เปิดคดีทุจริตสะเทือนกองทุนคนพิการ! เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกระบี่ รับเงินชำระหนี้จากคนพิการและผู้ดูแล แต่กลับไม่ตัดยอดหนี้ ก่อนเบียดบังเงินกว่า 1.93 ล้านบาทไปใช้ส่วนตัว ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 8 พิพากษาจำคุก 21 กระทง รวม 105 ปี รับสารภาพลดโทษเหลือ 52 ปี 6 เดือน ก่อนกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 50 ปี ไม่รอลงอาญา เหตุทำผิดซ้ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน แถมยังไม่ชดใช้เงินคืนกองทุนแม้แต่บาทเดียวตามข้อเท็จจริงที่ศาลพิจารณา
สำนักข่าว Next News รายงานว่า ในฐานข้อมูลปราบปรามคดีทุจริตสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในช่วง 2568 มีข้อมูลผลคดีทุจริตสำคัญที่เกิดขึ้น ที่น่าสนใจและควรนำมาเป็นอุทาหรณ์สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเงินกองทุนช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง
คดีนี้เป็นกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีหน้าที่รับชำระหนี้เงินกู้จากคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ แต่กลับอาศัยโอกาสจากตำแหน่งหน้าที่ เบียดบังเงินที่ได้รับชำระหนี้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว รวมเป็นเงินถึง 1,935,500 บาท
สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าสนใจ ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนเงินที่ถูกเบียดบังไปเท่านั้น แต่อยู่ที่ลักษณะของเงินดังกล่าว ซึ่งเป็นเงินชำระคืนกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อันเป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์สนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการโดยตรง
ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำความผิดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ตามคำพิพากษาปรากฏการกระทำความผิดรวมถึง 21 กระทง และมีพฤติการณ์กระทำผิดในลักษณะเดียวกันต่อเนื่องเป็นเวลานาน
@ เปิดพฤติการณ์! รับเงินคนพิการแล้วไม่ตัดยอดหนี้
ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารคดี ขณะเกิดเหตุจำเลย (ป.ป.ท. ไม่ได้เปิดเผยชื่อ-นามสกุล จำเลย) ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกระบี่
มีหน้าที่ควบคุม กำกับ ดูแลการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารทั่วไป รวมถึงการจัดทำคำของบประมาณ การบริหารงบประมาณ งานทะเบียนคุมเงินงบประมาณ ตลอดจนการรับชำระหนี้และรายงานเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
เมื่อคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการซึ่งมีสถานะเป็นลูกหนี้ของกองทุนฯ นำเงินมาชำระหนี้ จำเลยมีหน้าที่ออกใบเสร็จรับเงิน และปรับลดยอดหนี้ให้ถูกต้องตรงกันระหว่างข้อมูลของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกระบี่ กับข้อมูลในสมุดคุมยอดหนี้ของลูกหนี้
แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า จำเลยไม่ได้ดำเนินการตามหน้าที่อย่างถูกต้อง
กล่าวคือ เมื่อได้รับเงินชำระหนี้จากคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการแล้ว กลับไม่ปรับลดยอดหนี้ของลูกหนี้ตามจำนวนเงินที่ชำระ และอาศัยโอกาสจากหน้าที่รับเงินแทนกองทุนฯ เบียดบังเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว
พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เงินที่ควรนำส่งคืนกองทุนฯ ไม่ถูกนำส่งตามหน้าที่ และข้อมูลยอดหนี้ของลูกหนี้ไม่ได้รับการปรับปรุงให้ถูกต้อง
จากการตรวจสอบพบว่า จำเลยรับเงินแทนกองทุนฯ แล้วไม่นำส่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,935,500 บาท
@ ศาลฟัน 21 กระทง จำคุก 105 ปี รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง
ต่อมาคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8
ศาลฯ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1
โดยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
ในแต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด
ศาลพิพากษาจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 21 กระทง เป็นโทษจำคุกทั้งสิ้น 105 ปี
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลจึงเห็นว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงเหลือโทษจำคุก 52 ปี 6 เดือน
แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ศาลกำหนดโทษจำคุกจำเลยไว้ที่ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)
@ ทำผิดซ้ำเป็นเวลานาน ไม่คืนเงิน ศาลไม่รอลงอาญา
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของคดีนี้ อยู่ที่เหตุผลของศาลในการพิจารณาว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่
ตามคำพิพากษา ศาลได้พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติแล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดซ้ำในลักษณะเดียวกันต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ที่สำคัญ จำเลยยังไม่ได้ชดใช้เงินคืนให้แก่กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
ศาลจึงเห็นว่าไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก
พร้อมมีคำสั่งให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 1,935,500 บาท แก่กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
คำพิพากษานี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพจนได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่ง แต่พฤติการณ์กระทำผิดซ้ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน ประกอบกับการไม่ชดใช้ความเสียหาย ยังคงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาในการกำหนดโทษ
ข่าวในหมวดเดียวกัน
คดีอุทาหรณ์ตำรวจเปิดตู้เซฟฉกเงินล่อซื้อยาเสพติด 10 ล้าน คุก 4 ปี




