"...เมื่อพิจารณาคำชี้แจงของนายศุภวัฒน์ ที่ทราบดีว่า หากนายศักดิ์สยามเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง หจก.บุรีเจริญฯ เป็นธุรกิจต้องห้าม นายศักดิ์สยามไม่อาจเป็นเจ้าของได้ โดยวิญญูชนทั่วไปแล้ว ย่อมไม่นำใบเสร็จรับเงิน หรือความสัมพันธ์กับนายศักดิ์สยาม เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาใช้เบิกเงินกับ หจก.บุรีเจริญฯ ที่เป็นธุรกิจต้องห้าม เพื่อไม่ให้ผู้ถูกร้องมาเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม กรณีพิรุธน่าสงสัยว่า ผู้ถูกร้องคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับ หจก.บุรีเจริญฯ..."
หมายเหตุ สำนักข่าว Next News : จากกรณีปรากฏข่าวในช่วงต้นปี 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) จำนวน 54 คน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อย่างแท้จริง โดยผลคำวินิจฉัยระบุว่า นายศักดิ์สยามมีความผิด และถูกตัดสิทธิ์ความเป็น รมว.คมนาคม ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้นายศักดิ์สยามหยุดปฏิบัติหน้าที่
ขณะที่ สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยข้างต้น ได้มีผู้มายื่นร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ให้ไต่สวนนายศักดิ์สยาม กรณีจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน จากการไม่แจ้งข้อมูลการเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นตัวจริง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นได้มีการสรุปสำนวนไปแล้วว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพราะเชื่อตามนายศักดิ์สยาม ที่อ้างว่าเพิ่งรู้ว่าหุ้นใน หจก.บุรีเจริญ เป็นของตนเองตอนที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย โดยฝ่ายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวินิจฉัยว่า ไม่จงใจปกปิด ฝ่ายทำคดีเบื้องต้นก็ฟังตาม ว่าไม่มีส่วนได้เสีย ทั้งที่ศาลรธน.วินิจฉัยแล้วว่า หุ้นในหจก.บุรีเจริญ นั้นเป็นของนายศักดิ์สยาม
ปัจจุบัน มีการสรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว ก็ต้องรอดูว่าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีมติเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร จะเห็นชอบหรือตีกลับให้ไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมอีก

ภาพประกอบรายงาน
ป.ป.ช.สรุปผลสอบเบื้องต้น'ศักดิ์สยาม' ไม่จงใจปกปิดหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ
เพื่อให้สาธารณชนรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวเกับเรื่องนี้ มากขึ้น สำนักข่าว Next News นำสรุปคำวินิจฉัยองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีนี้ มาเสนอ ณ ที่นี้ อีกครั้ง
*********

คำพิพากษา
@ ประสงค์เตรียมลงสมัคร สส. ตกลงโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ให้แก่นายศุภวัฒน์
ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า นายศักดิ์สยาม เป็น รมว.คมนาคม เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2562 ก่อนดำรงตำแหน่ง เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการใน หจก.บุรีเจริญฯ เมื่อ 21 มี.ค. 2558 และในปีเดียวกันเป็นหุ้นส่วนในบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ จำกัด
