News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษาคดีหุ้นชินฯ 'ทักษิณ' เจ้าของตัวจริง ต้องจ่ายภาษีหมื่นล.

เปิดคำพิพากษาคดีหุ้นชินฯ 'ทักษิณ' เจ้าของตัวจริง ต้องจ่ายภาษีหมื่นล.

31 ม.ค. 2569 07:18
ผู้ชม 190 คน

"...การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ของตนโดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาถือหุ้นแทนเพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตําแหน่งทางการเมืองที่ กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ซึ่งทําขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตาม เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหา ประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทําขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง..."

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที!

เมื่อสำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูงกรมสรรพากร ถึงความคืบหน้าในการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 17,600 ล้านบาท หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรชนะคดี เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทางสรรพากรเขตพื้นที่ตามภูมิลำเนา ของนายทักษิณ ได้ทำหนังสือแจ้งให้นายทักษิณชำระภาษีจำนวนดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ดี นายทักษิณไม่ได้มาชำระภาษีตามกำหนด ทางกรมสรรพากรจึงได้ดำเนินการสืบทรัพย์ของนายทักษิณ ซึ่งตามขั้นตอนของกฎหมายเมื่อสืบทรัพย์ ได้จำนวนเท่าใด เป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากร ในการออกคำสั่งยึดและอายัด

โดยคดีนี้ เป็นผลสืบเนื่องภายหลังจากที่กรมสรรพากรแพ้คดีการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส. พิณทองทา ชินวัตร (บุตรชายและบุตรสาว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) จำนวน 17,900 ล้านบาท โดยศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือกรมสรรพากรฯ ทำให้นายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพินทองทา ไม่ต้องชำระภาษีเงินได้พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้กับกรมสรรพากร เนื่องจากนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพินทองทา มิใช่เจ้าของหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จึงไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร และมิใช่เป็นผู้ได้รับประโยชน์ฯที่มีลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และ 40 (2) ด้วย และคดีถึงที่สุด เนื่องจากกรมสรรพากรไม่ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ

(หมายเหตุ กรณีสรรพากรแพ้คดีและไม่ยื่นอุทธรณ์ ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหา นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง นายสาธิต รังคสิริ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร และนายสิทธิชัย สังขมณี ขณะดำรงตำแหน่งสรรพากรภาค 1 โดยกล่าวหาว่า บุคคลทั้งสามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ไปแล้ว อ่านข่าวที่นี่ ป.ป.ช.ลงมติแจ้งข้อกล่าวหา 'สุภา-พวก' ไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินฯ หมื่นล.)

ภาพประกอบรายงานเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป

ภาพประกอบรายงานเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป

ต่อมากรมสรรพากร ได้ประเมินเรียกเก็บภาษีนายทักษิณ ในฐานะเจ้าของหุ้นตัวจริง ขณะที่นายทักษิณ ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากร (จำเลยที่ 1) และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ได้แก่ นายพงษ์ศักดิ์ เมธาพิพัฒน์ ,นายประภาส สนั่นศิลป์ และนายพิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ (จำเลยที่ 2-4) ต่อศาลภาษีอากรกลาง เพื่อขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ ที่แจ้งให้นายทักษิณ จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นฯ ให้กับกรมสรรพากร เป็นเงิน 1.79 หมื่นล้านบาท

ก่อนที่ ศาลฎีกา จะมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง ระบุว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ของตนโดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองเเท้ และนางสาวพินทองทา ถือหุ้นแทนเพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองที่ กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำขึ้นเพื่อ วัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร ในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

ภาพประกอบรายงานเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป

ภาพประกอบรายงานเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป

สรรพากรเตรียมยึดทรัพย์ 'ทักษิณ'! ไม่ยอมชำระภาษีขายหุ้นชินฯ 1.7 หมื่นล.

เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงกรณีนี้มากขึ้น

สำนักข่าว Next News ได้นำรายละเอียดคำพิพากษาศาลฎีกา ที่พิพากษากลับให้ยกฟ้องของนายทักษิณ ทำให้ นายทักษิณ ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นฯ ให้กับกรมสรรพากร เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท ตามที่กรมสรรพากรประเมินภาษีไปก่อนหน้านี้

มานำเสนอ ณ ที่นี้

@ ข้อเท็จจริงทางคดี

โจทก์ (นายทักษิณ ชินวัตร) ยื่นคําร้องขอให้ศาลฎีกาส่งคําร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามคําร้องฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2567

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2541 โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จํานวน 32,920,000 หุ้น วันที่ 12 มีนาคม 2542 โจทก์จดทะเบียนบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศในหมู่เกาะ British Virgin มีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นหุ้น จํานวน 50,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เรียกชําระค่าหุ้นเพียง 1 หุ้น มูลค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ

บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด มีนาย เลา วี เตียง(Mr. Lau Hwee Tiang) และนางกาญจนา หงส์เหิน เป็นกรรมการ มีวัตถุประสงค์ในการ ซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ (Holding Investment Company) ในประเทศไทย โดยโจทก์ เป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว จํานวน 1 หุ้น

ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2542 บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จํานวน 32,920,000 หุ้น จากโจทก์มูลค่าหุ้นละ 10 บาท (ราคา PAR) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัดได้เพิ่มนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นกรรมการ วันที่ 1 ธันวาคม 2543 โจทก์โอนหุ้นบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด จํานวน 1 หุ้น ให้แก่นายพานทองแท้ วันที่ 29 สิงหาคม 2554 บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จดทะเบียนลดมูลค่าหุ้นจากที่ตราไว้ 10 บาท เหลือหุ้นละ 1 บาท ทําให้จํานวนหุ้นเพิ่มขึ้น 10 เท่า เป็นผลให้บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จํานวน 329,200,000 หุ้น วันที่ 16 พฤษภาคม 2548 บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์จํากัด เรียกชําระค่าหุ้นเพิ่มอีก 4 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

โดยนายพานทองแท้ ซื้อเพิ่ม 3หุ้น และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ซื้อ 1 หุ้น และเปลี่ยนแปลงกรรมการ เป็นนายพานทองแท้ นางสาวพินทองทา และนางกาญจนา บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่ถืออยู่ทั้งหมดแก่นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยซื้อขายกันนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

วันที่ 23 มกราคม 2549 นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาขายหุ้นดังกล่าวแก่กลุ่มบริษัทในเครือเทมาเส็ก คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ มีความเห็นว่าการที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด โอนหุ้นให้แก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดถือว่าส่วนต่าง ของราคาหุ้นระหว่างราคาตลาดกับราคาที่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาได้รับโอนมา จากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด เป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐจึงแจ้งให้จําเลยที่ 1 เรียกตรวจสอบภาษีรายนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 อ้างอํานาจตามความในมาตรา 19 มาตรา 23 มาตรา 56 ทวิ มาตรา 88/4 มาตรา 91/21 และมาตรา 123 แห่งประมวลรัษฎากร ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรไปยังนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาสําหรับการตรวจสอบภาษี ปีภาษี 2549 จํานวน 2 ครั้ง ครั้งแรกตามเอกสารหมาย ล.5 แผ่นที่ 84 และ ล.6 แผ่นที่ 48 ครั้งที่สองตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 325 และ ล.7 แผ่นที่ 311

ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่อาศัยอํานาจตามมาตรา 20 มาตรา 22 และมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นายพานทองแท้ 5,904,791,172,29 บาท ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 50 ถึง 55 และ 34 นางสาวพินทองทา 5,904,503,601.13 บาท ตามเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 33 และ 47 ถึง 51

นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา อุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคําวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ แต่ลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเรียกเก็บ เพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทานําคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง

ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ว่า โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นของบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จํานวน 1,419,490,150 หุ้น นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ไว้แทนโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคําพิพากษาคดีหมายเลข แดงที่ 242-243/2553 ให้เพิกถอนการประเมินและคําวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ยื่นแบบแสดง รายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) สําหรับปีภาษี 2559 วันที่ 2 เมษายน 2550 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 193 ถึง 196 เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่แจ้งการประเมินให้โจทก์ชําระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 16 ถึง 24 โจทก์อุทธรณ์การประเมินตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 25 ถึง 67 จําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคําวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 68 ถึง 88

ครอบครัวชินวัตร

ครอบครัวชินวัตร

@ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคําร้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคําร้องขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ว่า ศาลฎีกาต้องส่งคําร้องของโจทก์ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่

โจทก์ยื่นคําร้องว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทํา ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 ข้อ 5 วรรคหนึ่ง (4) เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่คดีในการให้อํานาจสอบสวนนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพินทองทา ชินวัตร เป็นการเลือกปฏิบัติขัดต่อความเสมอภาคในการ จัดเก็บภาษี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 26, 27 วรรคหนึ่ง, 32, 37 และประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (1) (ก) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง 25, 26, 27, 37 เนื่องจากการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มีอธิบดีของจําเลยที่ 1 หรือผู้แทนเข้าร่วมการพิจารณาย่อมไม่เป็นกลางและไม่คุ้มครองผู้เสียภาษี บทบัญญัติดังกล่าวขัดต่อหลักความมีส่วนได้เสียและไม่คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ตามรัฐธรรมนูญนั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า สําหรับปัญหาว่าประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ฯ ข้อ 5 วรรคหนึ่ง (4) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 26, 27 วรรคหนึ่ง, 32, 37 หรือไม่ นั้น

มีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2551 ว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ฯ มิได้มีบทบัญญัติใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไม่ว่าจะเป็นบทมาตราใด การที่โจทก์ยื่นคําร้องขอให้ศาลฎีกาแผนก คดีภาษีอากรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฯ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 26, 27 วรรคหนึ่ง, 32, 37 ซึ่งเป็นบทบัญญัติลักษณะเดียวกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29, 30, 35, 41, 42

จึงเป็นการร้องขอในเรื่องลักษณะเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยไว้แล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะส่งคําร้องของโจทก์ในปัญหานี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ส่วนปัญหาว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (1) (ก) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง, 25, 26, 27, 37 หรือไม่นั้น เมื่อคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นคําสั่งทางปกครองดังนั้น การที่คู่กรณีจะคัดค้านว่าเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอํานาจพิจารณาทางปกครองจะทําการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ เนื่องจากมีสภาพร้ายแรงอันอาจทําให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง จะต้องทําคําคัดค้านเป็นหนังสือถึงเจ้าพนักงานผู้นั้น

โดยระบุข้อคัดยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านเป็นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ผู้นั้นก่อนได้รับแจ้งคําสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 15 และมาตรา 16 ประกอบ กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อ 1 และ ข้อ 2

เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนําสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้ทําคําคัดค้านเป็นหนังสือถึงอธิบดีของจําเลยที่ 1 หรือผู้แทนผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองที่โจทก์อ้างว่ามีส่วนได้เสียไม่เป็นกลางในการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยระบุข้อคัดค้านพร้อมด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้านและยื่นหนังสือคัดค้านก่อนได้รับคําวินิจฉัยอุทธรณ์

โจทก์จึงไม่อาจยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นในชั้นพิจารณาของศาลได้ จึงไม่มีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัย เกี่ยวกับบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (1) ที่โจทก์อ้างว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญในคดีนี้ กรณีตามคําร้องของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ให้ศาลฎีกาส่งคําร้องของโจทก์ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560มาตรา 212 วรรคหนึ่ง

ให้ยกคําร้อง

ทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณ ชินวัตร

@ ออกหมายเรียกโดยชอบด้วยกฎหมาย-ภายในกําหนดเวลาหรือไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยทั้งสี่ข้อแรกว่า เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ออกหมายเรียกโดยชอบด้วยกฎหมายและภายในกําหนดเวลา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่

จําเลยทั้งสี่ฎีกาว่า เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ออกหมายเรียกโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 โดยชอบด้วยกฎหมายการออกหมายเรียกตรวจสอบเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ไปยังนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ถือเป็นการออกหมายเรียกไปยังโจทก์แล้ว เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 จึงออกหมายเรียกโจทก์ภายในกําหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และไม่จําต้องออกหมายเรียกไปยังโจทก์ใหม่ การกระทําของนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาในฐานะตัวแทนโจทก์ที่ได้กระทําลงไปในชั้นตรวจสอบตามหมายเรียกจึงมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการ

เมื่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นตัวแทนโจทก์ในการถือหุ้นโดยมีชื่อในใบหุ้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61 จึงถือว่าโจทก์เป็นเจ้าของหุ้นในฐานะตัวการด้วย การที่ศาลภาษีอากรกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553 พิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน ไม่ทําให้หมายเรียกที่เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ส่งไปยังนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาสิ้นสุดลง เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอํานาจประเมินภาษีโจทก์นั้น

โจทก์มีนายสมบูรณ์ คุปติมนัส ผู้รับมอบอํานาจช่วงโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ตรวจสอบข้อเท็จจริงการทําธุรกรรมซื้อขาย หุ้นของโจทก์ และสรุปสํานวนว่า การที่โจทก์โอนหุ้นในบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) แก่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่เกาะ British Virginและต่อมาบริษัทแอมเพิลอินเวสท์เม้นท์ จํากัด โอนแก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา และบุคคลทั้งสองโอนขายหุ้นทั้งหมดแก่เครือเทมาเส็ก

ต่อมาจําเลยที่ 1 ประเมินภาษีนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา บุคคลทั้งสองอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และมีการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางระหว่างการดําเนินคดีในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วินิจฉัยว่าการถือหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ของโจทก์และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ผ่านทางบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ในขณะที่ยังมีอํานาจทางการเมืองในการสั่งการอยู่ ถือว่าเป็นการกระทําที่ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ทรัพย์สินและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น

จึงเป็นการได้มาโดยมิชอบสืบเนื่องจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหน้าที่ และเห็นว่าโจทก์ยังเป็นเจ้าของหุ้นอยู่ จึงมีคําสั่งให้ริบเงินที่ได้จากการ ขายหุ้นหลังหักราคาหุ้นที่มีอยู่เดิมและเงินปันผลหุ้นของบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) 46,373,687,454.70 บาท พร้อมดอกผลเฉพาะดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝาก และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นดังกล่าว

เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษาว่าเจ้าของหุ้นที่แท้จริงยังคงเป็นโจทก์ ต่อมานายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงนําคําพิพากษาดังกล่าวยกเป็นข้อต่อสู้ในศาลภาษีอากรกลางว่าเมื่อเจ้าของหุ้นยังคงเป็นโจทก์ การประเมินภาษีต่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงมิใช่เป็นการประเมินต่อบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ศาลภาษีอากรกลางจึงพิพากษาเพิกถอนการประเมิน

จากข้อเท็จจริงที่ยุติตามคําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและคําพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว จําเลยที่ 1 จึงยุติเรื่องไม่ออกหมายเรียกโจทก์ ทั้งที่ในขณะนั้นยังอยู่ในเวลาที่จะออกหมายเรียกตรวจสอบ เพื่อประเมินภาษีอากรโจทก์ได้ โดยโจทก์ยื่นแบบรายการภาษีไว้เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2550 (วันที่ 31 มีนาคม และ 1 เมษายน 2550 ตรงกับวันหยุด การยื่นแบบรายการภาษี จึงได้รับการขยายออกไปเป็นวันทําการวันแรก)

หากเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า โจทก์ยื่นแบบ แสดงรายการไม่ถูกต้องต้องออกหมายเรียกมาตรวจสอบภายใน 5 ปี ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร

แต่ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลภาษีอากรกลางมีคําพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 แล้ว พนักงานอัยการทําหนังสือถึงจําเลยที่ 1 ว่าไม่ควรอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาซึ่งนับแต่วันที่ศาลภาษีอากรกลางมีคําพิพากษาคือวันที่ 29 ธันวาคม 2553 จําเลยที่ 1 มีเวลาออกหมายเรียกได้ถึง 1 ปี 3 เดือน แต่จําเลยที่ 1 มิได้มีการดําเนินการออกหมายเรียกภายใน 5 ปี

ประกอบกับอธิบดีของจําเลยที่ 1 ในขณะนั้นมีคําสั่งให้ยุติการประเมินภาษีโดยเห็นว่า ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา ตามกฎกระทรวงออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 126 ข้อ 2 (23) ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอีก จึงไม่ได้มีการออกหมายเรียกโจทก์

ส่วนจําเลยทั้งสี่มีนางสาวจํารัส ช้อยจินดา ผู้อํานวยการกองตรวจสอบภาษีกลางของจําเลยที่ 1 เบิกความว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่านายพานทองแท้และนางสาวพินทองทามิใช่เจ้าของหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่แท้จริง ให้เพิกถอนการประเมินและคําวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เท่านั้น มิได้ให้เพิกถอนหมายเรียกแต่อย่างใด

เมื่อการออกหมายเรียกนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาตามหมายเรียกเลขที่ กค 0721/ค./0320 และเลขที่ กค 0721/ค./0321 ลงวันที่ 30 เมษายน 2550 สําหรับปีภาษี 2549 ได้กระทําภายในกําหนด 2 ปี นับแต่วันที่ยื่นรายการจึงถือเป็นการออกหมายเรียกโดยชอบตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร

การที่ปรากฏข้อเท็จจริงตามค่าพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์ให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) แทนโจทก์

ดังนั้นจึงถือว่าโจทก์ในฐานะตัวการได้แสดงออกโดยการเชิดหรือยอมให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ซึ่งแท้จริงเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์กระทําการโดยแสดงออกให้บุคคลภายนอกเชื่อว่า นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง

ทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณ ชินวัตร

@ พานทองแท้-พินทองทา แท้จริงเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์

โจทก์จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนหนึ่งว่าบุคคลทั้งสอง เป็นตัวแทนของตน และหาอาจทําให้เสื่อมเสียสิทธิของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ที่ได้ออกหมายเรียกไปยังนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ซึ่งมีชื่อในใบหุ้นอันเป็นเอกสารสําคัญในขณะนั้น ก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินจะทราบว่าบุคคลทั้งสองเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ การออกหมายเรียกดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการตามมาตรา 806 มาตรา 820 และมาตรา 821 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และถือว่านายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ได้รับหมายเรียกไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหานี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 19 บัญญัติว่า “...กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้น มาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนําบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย

ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทําภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทําภายในเวลาที่กฎหมายกําหนดหรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลังเว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือเป็นกรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ...” มาตรา 61 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสําคัญใด ๆ แสดงว่า (1) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสําคัญและทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน....” วรรคสอง บัญญัติว่า “เจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อ ในหนังสือสําคัญนั้นก็ได้

แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิ หักเงินภาษีจากจํานวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน” ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา 19 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองการใช้อํานาจรัฐว่าด้วยการบริหารการจัดเก็บภาษีอากรที่ให้อํานาจแก่เจ้าพนักงานประเมินในการออกหมายเรียกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากรที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้

แต่ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า รายการตามแบบนั้นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือไม่บริบูรณ์ หรือมีเหตุอันควรสงสัย ว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร บทบัญญัติดังกล่าวให้อํานาจแก่เจ้าพนักงานประเมิน ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนโดยเรียกให้ผู้ยื่นรายการมาไต่สวน หรือออกหมายเรียก พยานไปพบเพื่อให้ถ้อยคําและชี้แจงเกี่ยวกับแบบแสดงรายการ นําบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดง

ในขณะเดียวกันกฎหมายก็มุ่งคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ของประชาชนโดยการเปิดโอกาสให้ผู้ยื่นรายการสามารถโต้แย้งคัดค้านความเห็นพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมิน เพื่อประกันความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีเช่นเดียวกับการบังคับใช้กฎหมายที่จํากัดสิทธิอื่นซึ่งต่างกับอํานาจของเจ้าพนักงานประเมินในการประเมินจากรายการหรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามแบบแสดงรายการที่ผู้เสียภาษียื่นเสียภาษีไว้แล้ว โดยไม่ต้องมีการออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการมาไต่สวนก่อนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนําสืบของจําเลยทั้งสี่โดยโจทก์มิได้โต้แย้งว่า เหตุที่เจ้าพนักงาน ประเมินของจําเลยที่ 1 ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 เลขที่กค 0721/ค./0320 และเลขที่ กค 0721/ค./0321 ลงวันที่ 30 เมษายน 2550 เอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 325 และเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 311 ไปยังนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาสําหรับการตรวจสอบภาษี ในปีภาษี 2549 เนื่องมาจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) แก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ซึ่งเป็นกรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทแอมเพิลริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ในขณะที่ราคาซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ ขณะนั้น มีราคาหุ้นละ 49.25 บาท และในวันเดียวกันนั้น นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ขายหุ้นทั้งหมดดังกล่าวแก่กลุ่มเทมาเส็ก เป็นการขายหุ้นต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันควร

นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการซื้อหุ้น บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นผลให้ส่วนต่างของราคาซื้อขายหุ้นที่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาซื้อจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด กับราคาหุ้นที่บุคคลทั้งสองโอนขายแก่กลุ่มเทมาเส็ก เข้าลักษณะ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 จึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาในฐานะเป็นบุคคล ที่มีชื่อในใบหุ้นอันเป็นหนังสือสําคัญและทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน และเป็นผู้ได้รับ ประโยชน์จากการซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาดให้รับผิดชําระภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61

พานทองแท้ ชินวัตร

พานทองแท้ ชินวัตร

ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษา ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วินิจฉัยว่า “พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหา (โจทก์) และผู้คัดค้านที่ 1 (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร) กับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 (นายพานทองแท้ ชินวัตร นางสาวพินทองทา ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์) ดังได้วินิจฉัยมาเป็นเหตุผลประการหนึ่งให้เชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 5 ถือหุ้นเพิ่มทุนบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 โอนให้ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไว้แทนผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 และรับเงินปันผลในหุ้นดังกล่าวจากบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ไว้แทนผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ...ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 3 ยังคงถือไว้ ซึ่งหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จํานวน 1,519,490,150 หุ้นตามคําร้องในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีในสองวาระ....”

