีวิฑูรย์ (จบ)

20 ก.ย. 2569 11:04
ผู้ชม 56 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"....พฤติการณ์ของนางสุขสมรวยและจำเลยที่ 1 ตามที่ได้ความดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันโดยเฉพาะในเรื่องทางการเมือง ซึ่งนางสุขสมรวยให้ถ้อยคำว่าจำเลยที่ 1 เคยยืมเงินจำนวนมากถึงประมาณ 17,000,000 บาท เพื่อนำไปใช้ในทางการเมืองตั้งแต่ปี 2554 มาก่อน ถ้อยคำและคำเบิกความของนางสุขสมรวยดังกล่าวมีลักษณะกลับไปกลับมา ไม่อยู่กับร่องกับรอย เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงบางประการเช่นเดียวกันกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรับรู้ระหว่างนางสุขสมรวยและจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่อาจรับฟังเป็นความจริงไปในทางใดทางหนึ่งได้..."

ประเด็นขยายผลคำพิพากษา!

จากกรณีเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้อง นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต รองหัวหน้าพรรค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส. ) จ.อุบลราชธานี สส.บัญชีแบบรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2557 คดีกล่าวหาเรียกเงินจากผู้เสียหาย 30 ล้านบาท ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา เมื่อ วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี

คดีนี้ อัยการสูงสุด โจทก์ นายวิฑูรย์ นามบุตร จำเลยที่ 1 นายกิตติศักดิ์ มุธุสิทธิ์ จำเลยที่ 2 นางอาทิตยา แสวงสายหรือศรีสะอาด จำเลยที่ 3 นายธีระวัฒน์ ศรีสะอาด จำเลยที่ 4 นางพิกุล นามบุตรหรือแสวงสาย ที่ 5

ในตอนที่แล้ว สำนักข่าว Next News นำรายละเอียดผลคำวินิจฉัยของ องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประเด็นแรก ตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ มานำเสนอไปแล้ว

ซึ่งองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ข้อกล่าวหาจะระบุว่า จำเลยที่ 1 เรียกรับเงิน 30 ล้านบาท และมีการจ่ายเงินจริงหลายครั้งรวม 29.6 ล้านบาท โดยเชื่อมโยงกับการแบ่งงานโครงการก่อสร้าง แต่ประเด็นชี้ขาดตามมาตรา 149 อยู่ที่ว่า การกระทำที่แลกกับเงินนั้นต้องเป็นเรื่องที่อยู่ใน “อำนาจหน้าที่โดยตรง” ของตำแหน่งจำเลย ศาลเห็นว่าหน้าที่ในฐานะ ส.ส. และกรรมาธิการงบประมาณอยู่ที่การพิจารณาร่างงบประมาณ ตรวจสอบโครงการ/แผนงาน และแปรญัตติเพื่อลดหรือตัดงบ ขณะที่ขั้นตอน จัดซื้อจัดจ้างและการได้งานก่อสร้างของเอกชนเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่อยู่นอกอำนาจหน้าที่ดังกล่าว จึงไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 149 และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ผิด จำเลยที่ 2-5 ก็ไม่ผิดฐานผู้สนับสนุนตามมาตรา 149 ประกอบมาตรา 86 ด้วย

ในตอนต่อเนื่องนี้ จะขอนำเสนอผลคำวินิจฉัย ประเด็นที่สอง การอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยพบว่าองค์คณะเสียงข้างมากไม่ได้วินิจฉัยเพียงว่า “ไม่มีการโอนเงิน” แต่เห็นว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอจะรับฟังว่าเงิน 29.6 ล้านบาทเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 เรียกรับเพื่อแลกกับการผลักดันงบประมาณและแบ่งงานก่อสร้าง โดยให้น้ำหนักกับความกลับไปกลับมาของคำให้การ ความสัมพันธ์ทางการเงินและการเมืองระหว่างคู่กรณี รวมถึงหลักฐานที่ระบุเงิน 30 ล้านบาทในลักษณะ “เงินให้กู้ยืม” จนนำไปสู่การ ยกฟ้องในชั้นอุทธรณ์