ต่อมาเมื่อ 6 เม.ย. 2560 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 นายศักดิ์สยาม ประสงค์เตรียมลงสมัคร สส. จึงตกลงโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ให้แก่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ซึ่งโอนให้แก่นายศักดิ์สยาม รวม 3 งวด ได้แก่ งวดแรก 2 ส.ค. 2560 จำนวน 3 ล้านบาท งวดสอง 5 ก.ย. 2560 จำนวน 35 ล้านบาท และงวดสาม 5 ม.ค. 2560 จำนวน 49.5 ล้านบาท รวม 119.5 ล้านบาท
ต่อมาเมื่อ 6 ก.พ. 2561 มีการแจ้งจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แจ้งนายศักดิ์สยามลาออกจากหุ้นส่วน และหุ้นส่วนผู้จัดการ พร้อมกับโอนหุ้นให้นายศุภวัฒน์ จำนวนเงิน 119.5 ล้านบาท คิดเป็น 99% ของทุนจดทะเบียน
@ สาวลึกเส้นทางโอนเงิน พบเส้นทางการเงินซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ
ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบพยานหลักฐานจากบัญชีธนาคาร กองทุน และสถาบันการเงินต่าง ๆ พบเส้นทางการเงินว่า การโอนเงินทั้ง 3 งวดของนายศุภวัฒน์ ในการซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ อ้างว่า มาจากการขายกองทุน TMBT จำนวน 2 กองทุน
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า การซื้อกองทุนดังกล่าวของนายศุภวัฒน์ พบว่า มีการโอนเงินในวัน และเวลาใกล้เคียงกันจากบริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ ให้แก่นายศุภวัฒน์ โดยทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว ได้รับการโอนเงินมาจากนายศักดิ์สยาม
โดยเงินที่นำไปซื้อกองทุนช่วงแรก มียอดเงินบางส่วนจำนวน 35 ล้านบาท ในวันเวลาใกล้เคียงกันได้รับการโอนจากบริษัท ศิลาชัยฯ และในวันเวลาใกล้เคียงกันนายศักดิ์สยามได้โอนเงินให้กับบริษัท ศิลาชัยฯ จำนวน 40 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีการซื้อกองทุนเพิ่มเติม พบว่า ในวันเวลาใกล้เคียงกันได้รับการโอนจาก บริษัท ศิลาชัยฯ 36.7 ล้านบาทเศษ และจาก หจก.บุรีเจริญฯ 20 ล้านบาท ซึ่งมีนายศักดิ์สยาม ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท ศิลาชัยฯ และหุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.บุรีเจริญฯ เป็นผู้นำมาฝากเงิน 2 ก้อนดังกล่าว เป็นต้น
ทั้งนี้นายศุภวัฒน์ นายศักดิ์สยาม และพยานที่เป็นพนักงานบัญชีในบริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ ให้การสอดคล้องกันว่า เงินที่นิติบุคคลทั้ง 2 แห่ง โอนให้นายศุภวัฒน์ เป็นเงินค่าจ้างจัดหาอะไหล่ เครื่องจักร ค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักรของ หจก.บุรีเจริญฯ และค่ารับอุปกรณ์ ค่ารับจ้างตักหินให้โรงโม่ของบริษัท ศิลาชัยฯ รวมถึงเป็นเงินจากการชำระหนี้กู้ยืมเงิน
ทั้งนี้นายศักดิ์สยาม และพยานที่เป็นพนักงานบัญชีใน 2 นิติบุคคลดังกล่าว บันทึกถ้อยคำต่อศาลสอดคล้องกัน อ้างว่า บริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ มีพนักงานทุจริตภายใน ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงต้องให้นายศุภวัฒน์ ออกค่าอุปกรณ์ อะไหล่ ฯลฯ ไปก่อน และมีการชำระคืนทีหลังด้วยเงินสด และมีบางส่วนโอนเข้าบัญชี ขณะที่นายศักดิ์สยาม เบิกความอ้างว่า ได้ทำสัญญากู้เงินจากบริษัท ศิลาชัยฯ เช่นเดียวกัน
@ ศาลฯ ชี้สัญญากู้ยืมเงินมีพิรุธ-ไม่อาจรับฟังได้
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินจากสถาบันการเงิน และงบดุลบริษัทจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า การชำระเงินไม่ตรงกัน นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังพิเคราะห์แล้วเห็นว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างนายศุภวัฒน์ กับนิติบุคคล 2 แห่งข้างต้น มีพิรุธหลายประการ และไม่อาจรับฟังได้