และต่อมาศาลภาษีอากรกลางมีคําพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553 วินิจฉัยว่า “หุ้นที่โจทก์ทั้งสอง (นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา) ซื้อจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์ จํากัด คนละ 164,600,000 หุ้น ซึ่งจําเลยประเมินให้โจทก์ทั้งสอง (นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา) เสียภาษีเงินได้ในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า พันตํารวจโททักษิณ ชินวัตร (โจทก์ในคดีนี้) และคุณหญิงพจมานเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยให้โจทก์ทั้งสอง (นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา) ถือหุ้นแทน ... โจทก์ทั้งสอง (นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา) จึงไม่ใช่เจ้าของแท้จริงของหุ้นดังกล่าว ไม่ใช่ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร และมิใช่เป็นผู้รับประโยชน์อันอาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ที่เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และมาตรา 40 (2) ตามที่จําเลยประเมิน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ไม่ชอบ...” ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 183 ถึง 260 ซึ่งคดีของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวถึงที่สุดแล้วโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์

@ โจทก์ยังคง เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่แท้จริง

กรณีจึงฟังได้ว่า โจทก์ให้นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ไว้แทน โดยโจทก์ยังคง เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่แท้จริง เมื่อประมวลรัษฎากรไม่มีบทบัญญัตินิยามเรื่องตัวแทนไว้ จึงต้องถือเอาความหมายตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับกับกรณีได้เท่าที่ไม่ขัดกับส่วนอื่น จึงถือได้ว่านายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นตัวแทนของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797

ในข้อนี้ได้ความจากนางสาวจํารัสว่า เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาเนื่องจากมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จึงถือเป็นบุคคลที่มีชื่อในใบหุ้นอันเป็นหนังสือสําคัญและทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินและเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาด

เมื่อต่อมาความปรากฏภายหลังว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า โจทก์ยังคง ถือไว้ซึ่งหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) และคําพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง วินิจฉัยว่า นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทามิใช่เจ้าของหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่แท้จริง แต่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทนโจทก์

เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 เห็นว่าพฤติการณ์ของโจทก์เป็นการกระ ทําในฐานะตัวการที่เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง การที่เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ออกหมายเรียกไปยังนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาซึ่งเป็นผู้มีชื่อในใบหุ้นอันเป็นหนังสือสําคัญในขณะนั้น ก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 จะทราบว่าบุคคลทั้งสองเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ แสดงให้เห็นว่า จําเลยที่ 1 ไม่รู้มาก่อนว่า นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ไว้แทนโจทก์

โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาตัวแทนแสดงออกหน้าเป็นตัวการซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด และขายหุ้นทั้งหมดดังกล่าวแก่ กลุ่มเทมาเส็ก โดยจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่รู้ว่านายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา เป็นตัวแทน

แต่ในคดีนี้โจทก์ได้กลับแสดงตนให้ปรากฏว่าตนเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงแล้ว ดังนั้น นิติกรรมใดอันเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทากระทําลงไปย่อมผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการ

ประกอบกับเมื่อพิจารณา หมายเรียกเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 325 และเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 311 ที่เจ้าพนักงาน ประเมินของจําเลยที่ 1 มีไปยังนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาแล้วมีข้อความระบุไว้ในช่อง ให้นําส่งเอกสารหลักฐานว่า “เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์ จํากัด และหลักฐานการรับเงินชําระเงินค่าหุ้นดังกล่าว รวมถึงเอกสารหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินได้ สําหรับปีภาษีดังกล่าว”

และนางสาวจํารัส เบิกความยืนยันว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุในการออกหมายเรียกนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์ จํากัด ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่เจ้าพนักงานใช้เป็นมูลเหตุในการประเมินภาษีโจทก์ และจํานวนเงินได้พึงประเมินที่นํามารวมคํานวณภาษี ก็เป็นจํานวนเดียวกัน

โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงส่วนนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น และไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งถึงความถูกต้องของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์ จํากัด ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 นํามาใช้ประเมินภาษีโจทก์ เป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่ใช้ในการประเมินภาษีนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ซึ่งมีอยู่ในสํานวนตรวจสอบนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาตัวแทนของโจทก์อยู่แล้ว

เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 มิได้ใช้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงอื่นเพื่อนํามาประเมินภาษีโจทก์ นอกเหนือจากที่ปรากฏในสํานวนตรวจสอบนายพานทองแท้หรือนางสาวพินทองทาแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์จากฐานเงินได้ของ นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา รวมจํานวน 15,883,900,000 บาท มาเป็นเงินได้ของโจทก์ ซึ่งเป็นฐานเงินได้จํานวนเดียวกัน ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 122 ถึง 130

ส่วนที่มีความแตกต่างกันคงมีเพียงเงินได้อื่นของ นายพานทองแท้ นางสาวพินทองทาและโจทก์ เช่น เงินเดือน เงินปันผล เครดิตภาษี การหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน ซึ่งเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 นำมาจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจําปี 2549 ที่โจทก์ยื่นไว้ ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง นอกเหนือจากรายการที่ปรากฏในแบบแสดงรายการที่เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ต้องไต่สวนตรวจสอบเพิ่มเติมอีก รายละเอียดข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผลแตกต่างเฉพาะในการ คํานวณภาษีเงินได้ ทําให้เงินได้สุทธิและการใช้อัตราภาษีในการคํานวณภาษีเงินได้ของ นายพานทองแท้ นางสาวพินทองทาและโจทก์ที่ต้องชําระมีจํานวนแตกต่างกันเท่านั้น

อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการต่อสู้คดีมาเป็นลําดับของนายพานทองแท้ นางสาวพินทองทา และโจทก์รวมถึงหลังจากเจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กับโจทก์ กรณีซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด โจทก์ยังใช้สิทธิโต้แย้งการประเมินโดยยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

กระทั่งต่อมา ยื่นฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง เชื่อได้ว่าโจทก์รับรู้ถึงการออกหมายเรียกนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาตัวแทนของโจทก์มาตั้งแต่ต้นถึงได้ใช้สิทธิโต้แย้งได้เช่นนี้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า

