"...การกระทำของ นายสฤษฏ์พงษ์ เป็นการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินสิ่งแวดล้อม และเป็นการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินที่เป็นสาธารณะประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งมีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินที่ดินตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์ จำนวน 277,914,000 บาท..."
กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูล นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย กระทำการฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 โดยมีสาเหตุมาจากการครอบครองที่ดินในพื้นที่ป่าสงวน ขั้นตอนต่อไป สำนักงาน ป.ป.ช. จะเสนอเรื่องการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนี้ต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 นั้น
สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า นอกจากการชี้มูลความผิดทางจริยธรรมแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังเห็นชอบส่งเรื่องให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง ตรวจสอบเรื่องการแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ นายสฤษฏ์พงษ์ ด้วย เนื่องจากในการไต่สวนข้อเท็จจริง พบว่า นายสฤษฏ์พงษ์ ได้ถือครองที่ดินภบท. 5 จำนวน 578-3-95 ไร่ แต่ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราฎร (สส.) ได้ยื่นแสดงว่าตนเองและคู่สมรสถือครองที่ดินดังกล่าวจำนวนรวม 200 ไร่ แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ขณะที่การไต่สวนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า นายสฤษฏ์พงษ์ ยังคงครอบครองที่ดินดังกล่าวอยู่ แต่ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 และกรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 นายสฤษฏ์พงษ์ ไม่ได้แสดงรายการที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด

ภาพประกอบรายงาน
ป.ป.ช.ชี้มูล สฤษฏ์พงษ์ อดีต สส.ภจท. ฝ่าฝืนจริยธรรมคดีที่ดินป่าสงวน
โดนดอกสอง! ป.ป.ช.จ่อฟันอดีตสส.'สฤษฏ์พงษ์'แจ้งบัญชีฯเท็จ ที่ดิน 578 ไร่
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฉบับเต็ม ชี้มูลความผิด นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง คดีจริยธรรมการครอบครองที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนเขา และการส่งเรื่องให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง ดำเนินการกับนายสฤษฏ์พงษ์ กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ข้างต้น
@ จุดเริ่มต้น
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก นายสฤษฏ์พงษ์ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ได้แสดงรายการทรัพย์สินเป็นที่ดิน ภ.บ.ท. 5 บริเวณพื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ในส่วนของตนเอง จำนวน 100 ไร่ และในส่วนของนางเยาวดี เกี่ยวข้อง คู่สมรส จำนวน 100 ไร่
แต่ปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าว ตั้งอยู่ในเขตป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่ดินของของรัฐ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ 2484 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 1,069 ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2527
ต่อมาหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลห้วยยูง กิ่งอำเภอเหนือคลอง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัตกระบี่ ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2537 โดยมีผลผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2537 และถือว่าเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งในการดำเนินงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ปิดประกาศให้เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินและทำประโยชน์ในที่ดินยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชนในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว
โดยที่ดินดังกล่าว นายสฤษฏ์พงษ์ เข้ายึดถือ ครอบครอง และใช้ประโยชน์ที่ดินโดยการปลูกตันปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมัน โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการสำรวจการถือครอง และอนุญาตให้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ หรือได้มีบุคคลใดเข้าแสดงตนยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว
ทั้งที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ปิดประกาศให้เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินและทำประโยชน์ในที่ดินยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 เรื่อยมาเป็นประจำทุกปี
การกระทำของ นายสฤษฏ์พงษ์ เป็นการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินสิ่งแวดล้อม และเป็นการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินที่เป็นสาธารณะประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งมีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินที่ดินตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์ จำนวน 277,914,000 บาท
@ผลการไต่สวน