นอกจากนี้ที่อ้างว่านิติบุคคลขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่บริษัท ศิลาชัยฯ กลับจัดซื้อเครื่องบินส่วนบุคคล มูลค่า 12 ล้านบาท ตามความประสงค์ของนายศักดิ์สยาม ที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจขณะนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แม้ว่าสภาพคล่องของบริษัทไม่ดีเท่าที่ควร
กรณีการโอนเงิน 36.7 ล้านบาทของบริษัท ศิลาชัยฯ ให้แก่นายศุภวัฒน์โดยอ้างว่าชำระหนี้เงินกู้นั้น ในวันเวลาใกล้เคียงกันนายศักดิ์สยาม ได้โอนเงินเข้าบัญชีบริษัท ศิลาชัยฯ 40 ล้านบาท โดยอ้างว่าชำระหนี้เงินกู้เช่นกัน แต่ในวันดังกล่าวบริษัทมีเงินในบัญชี 40-50 ล้านบาท เพียงพอกับการสำรองจ่ายแก่นายศุภวัฒน์ โดยไม่มีความจำเป็นต้องมีเงินของนายศักดิ์สยามเข้าบัญชีก่อน
นอกจากนี้พยานที่เป็นพนักงานบัญชีของ 2 นิติบุคคลข้างต้น ยืนยันข้อเท็จจริงว่า บริษัทและ หจก.มีเงินคืนสำรองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์ ค่าเครื่องจักร อะไหล่ ในรอบปี 2560 แต่กลับไม่มีเอกสารฉบับใด หรือใบวางบิลใดที่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า นายศุภวัฒน์ เป็นผู้ชำระเงินแก่คู่ค้าต่าง ๆ ออกไปก่อน มีเพียงเอกสารที่จัดทำขึ้นภายในบริษัทเท่านั้น แม้นายศุภวัฒน์ อ้างว่าเป็นวิธีการทำธุรกิจ โดยหาผู้อื่นมารับรายได้และจัดการภาษีแทน แต่ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่มีน้ำหนัก เมื่อเทียบกับพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามข้อสงสัยที่กล่าวมาข้างต้น คำชี้แจงของนายศุภวัฒน์ และนายศักดิ์สยาม ไม่มีเหตุผลรับฟังได้
ทั้งนี้ ระหว่างปี 2558-2562 งบการเงินของ หจก.บุรีเจริญฯ ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีผลกำไรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท รายได้จากผลประกอบการมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง ไม่เคยประสบภาวะขาดทุน หรือขาดสภาพคล่องทางการเงิน
เมื่อพิจารณาข้อพิรุธหลายประการ ประกอบพยานหลักฐาน พฤติการณ์แวดล้อม กรณีสอดรับกันแล้ว เงินที่นายศุภวัฒน์ นำมาซื้อกองทุน 2 รายการ ก้อนแรก 35 ล้านบาท จากบริษัท ศิลาชัยฯ ก้อนสอง 56.7 ล้านบาท จากบริษัท ศิลาชัยฯ 36.7 ล้านบาท และ หจก.บุรีเจริญฯ 20 ล้านบาท ไม่ได้เกิดจากธุรกรรมการกู้ยืมเงิน หรือสำรองค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่นายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์ กล่าวอ้าง แต่ข้อกล่าวอ้างของทั้ง 2 คนรวมถึงพยานบุคคลต่าง ๆ เป็นเพียงการกล่าวอ้าง เพื่อให้เจือสมกับพยานหลักฐานของสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ปรากฏความสัมพันธ์ของเส้นทางการเงิน ระหว่างนายศักดิ์สยาม นายศุภวัฒน์ บริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ
ประกอบกับแม้เงินที่นายศุภวัฒน์ นำมาซื้อกองทุนรายการต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ได้โอนจากบัญชีธนาคารของนายศักดิ์สยามโดยตรง แต่โอนจากบัญชีบริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว นายศักดิ์สยาม อยู่ในฐานะผู้มีอำนาจใช้จ่ายเงินของนิติบุคคล 2 แห่ง ประกอบคำเบิกความของนายศักดิ์ยาม กรณีบริษัท ศิลาชัยฯ จัดซื้อเครื่องบินส่วนบุคคล 12 ล้านบาท ในปี 2560 แม้บริษัทจะขาดสภาพคล่องตามที่กล่าวอ้าง แต่นายศักดิ์สยามใช้อำนาจกรรมการ จัดซื้อเครื่องบินดังกล่าวเพื่อประโยชน์กิจกรรมทางการเมืองของตน แม้ไม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจ นับเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงอำนาจในการใช้จ่ายเงินที่อยู่ในอำนาจของนายศักดิ์สยาม