กรณีที่ศาลภาษีอากรกลางมีคําพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ประจําปีภาษี 2549 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 และ มาตรา 22 ถือว่าการออกหมายเรียกและการตรวจสอบไต่สวนการชําระภาษีตามแบบแสดงรายการตาม มาตรา 19 สิ้นผลไปด้วยนั้น เห็นว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคําพิพากษาในคดีหมายเลข แดงที่ 242-243/2553 ให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่านายพานทองแท้และ นางสาวพินทองทาไม่ใช่เจ้าของหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่แท้จริง

จึงไม่ใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมิน และไม่เป็นผู้ได้รับประโยชน์อันอาจคํานวณราคาเป็นเงินได้ ที่เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ตามที่เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ประเมิน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่ชอบเท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยว่าการออกหมายเรียก ของเจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หมายเรียกและการตรวจสอบ ไต่สวนตามหมายเรียกจึงยังคงมีผลบังคับใช้อยู่

@ ขายหุ้นต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันควร

ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ดําเนินการออกหมายเรียกนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ยื่นรายการ ถือได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ออกหมายเรียก โดยชอบด้วยกฎหมายและภายในกําหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการ เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 จึงมีอํานาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจําปี 2549 โจทก์ได้โดยไม่จําต้องออกหมายเรียกโจทก์ตามประมวล รัษฎากร มาตรา 19 อีก

ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่า การออกหมายเรียกนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาในฐานะตัวแทนเป็นการออกหมายเรียกโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 มิได้ออกหมายเรียกโจทก์ภายใน กําหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 นั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

ฎีกาของจําเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น

ทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณ ชินวัตร

มีปัญหาตามฎีกาของจําเลยทั้งสี่ข้อต่อมาว่า โจทก์เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร และต้องรับผิดชําระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินและคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่

เนื่องจากศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคําฟ้อง คําให้การและทางพิจารณาที่โจทก์จําเลยทั้งสี่นําสืบเพียงพอวินิจฉัยประเด็นนี้แล้ว สมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสํานวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่อีก

จําเลยทั้งสี่ฎีกาว่า โจทก์ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) แก่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด โดยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ไม่ได้ถือหุ้น บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ไว้แทนโจทก์ การที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) แก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ถือได้ว่ามีนิติกรรมการซื้อขายหุ้นโดยชอบ

เมื่อเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันควรนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาได้รับประโยชน์ และเมื่อนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาถือหุ้นแทนโจทก์ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินนั้น

ประเด็นนี้ โจทก์นําสืบว่า ศาลภาษีอากรกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553 มีคําวินิจฉัยในหน้า 73 ว่า “....คดีจึงฟังได้ว่าหุ้นที่โจทก์ทั้งสอง (นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา) ซื้อจากบริษัทแอมเพิลอินเวสท์เม้นท์ จํากัด คนละ 164,600,000 หุ้น....เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่าพันตํารวจโททักษิณ และคุณหญิงพจมานเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยให้โจทก์ทั้งสองถือหุ้นแทน...”

บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ไว้แทนโจทก์ เงินปันผลและผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นจากการถือหุ้นดังกล่าวก็ยังคงถือว่าเป็นของโจทก์โดยนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นผู้รับไว้แทน การโอนหุ้นจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ไปยังนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นเพียงการโอนกันระหว่างบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นไว้แทนโจทก์

จึงมีผลเท่ากับเป็นการโอนจากผู้โอน คือ โจทก์ ไปยังผู้รับโอน คือ โจทก์ เมื่อผู้โอนกับผู้รับโอนเป็นบุคคลเดียวกันที่มีทรัพย์สินที่โอน คือ หุ้นจํานวนเดียวกัน ย่อมถือว่าไม่มีนิติกรรมใด ๆ เกิดขึ้นตามกฎหมาย จึงย่อมไม่มีเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่เกิดการเปลี่ยนมือ จากผู้โอนไปยังผู้รับโอน ไม่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจใด ๆ จากธุรกรรมดังกล่าว จึงไม่ถือว่ามีเงินได้ พึงประเมินเกิดขึ้น และโจทก์ไม่ได้เป็นกรรมการของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด

โจทก์จึงไม่มีเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทําและไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร

ครอบครัวชินวัตร

ครอบครัวชินวัตร

@ ศาลฎีกา ชี้เชิดลูกถือหุ้นแทน

ส่วนจําเลยทั้งสี่นําสืบว่า คําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและคําพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง มิได้วินิจฉัยว่าบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ไว้แทนโจทก์

อีกทั้งคําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองดังกล่าวเป็นการพิจารณาในเรื่องที่โจทก์ร่ํารวยผิดปกติและขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นคนละประเด็นกับความรับผิดทางภาษีอากร

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นกฎหมายพิเศษ เมื่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาตัวแทนของโจทก์ในฐานะเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ได้ซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด จากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์ เม้นท์ จํากัด ในราคาหุ้นละ 1 บาท ในขณะที่ราคาตลาดราคาหุ้นละ 49.25 บาท บุคคลทั้งสองจึงซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด โดยจ่ายเงินชําระค่าหุ้นต่ำกว่าที่ควรต้องจ่าย ถือเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงินเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39

และการที่บุคคลทั้งสองเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของ บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ประกอบกับการซื้อขายหุ้นไม่ได้ขายตามสัดส่วนของการเป็นผู้ถือหุ้นที่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาถือหุ้นร้อยละ 80:20 แต่ขาย ในสัดส่วน 50:50 ถือเป็นการซื้อขายระหว่างบริษัทกับกรรมการบริษัท ต้องนําประโยชน์ที่ได้รับอันเนื่องมาจากการซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาดมารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจําปีภาษีที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น

และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในภายหลังว่า บุคคลทั้งสองเป็นตัวแทนถือหุ้นไว้แทนโจทก์ ถือว่าโจทก์ในฐานะตัวการเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากมูลค่าส่วนต่างของราคาหุ้นอันสืบเนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทําหรือจากการรับทํางานให้ของบุคคลทั้งสอง จึงเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่หรือตําแหน่งงานที่ทํา หรือจากการรับทํางานให้ ตามประมวลรัษฎากร

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 39 บัญญัติถึงนิยามของคําว่าเงิน ได้พึงประเมินว่า “ “เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษี ในหมวดนี้ เงินได้ดังกล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน....” เงินได้พึงประเมินตามความหมายในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 จึงมิได้หมายถึงเฉพาะเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้เท่านั้น แต่ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงินด้วย

@ ขายหุ้นนอกตลาด ราคาต่ำ 1 บาท

จากทางนําสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายรับฟังได้ว่า นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) พิพาท จากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด คนละ 164,600,000 หุ้น รวม 329,200,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยเป็นการขายนอกตลาดหลักทรัพย์

เมื่อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) เป็นหุ้นที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเป็นหุ้น แบบไร้ใบหลักทรัพย์ (Scripless) ซึ่งนางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จํากัด และนายสมชาย อ๊อกซู ผู้อํานวยการฝ่ายทะเบียนหลักทรัพย์บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จํากัด ได้ให้การต่อคณะอนุกรรมการ ตรวจสอบ (คตส.) ว่า หุ้นแบบไร้ใบหลักทรัพย์ (Scripless) จะนําไปฝากไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ หรือผู้เก็บรักษาหลักทรัพย์ (Custodian) การซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