จากข้อเท็จจริงพยานเอกสารหลักฐาน ป.ป.ช. เห็นว่า นายสฤษฏ์พงษ์ เข้ายึดถือ ครอบครอง และใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ อยู่ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมป่าไม้ เพื่อปลูกต้นปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมัน โดยไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดเข้าแสดงตนยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว ทั้งที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ปิดประกาศให้เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินและทำประโยชนในที่ดินยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 เรื่อยมาเป็นประจำทุกปี แสดงให้เห็นว่า นายสฤษฏ์พงษ์ มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย ไม่ดำเนินการขออนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐให้ถูกต้อง ด้วยเหตุที่ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าไม่มีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในที่ดินของรัฐดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย
หากยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานการปฏิปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้วจะทำให้ต้องสูญเสียการใช้ประโยชนในที่ดินดังกล่าว เนื่องจากไม่ใช่ผู้มีคุณสมบัติหรืออยู่ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะมีสิทธิ์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวได้
ประกอบกับได้เข้าแสดงตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินและขอยื่นชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5 ) ประจำปี พ.ศ.2548, 2549 -2552 และประจำปี พ.ศ.2553-2556 กับองค์การบริหารส่วนตำบลหัวยูง ในที่ดินจำนวนหนึ่ง ส่วนที่ดินอีกจำนวนหนึ่งได้อาศัยชื่อของ นางเยาวดี เกี่ยวข้อง คู่สมรส และนาง อ. มารดาของคู่สมรส เป็นผู้ครอบครองที่ดิน
นอกจากนี้ภายหลังได้รับเลือกตั้งจากประชาชนให้เข้ารับหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเข้าปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 แล้ว ในฐานะผู้แทนของประชาชนต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากความขัดกันแห่งผลประโยชน์ และต้องประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องเป็นแบบอย่างที่ดี อยู่ในกรอบของจริยธรรมในการดำรงตน เคารพ ยึดถือ และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งบัญญัติออกมาเพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์ของประชาชน หรือประโยชน์ของรัฐ มากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
นายสฤษฏ์พงษ์ ก็ได้กล่าวปฏิญาณตนแล้ว แต่ยังคงถือครองที่ดินและใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐดังกล่าวเรื่อยมา โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์สาธาธารณะ
อีกทั้งการ กระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของของรัฐ หรือของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีเจตนารมณ์เพื่อนำที่ดินไปจัดสรรให้กับเกษตรกรที่ยากจนไม่มีที่ดินทำกิน และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศที่ถูกบุกรุกทำลายเป็นจำนจำนวนมาก เป็นพื้นพื้นที่ 578-3-95 ไร่ คำนวณค่าเสียหายเป็นตัวเงินจำนวน 277,914,000 บาท
พฤติการณ์การการกระทำดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แหนราษฎรที่กำหนดไว้ว่า ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และต้องไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งและถือว่ามีลักษณะร้ายแรง
@ มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นชอบตามสำนวนการไต่สวน และมีมติเอกฉันท์ เห็นว่า การกระทำของนายสฤษฏ์พงษ์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยึดถือครอบครอง และใช้ประโยชนในที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการกระทำที่นำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 8 และข้อ 17ประกอบข้อ 27 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง
เห็นควรเสนอเรื่องต่อศาลฎีกา ตามบทบัญญัติมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เพื่อวินิจฉัยกรณีนายสฤษฏ์พงษ์ ในฐานความผิดกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธธรรมอย่างร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ต่อไป
นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังเห็นชอบส่งเรื่องให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง ตรวจสอบเรื่องการแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ นายสฤษฏ์พงษ์ ด้วย เนื่องจากในการไต่สวนข้อเท็จจริง พบว่า นายสฤษฏ์พงษ์ ได้ถือครองที่ดินภบท. 5 จำนวน 578-3-95 ไร่ แต่ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราฎร (สส.) ได้ยื่นแสดงว่าตนเองและคู่สมรสถือครองที่ดินดังกล่าวจำนวนรวม 200 ไร่
ขณะที่การไต่สวนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า นายสฤษฏ์พงษ์ ยังคงครอบครองที่ดินดังกล่าวอยู่ แต่ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 และกรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 นายสฤษฏ์พงษ์ ไม่ได้แสดงรายการที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเห็นควรส่งเรื่องให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง ดำเนินการกับนายสฤษฏ์พงษ์ กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 ต่อไปด้วย
**********************************
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับคดีนี้ สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังคงถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
บทสรุปผลคดีในชั้นศาลจะเป็นอย่างไร ยังต้องติดตามต่อไป