มีรายละเอียดต่อไปนี้

จุดเริ่มคดี : “สุขสมรวย” กล่าวหาเรียกรับเงินเกือบ 30 ล้าน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 หรือไม่

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย และพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิด

โดยนางสุขสมรวยเบิกความต่อศาลว่า นายสมเดช น้องเขยของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนให้เข้าร่วมลงทุนกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.พานิชเขื่องในก่อสร้าง และเรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย ซึ่งนางสุขสมรวยจ่ายเงินให้แก่นายสมเดชตามวิธีที่นายสมเดชแจ้ง โดยอ้างชื่อของจำเลยที่ 1 ในการเรียกรับเงินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นเชื่อคำให้การต่อ ป.ป.ช. มากกว่าคำเบิกความในศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า นางสุขสมรวยให้ถ้อยคำต่อพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. ครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ภายหลังยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 เพียง 2 เดือนเศษ โดยยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เรียกรับเงิน และแจ้งให้จ่ายเงินด้วยวิธีต่าง ๆ

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 นางสุขสมรวยให้ถ้อยคำต่อพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. อีกครั้ง โดยยังคงยืนยันข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่ให้ถ้อยคำในครั้งแรก

ส่วนที่นางสุขสมรวยเบิกความต่อศาลว่า นายสมเดชเป็นผู้ชักชวนและเรียกรับเงินจากนางสุขสมรวยโดยอ้างชื่อของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการกล่าวอ้างภายหลังจากที่สามารถเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 1 ได้ และนางสุขสมรวยยื่นหนังสือขอถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยที่ 1 แล้ว

ชี้คำเบิกความ “บ่ายเบี่ยง-มีพิรุธ” เชื่อคำให้การเดิมมากกว่า

คำเบิกความของนางสุขสมรวยมีลักษณะบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อให้สมกับข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 เพื่อช่วยเหลือให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับโทษ จึงเป็นพิรุธ ปราศจากความน่าเชื่อถือ

ถ้อยคำของนางสุขสมรวยที่เคยให้ไว้ต่อพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาล

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 แล้วจะแบ่งงานโครงการก่อสร้างให้แก่นางสุขสมรวย เป็นเหตุให้นางสุขสมรวยจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 หลายครั้ง รวม 29,600,000 บาท

พบความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางการเมือง-เคยให้ยืม 17 ล้าน

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมาก เห็นว่า ถ้อยคำของนางสุขสมรวยที่ให้ไว้ต่อพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อถือเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลของนางสุขสมรวยนั้น

ยังได้ความจากที่นางสุขสมรวยให้ถ้อยคำและเบิกความด้วยว่า นางสุขสมรวยเคยช่วยเหลืองานการเมืองแก่จำเลยที่ 1 ในเขตพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ อีกทั้งยังให้ความเคารพนับถือ เชื่อใจและไว้วางใจต่อจำเลยที่ 1 ตลอดมา

นางสุขสมรวยเคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเมื่อประมาณปี 2554 จำเลยที่ 1 เคยยืมเงินจากนางสุขสมรวยประมาณ 17,000,000 บาท เพื่อนำไปช่วยเหลือนายไพศาล จันทรารา ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดอำนาจเจริญ

เหตุที่ให้ยืมเงินไปเนื่องจากชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์เป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนครบถ้วนแล้ว

จ่ายเงินถึง 29.6 ล้าน ก่อนร้องทุกข์หลังผ่านไปเกือบ 3 ปี

นอกจากนี้ ข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวยในคดีนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 นางสุขสมรวยทยอยส่งมอบเงินและโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 หลายครั้ง จนถึงครั้งสุดท้ายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท

นางสุขสมรวยสอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเงินที่จ่ายไปเรื่อยมา แต่จำเลยที่ 1 บอกให้รอ จนกระทั่งประมาณต้นปี 2560 นางสุขสมรวยโทรศัพท์ไปทวงถามเรื่องเงินที่จ่ายไป จำเลยที่ 1 แจ้งว่าไม่อยากคุยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว

นางสุขสมรวยจึงไปยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยที่ 1 ต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 และร้องขอความเป็นธรรมต่อพรรคประชาธิปัตย์

เจรจาลงตัวก่อนถอนร้องทุกข์-มีการโอนที่ดินชดใช้

จนนำไปสู่การทำหนังสือขอถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2561 โดยอ้างเหตุว่านางสุขสมรวยตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อต้องการระดมทุนจากนางสุขสมรวย และชดใช้ค่าเสียหายโดยการโอนที่ดินให้แก่นางสุขสมรวยจนเป็นที่พอใจแล้ว

องค์คณะอุทธรณ์ชี้คำให้การ “กลับไปกลับมา-ไม่อยู่กับร่องกับรอย”

ดังนั้น พฤติการณ์ของนางสุขสมรวยและจำเลยที่ 1 ตามที่ได้ความดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันโดยเฉพาะในเรื่องทางการเมือง ซึ่งนางสุขสมรวยให้ถ้อยคำว่าจำเลยที่ 1 เคยยืมเงินจำนวนมากถึงประมาณ 17,000,000 บาท เพื่อนำไปใช้ในทางการเมืองตั้งแต่ปี 2554 มาก่อน

ถ้อยคำและคำเบิกความของนางสุขสมรวยดังกล่าวมีลักษณะกลับไปกลับมา ไม่อยู่กับร่องกับรอย เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงบางประการเช่นเดียวกันกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรับรู้ระหว่างนางสุขสมรวยและจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่อาจรับฟังเป็นความจริงไปในทางใดทางหนึ่งได้

อีกข้อพิรุธ ทิ้งช่วงเกือบ 3 ปี ก่อนกล่าวโทษ-บัญชีทรัพย์สินกลับระบุเป็น “เงินกู้”

ประกอบกับพฤติการณ์ที่นางสุขสมรวยปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึง 3 ปี นับแต่วันที่โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 นางสุขสมรวยจึงมีหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยที่ 1 ต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้องขอความเป็นธรรมต่อพรรคประชาธิปัตย์ จนกระทั่งมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ขอถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561

อีกทั้งนางสุขสมรวยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินในตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 ระบุรายการเงินให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเมื่อปี 2557 ถึงปี 2560 เป็นเงิน 30,000,000 บาท

พยานอีกปากหักล้างข้อกล่าวหา “จ่ายเงินแลกงานก่อสร้าง”

นอกจากนี้ นางสุขสมรวยให้ถ้อยคำว่า เมื่อปี 2554 นายเสรี สายสีแก้ว เจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดสายสีแก้ว เคยจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อขอรับงานโครงการก่อสร้างมาทำ ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถจัดหาโครงการก่อสร้างให้แก่นายเสรีตามที่ตกลงกันได้

แต่นายเสรีกลับให้ถ้อยคำต่อพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. และเบิกความต่อศาลว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดสายสีแก้วไม่เคยร่วมลงทุนหรือจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อรับงานโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของหน่วยงานรัฐมาทำแต่อย่างใด

องค์คณะอุทธรณ์ชี้ พยานหลักฐานยังไม่พอรับฟังว่าเรียกรับเงิน

ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากถ้อยคำและคำเบิกความของนางสุขสมรวยเพียงปากเดียว จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง

ส่วนพยานโจทก์ที่ทำหน้าที่ส่งมอบหรือโอนเงินตามคำสั่งของนางสุขสมรวยนั้น ล้วนเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนางสุขสมรวย ไม่มีส่วนรู้เห็นในขณะที่จำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย คงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งถ้อยคำและคำเบิกความดังกล่าวมีน้ำหนักน้อย

ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เรียกรับเงินจากนางสุขสมรวย 30,000,000 บาท โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 สามารถวิ่งเต้นผลักดันจัดสรรงบประมาณโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของหน่วยงานรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ แล้วจำเลยที่ 1 จะแบ่งงานโครงการก่อสร้างดังกล่าวให้แก่นางสุขสมรวย เป็นเหตุให้นางสุขสมรวยจ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมลงทุนและเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ตามวิธีที่จำเลยที่ 1 แจ้งหลายครั้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนพฤษภาคม 2557 รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท

พลิกคำพิพากษาเดิม เสียงข้างมากชี้อุทธรณ์ฟังขึ้น

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามมาตรา 123/1 มานั้น

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมากไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

บทสรุปพิพากษาแก้ “ยกฟ้อง” ความผิดมาตรา 123/1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

**************

อนึ่งเกี่ยวกับคำพิพากษาคดีนี้ ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ศาลฯ พิพากษายกฟ้องคดีนี้ คือ ศาลฯ ไม่เชื่อว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ถูกนายวิฑูรย์ใช้ตำแหน่ง ส.ส.เรียกเงิน เพราะเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแห่งเดียวกัน เคยให้ยืมเงินใช้ในการเลือกตั้งปี2554 มาก่อน 17 ล้านบาท ขณะที่คำให้การของ นางสุขสมรวย มีลักษณะกลับไปกลับมา ตรงตามข้อมูลในคำพิพากษาทุกประการ

ขณะที่ผลคดีนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า คดีทุจริตที่มีข้อกล่าวหาร้ายแรงและเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมาก ไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่ามีการส่งมอบหรือโอนเงินจริงหรือไม่ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเงินนั้นถูกเรียกรับด้วยเหตุใด และเชื่อมโยงกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบอย่างไร

แม้ศาลชั้นต้นจะเคยรับฟังถ้อยคำที่นางสุขสมรวยให้ต่อพนักงานไต่สวน ป.ป.ช. ว่ามีการเรียกรับเงินหลายครั้งรวม 29.6 ล้านบาท แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ชั้นอุทธรณ์ องค์คณะเสียงข้างมากกลับเห็นปัญหาเรื่องน้ำหนักพยาน โดยเฉพาะถ้อยคำของนางสุขสมรวยที่มีลักษณะกลับไปกลับมา ประกอบกับความสัมพันธ์ทางการเงินและการเมืองกับจำเลย การถอนคำร้องทุกข์ และการแจ้งบัญชีทรัพย์สินภายหลังว่าเงิน 30 ล้านบาทเป็น “เงินให้กู้ยืม” จึงทำให้ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับที่มาของเงินไม่อาจรับฟังไปในทางหนึ่งทางใดได้อย่างมั่นคง

ที่สำคัญ “คำให้การของพยานปากสำคัญ” สามารถเป็นทั้งหัวใจและจุดเปลี่ยนของคดีได้ โดยเฉพาะคดีที่เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นระหว่างบุคคลเพียงไม่กี่คน หากคำให้การในแต่ละช่วงเวลาไม่สอดคล้องกัน ขณะที่พยานแวดล้อมเป็นเพียงผู้ส่งมอบหรือโอนเงินและไม่ได้รู้เห็นการเรียกรับโดยตรง ย่อมกระทบต่อน้ำหนักของพยานหลักฐานโดยรวม

ยิ่งเมื่อตัวละครสำคัญ ในคดี เป็นนักการเมือง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจน ในเรื่องความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่าง “นักการเมือง-ผู้สนับสนุนทางการเมือง-ผลประโยชน์ทางธุรกิจ” ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ส่วนกรณีที่ นางสุขสมรวย เคยระบุว่าถูกเรียกเงินจำนวน 30 ล้าน แต่ไปยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินในตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 ระบุรายการเงินให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเมื่อปี 2557 ถึงปี 2560 เป็นเงิน 30,000,000 บาท จะถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินหรือไม่?

คงต้องรอความชัดเจนจาก ป.ป.ช.อีกครั้ง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาจำคุก
ข่าวคดีทุจริต
วิฑูรย์ นามบุตร
เรียกเงิน 30 ล้าน
ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไร้ข้อมูลใหม่! กฤษฎีกาไม่ทวนความเห็น 'หมอสรณ' ปมอำนาจ กก.สรรหา กสทช.
ไร้ข้อมูลใหม่! กฤษฎีกาไม่ทวนความเห็น 'หมอสรณ' ปมอำนาจ กก.สรรหา กสทช.