เมื่อได้ลงบันทึกบัญชีของผู้ฝากหลักทรัพย์ในสํานักหักบัญชีของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จํากัด และจากหลักฐานที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด มีหนังสือ ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549 ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 119 ถึง 122 ชี้แจงต่อ สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ยืนยันว่า ในระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2549 ไม่เคยมีการซื้อขายหุ้นบริษัทบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน)

แต่หุ้นดังกล่าวได้มีการฝากไว้กับผู้เก็บรักษาหลักทรัพย์ช่วง(Sub-Custodian) ในประเทศไทย คือ ธนาคารซิตี้แบงก์ สาขากรุงเทพมหานคร และจากหลักฐานของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรับฝากหลักทรัพย์ด้วยระบบไร้ใบหลักทรัพย์ (Scripless) ปรากฏข้อมูลว่า ในวันที่ 23 มกราคม 2549 มีการโอนหลักทรัพย์หุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จากผู้เก็บรักษาหลักทรัพย์ช่วง (Sub-Custodian) บัญชีเลขที่ 3019911115 ธนาคารซิตี้แบงก์ สาขากรุงเทพมหานคร) ไปยังโบรกเกอร์ บัญชีเลขที่ 2119000012 (บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จํากัด) จํานวน 2 รายการ รายการละ 164,600,000 หุ้น อันเป็นจํานวนเดียวกับที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด กับนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาร่วมกันแจ้งต่อสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 110 ถึง 112

แสดงให้เห็นว่า บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่ถืออยู่ทั้งหมดให้กับนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาคนละ 164,600,000 หุ้น รวม 329,200,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท ในวันที่ 23 มกราคม 2549

ขณะที่ในวันดังกล่าวหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ตามกระดานซื้อขายหุ้นรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซื้อขายที่ราคาหุ้นละ 49.25 บาท และในวันเดียวกันยังปรากฏข้อเท็จจริงว่านายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาขายหุ้นดังกล่าวแก่กลุ่มเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท

เมื่อทางนําสืบของโจทก์ไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควรหรือพฤติการณ์พิเศษใดที่ บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ประกอบกิจการด้านการลงทุน ในการซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์มีวัตถุประสงค์ในการหากําไร จึงยอมขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาในราคาที่ต่ำกว่า ราคาตลาดถึงกว่าสี่สิบเท่า

ประกอบกับโจทก์นําสืบรับว่า บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ไว้แทนโจทก์ และขณะขายหุ้น นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นกรรมการ และผู้ถือหุ้นของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ซึ่งในวันเดียวกันนั้นนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาขายหุ้นพิพาทต่อให้กลุ่มเทมาเส็ก

พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่า เงินได้พึงประเมินเกิดขึ้นจากธุรกรรมการขายหุ้นที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายแก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทานอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในราคาหุ้นละ 1 บาท และนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาขายหุ้นดังกล่าวต่อไปให้แก่กลุ่ม เทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท แล้ว

เมื่อไม่มี บุคคลใดได้ยื่นแสดงเงินได้พึงประเมินส่วนนี้ในแบบแสดงรายการ จึงก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าพนักงาน ประเมินของจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดําเนินการออกหมายเรียกนายพานทองแท้และ นางสาวพินทองทาผู้มีชื่อถือหุ้นมาไต่สวนเมื่อมีเหตุควรสงสัยว่า แบบแสดงรายการที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และต่อมาจึงประเมิน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา

เนื่องจากบุคคลทั้งสองมีเงินได้จากการซื้อหุ้นต่ำกว่าราคาตลาดในฐานะที่เป็นบุคคลมีชื่อในหนังสือสําคัญอันแสดงว่า เป็นเจ้าของทรัพย์สินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61 โดยกําหนดราคาซื้อขายหุ้นรายใหญ่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นราคาตลาดที่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาควรจะขาย

นอกจากนี้ยังได้ความจากนางสาวจํารัส ช้อยจินดา ผู้อํานวยการกองตรวจสอบ ภาษีกลางของจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคณะทํางานตรวจสอบภาษีหุ้นกลุ่มบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) รายนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาว่า เมื่อทําการตรวจสอบภาษีอากร ของนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 จึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายนายพานทองแท้ เป็นจํานวนเงินทั้งสิ้น 5,904,791,172.29 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2550 ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 50 ถึง 55 และนางสาวพินทองทา เป็นจํานวนเงินทั้งสิ้น 5,904,503,601.13 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2550 ตามเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 47 ถึง 51

นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาอุทธรณ์การประเมินภาษี ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของสํานักงานสรรพากรภาค 3 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคําวินิจฉัยให้ลดภาษีที่เรียกเก็บตามหนังสือแจ้งประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินแต่ละสํานวนลง โดยลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย

นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากรและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจําเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ในขณะที่ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วินิจฉัยว่า นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน)ไว้แทนโจทก์ และมีคําพิพากษาให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผลหุ้นของบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จํานวน 46,373,687,554.70 บาท พร้อมดอกผลเฉพาะดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝาก นับตั้งแต่วันฝากเงินจนถึงวันที่ธนาคารส่งเงินจํานวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ศาลภาษีอากรกลางมีคําพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553 ว่า หุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาซื้อมาจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ซึ่งจําเลยที่ 1 ประเมินให้ชําระภาษีเงินได้พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มนั้นเป็นหุ้นของโจทก์โดยให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาถือหุ้นดังกล่าวไว้แทน

@ พานทองแท้-พินทองทาไม่ใช่เจ้าของหุ้นตัวจริง

นายพานทองแท้และ นางสาวพินทองทาจึงมิใช่เจ้าของแท้จริงของหุ้นดังกล่าว ไม่ใช่ผู้มีเงินได้และมิใช่เป็นผู้ได้รับประโยชน์อันอาจคํานวณเป็นราคาเงินได้ที่เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรตามที่จําเลยประเมิน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามเอกสาร หมาย ล.3 แผ่นที่ 201 ถึง 278

ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์กล่าวอ้างในคําฟ้องว่า ต่อมาหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษาว่า เจ้าของหุ้น บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่แท้จริงยังคงเป็นโจทก์ นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงนําคําพิพากษาดังกล่าวไปยกเป็นข้อต่อสู้ในคดีที่ศาลภาษีอากรกลางกําลังพิจารณาอยู่

โดยอ้างว่า เมื่อเจ้าของหุ้นยังคงเป็นโจทก์ การประเมินภาษีต่อนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาจึงมิใช่การประเมินต่อบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย

ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคําพิพากษาว่า เงินได้จากการขายหุ้นนี้ไม่ถือเป็นเงินได้ของนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา เพราะมิได้เป็นเจ้าของหุ้นหรือเจ้าของทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดเงินได้

ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนําสืบและกล่าวอ้างมาบ่งชี้ให้เห็นว่า ขณะที่เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 ออกหมายเรียกนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา และประเมินภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา ประจําปีภาษี 2549 ต่อบุคคลทั้งสองนั้น จําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ทราบมาก่อนว่านายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นตัวแทนของโจทก์ในการถือหุ้นดังกล่าวและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่อาจทําให้จําเลยที่ 1 รับรู้ได้ว่าโจทก์อยู่ในฐานะเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาตัวแทนแสดงออกหน้าเป็นตัวการซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด และขายหุ้นทั้งหมดดังกล่าวแก่กลุ่มเทมาเส็ก

ทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณ ชินวัตร

@ ทักษิณ ต้องจ่ายภาษีแทนลูก

พฤติการณ์ของโจทก์ในฐานะตัวการไม่เปิดเผยชื่อย่อมต้องผูกพันต่อการออกหมายเรียกและการออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษี ของจําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 1 มีสิทธิบังคับโจทก์ผู้เป็นตัวการให้รับผิดในหนี้ภาษีอากรที่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาในฐานะตัวแทนทําขึ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 820

ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า การโอนหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด(มหาชน) ระหว่างบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด กับนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทามิได้ก่อให้เกิดนิติกรรม ทําให้ไม่มีเงินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคิดคํานวณเป็นเงินได้นั้น เห็นว่า แม้รัฐจัดเก็บภาษีอากรจากบุคคลธรรมดาหรือบริษัทห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้มีเงินได้เพื่อนํามาเป็นรายได้ใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศ ในขณะเดียวกันกฎหมายภาษีอากรก็เปิดโอกาสให้ผู้มีเงินได้สามารถใช้ประโยชน์จากหลักเกณฑ์ทางด้านภาษีเพื่อวางแผนให้ผู้มีเงินได้ได้สิทธิประโยชน์หรือลดภาระทางภาษี เช่น การยกเว้นภาษีสําหรับเงินได้บางประเภท การใช้สิทธิหักค่าใช้จ่าย และการใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้มีเงินได้

อย่างไรก็ตาม รัฐจะจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมตามเจตนาที่คู่ความแสดงออกมา การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้การกระทําที่ถูกต้องตามตัวบทบัญญัติแห่งกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร มิใช่การใช้สิทธิประโยชน์ด้วยวิธีการวางแผนทำธุรกรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตน

แต่เมื่อธุรกรรมดังกล่าวที่มีภาระภาษีนั้นไม่บรรลุผลก็กลับมาอ้างว่าไม่เคยมีธุรกรรมเช่นนั้นมาก่อน เพื่อให้ตนพ้นจากภาระทางภาษี

ดังเช่นคดีนี้ โจทก์เพียงต้องการบริหารจัดการทรัพย์สินของโจทก์ในขณะที่โจทก์เข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่มีกฎหมายห้ามการถือครองหุ้นซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีส่วนได้เสียในกิจการของรัฐ จึงทําการบริหารจัดการ ทรัพย์สินด้วยการโอนหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ให้เครือญาติของโจทก์ และจัดตั้งบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ของโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศขึ้นมา

โดยโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียวจํานวน 1 หุ้น ในช่วงที่โจทก์กําลังจะดํารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี วาระที่ 1

ต่อมาโจทก์ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) แก่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด

จากนั้นโจทก์โอนหุ้นบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์ เม้นท์ จํากัด ที่โจทก์มีจํานวน 1 หุ้น แก่นายพานทองแท้ บุตรชาย และภายหลังมีการเรียก ชําระค่าหุ้นเพิ่มอีก 4 หุ้น โดยนายพานทองแท้ซื้อเพิ่ม 3 หุ้น และนางสาวพินทองทา บุตรสาวโจทก์ซื้อ 1 หุ้น รวมแล้วทั้งบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด มีหุ้นเพียง 5 หุ้น ซึ่งเป็นของนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ดังจะเห็นได้ว่าโจทก์ทําธุรกรรม ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) หลายธุรกรรม ได้แก่ ธุรกรรมแรก คือ วันที่ 11 มิถุนายน 2542 บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ที่มีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว ซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จํานวน 32,920,000 หุ้น จากตัวโจทก์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งในทางภาษีอากร หากโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงโจทก์จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 พ.ศ. 2509 ข้อ 2 (23) ธุรกรรมต่อมาซึ่งเป็นประเด็น พิพาทในคดีนี้ คือ วันที่ 23 มกราคม 2549 บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ซึ่งโดยปกติบริษัทต้องประกอบธุรกิจเพื่อหวังผลกําไรทั่วไปมาแบ่งปันกันระหว่างผู้ถือหุ้น แต่กลับปรากฏว่าบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) หลังจากเพิ่มทุนแล้วจํานวน 329,200,000 หุ้น แก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาซึ่งขณะนั้นเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาหุ้นละ 1 บาท

ทั้งที่ในเวลานั้น กระดานซื้อขายหุ้นรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซื้อขายหุ้น บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่ราคาหุ้นละ 49.25 บาท

แสดงให้เห็นว่า โจทก์มิได้จัดตั้งบริษัทนิติบุคคลต่างประเทศเพื่อประกอบธุรกิจด้านการลงทุนและหากําไรเฉกเช่นบริษัททั่วไป แต่จัดตั้งนิติบุคคลดังกล่าวเพื่อวางแผนทําธุรกรรมเพื่อจัดการทรัพย์สิน ในเครือญาติและยังต้องการประโยชน์ทางภาษีแก่ตน

นอกจากนี้ ธุรกรรมสุดท้ายที่เกิดขึ้น ในวันเดียวกัน คือ นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาขายหุ้นดังกล่าวแก่กลุ่มเทมาเส็ก ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งในทางภาษีอากรหากนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

จากเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อถือว่าโจทก์โดยนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาได้รับประโยชน์จากการซื้อหุ้นจากบริษัทที่ตนเองเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดถึงกว่าสี่สิบเท่าโดยไม่มีเหตุอันควร

และในวันเดียวกันนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาตัวแทนโจทก์ขายหุ้นดังกล่าวแก่กลุ่มเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท จึงก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินตามความหมาย ในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมาตรา 40 (2) ที่โจทก์ตัวการไม่เปิดเผยชื่อต้องรับ เป็นเงินได้พึงประเมินของตนตั้งแต่วันที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายหุ้นแก่ นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาซึ่งเป็นตัวแทนโจทก์ และมีการขายต่อแก่กลุ่มเทมาเส็ก เพราะหากไม่ถือตามนิยามที่กฎหมายกําหนดความหมายไว้ และยอมให้โจทก์อ้างว่าไม่เคยมีธุรกรรมเช่นนั้นมาก่อนเพื่อที่จะไม่ต้องเสียภาษี

กรณีที่บุคคลธรรมดาที่ซื้อหุ้นหรือสินค้าจากบริษัทต่างประเทศในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันควรแล้วนํามาขายต่อซึ่งต้องเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็จะสามารถวางแผนบริหารจัดการภาษีโดยหลบเลี่ยงประมวลรัษฎากรมาตรา 39 ด้วยการอ้างว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเป็นตัวแทนของบุคคลคนเดียวกันทําให้ไม่มีธุรกรรมที่ก่อให้เกิดเงินได้ได้โดยง่ายอันเป็นข้ออ้างเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและ ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย

อีกทั้งหากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายหุ้นแก่กลุ่มเทมาเส็กโดยตรง ในราคา 49.25 บาท ซึ่งเป็นราคาตลาด บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ซึ่งเป็นบริษัท ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย อาจถูกผู้จ่ายหักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินได้พึงประเมินคือกําไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่จ่ายจากหรือ ในประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 โจทก์จึงวางแผนทําธุรกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อที่จะไม่ต้องถูกรัฐจัดเก็บภาษีด้วย

ดังนั้น ธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือ จากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ ทั้งเป็นธุรกรรมที่ทําขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง หากเมื่อรัฐตรวจพบแล้วยอมให้ผู้กระทํามาอ้างภายหลังว่าธุรกรรมนั้นไม่มีอยู่จริงหรือไม่ต้องรับผลของการทําธุรกรรมนั้นเพื่อประโยชน์ทางภาษี หรือเพื่อขอคืนภาษีได้ย่อม จะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในการจัดเก็บภาษี และไม่ควรให้พฤติกรรมที่กระทําเพื่อการอันมิชอบของผู้มีอํานาจในการบริหารประเทศมาเป็นแบบอย่างของสังคมใช้นํามาอ้างเพื่อ ประโยชน์ทางภาษีส่วนตนเช่นนี้ได้ ประกอบกับธุรกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น ก็ยังไม่เคยถูกเพิกถอนจนหุ้นกลับมาเป็นชื่อของโจทก์แต่อย่างใด

ข้ออ้างดังกล่าวในทางกฎหมายภาษีอากรจึงไม่สามารถยอมรับได้ นอกจากนี้ยังไม่เป็นธรรมแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น ๆ ที่ประกอบกิจการ เพื่อหวังผลกําไรทางธุรกิจและซื้อขายอย่างตรงไปตรงมาแต่ต้องเสียภาษี

ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า การโอนหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) พิพาทมีผลเท่ากับโจทก์โดยตัวแทนขายหุ้น แก่กลุ่มเทมาเส็ก แต่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากกําไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ นั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากรกําหนดให้บุคคลธรรมดาทุกคนผู้มีเงินได้มีหน้าที่ชําระภาษี เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายบัญญัติไว้ แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบ กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 พ.ศ. 2509 ข้อ 2 (23) บัญญัติให้เงินได้พึงประเมินจากการ ขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

แต่คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์เป็นเจ้าของที่แท้จริงของหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น ผู้มีชื่อในหุ้นจึงมีความสําคัญในระบบการจัดเก็บภาษี ของรัฐและใช้เพื่อรู้ว่าใครคือเจ้าของทรัพย์สิน นอกจากนี้ การมีชื่อในหุ้นยังมีความสําคัญต่อ ระบบตลาดหลักทรัพย์ โดยตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 246 และมาตรา 247 บัญญัติให้บุคคลที่กระทําการไม่ว่าตนเองหรือร่วมกับบุคคลอื่นอันเป็นผลให้ตนหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ถือหลักทรัพย์ในกิจการในจํานวนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง เมื่อรวมกันแล้วมีจํานวนทุกร้อยละ 5 ของจํานวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการนั้น ต้องรายงานต่อสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ทุกครั้ง และหากถึงร้อยละ 25 ให้ถือว่าเป็นการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงํากิจการที่คณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะกําหนดให้บุคคลดังกล่าวจัดทําคําเสนอซื้อหลักทรัพย์ก็ได้

ประกอบกับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นหุ้นที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป การที่ประชาชนคนใดจะลงทุนในหุ้นตัวใดย่อมมีสิทธิที่จะรับรู้ว่ามีผู้ถือหุ้นคือใคร มีความน่าเชื่อถือเพียงใดเนื่องจากความเป็นเจ้าของบริษัทมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาหุ้น ดังนั้น บุคคลที่จะได้รับสิทธิยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 พ.ศ. 2509 ข้อ 2 (23) นี้ จึงหมายถึงผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงและมีชื่อในหุ้นเท่านั้น

โจทก์จึงไม่อาจอ้างข้อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเนื่องจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 พ.ศ. 2509 ข้อ 2 (23) มาใช้กับกรณีการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่พิพาทที่ปรากฏชื่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาในหุ้นแต่โจทก์เป็นเจ้าของที่แท้จริงและไม่อาจอ้างเรื่องความสัมพันธ์ตัวการตัวแทนมาใช้บังคับกับการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนโดยส่วนรวมกรณีนี้ได้ เพราะเรื่องการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีเงินได้จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด

@ พยานหลักฐานจําเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์

พยานหลักฐานจําเลยทั้งสี่มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีเงินได้พึงประเมินที่ต้องนํามารวมคํานวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจําปี 2549 จากการที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) แก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น ของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด และเป็นตัวแทนของโจทก์ในราคาต่ำกว่า ราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันควร

และในวันเดียวกันนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาขายหุ้นดังกล่าวแก่กลุ่มเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยราคาหุ้นละ 49.25 บาท อันถือเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่โจทก์โดยนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาซึ่งเป็นกรรมการ และผู้ถือหุ้นของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด และเป็นตัวแทนโจทก์ได้รับ ซึ่งอาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมาตรา 40 (2) คือ ราคาส่วนต่างของราคาตลาดของกระดานซื้อหุ้นรายใหญ่ของหุ้นกับราคาที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายหุ้นแก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจํานวน 329,200,000 หุ้น เป็นเงินหุ้นละ 49.25 ลบ 1 บาท เท่ากับ 48.25 บาท คิดเป็นเงิน ได้พึงประเมิน 15,883,900,000 บาท

เจ้าพนักงานประเมินของจําเลยที่ 1 จึงมีอํานาจเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้องครบถ้วนได้ การประเมินภาษีของเจ้าพนักงาน ที่ให้โจทก์ชําระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคําวินิจฉัยอุทธรณ์ประเมินของจําเลยที่ 1 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจําเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น

ครอบครัวชินวัตร

ครอบครัวชินวัตร

@ ต้องจ่ายภาษี 15,883,900,000 บาท บวกเบี้ยปรับ-เงินเพิ่ม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยทั้งสี่ข้อสุดท้ายว่า มีเหตุลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้แม้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคําฟ้อง คําให้การ และทางพิจารณาที่โจทก์ จําเลยทั้งสี่นําสืบมาแล้ว เห็นควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสํานวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่อีก

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ของตนโดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาถือหุ้นแทนเพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตําแหน่งทางการเมืองที่ กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ซึ่งทําขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตาม เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหา ประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทําขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง

กรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ส่วนประเด็นอื่นไม่จําต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทําให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Author Avatar

ผู้เขียน

มนตรี จุ้ยม่วงศรี
ข่าวทั้งหมดของผู้เขียน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
คดีทุจริต
ภาษีหุ้นชินคอร์ป
ทักษิณ ชินวัตร
กรมสรรพากร



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดทรัพย์สินสส.พ้นตำแหน่ง 'สรวงศ์' 766 ล.-'ชาดา' 144 ล.-'หมิว' 5 แสน
เปิดทรัพย์สินสส.พ้นตำแหน่ง 'สรวงศ์' 766 ล.-'ชาดา' 144 ล.-'หมิว' 5 แสน