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
@ ข้อเท็จจริงจากพฤติการณ์แวดล้อมเป็นพิรุธน่าสงสัยหลายประการ
แม้แหล่งที่มาของเงินซื้อกองทุนจะเกิดขึ้นปี 2560 เกิดขึ้นก่อนนายศักดิ์สยามเป็น รมว.คมนาคม ปี 2562 แต่ช่วงเวลาดังกล่าวนายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์ ยอมรับว่า การโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ เกิดขึ้นเนื่องจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 นายศักดิ์สยามประสงค์เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของนายศักดิ์สยาม
ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ได้จากพฤติการณ์แวดล้อม เป็นพิรุธ น่าสงสัยหลายประการ ประกอบกันมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า เงินที่นายศุภวัฒน์ นำมาชำระค่าเงินลงหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม เป็นเงินของนายศักดิ์สยามเอง
นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทรัพย์สินของนายศุภวัฒน์ และครอบครัวหลายรายการ เป็นทรัพย์สินได้ก่อนการซื้อหุ้นเป็นเวลานาน หรือเกิดขึ้นการซื้อขายหุ้นกับนายศักดิ์สยามในปี 2561 อีกทั้งรายการบัญชีเงินฝาก กองทุนเปิดจำนวนมากของนายศุภวัฒน์ ล้วนมีความเคลื่อนไหวบัญชี มีเงินเข้า และออกหลายครั้ง โดยไม่ได้มีเงินฝากสุทธิจำนวนหลายพันล้านบาท ตามที่นายศักดิ์สยาม หรือนายศุภวัฒน์ กล่าวอ้าง
จากการตรวจสอบเอกสารการแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) ของนายศุภวัฒน์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ระหว่างปี 2556-2565 นายศุภวัฒน์ มีรายได้ต่อปี เฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี จากการเป็นลูกจ้างของบริษัท เอ เอ็น อาร์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัท ศิลาชัยฯ รวมถึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่เห็นว่านายศุภวัฒน์ ประกอบธุรกิจกับบริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ นอกจากนี้ยังเป็นลูกจ้างในบริษัท ศิลาชัยฯ ได้เงินเดือน 9 พันบาท ต่อมาได้รับการเพิ่มเงินเดือนเป็น 15,000 บาท โดยนายศุภวัฒน์ อ้างว่า เข้าเป็นพนักงานเพื่อได้รับสิทธิประกันสังคมก็ตาม
ดังนั้นคำชี้แจงและคำเบิกความของนายศุภวัฒน์ มีพิรุธ น่าสงสัยหลายประการ ไม่อาจรับฟังได้ว่านายศุภวัฒน์ เป็นผู้มีความสามารถเพียงพอในการชำระค่าหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม
@ หลักฐานที่ตั้งบนที่ดินบริษัท ศิลาชัยฯ
นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่า ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ หจก.บุรีเจริญฯ เปลี่ยนแปลงจากเลขที่ 30/2 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของนายศักดิ์สยาม เป็นที่ตั้งใหม่ 30/17 ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 18 มิ.ย. 2562 เกิดขึ้นก่อนนายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เพียง 23 วัน ขณะที่สถานที่ทั้ง 2 แห่ง ล้วนตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยอยู่บนที่ดินของบริษัท ศิลาชัยฯ
และยังตรวจสอบพบเอกสารการวางบิลของ หจก.บุรีเจริญฯ ระหว่าง ก.พ. 2561-7 มิ.ย. 2562 พบว่า ระบุที่อยู่เป็น 30/17 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ทั้งที่ในช่วงเวลาดังกล่าว หจก.แห่งนี้ยังตั้งอยู่ที่บ้านนายศักดิ์สยาม แม้นายศุภวัฒน์ อ้างว่า การแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ดำเนินการจดทะเบียนภายหลัง แต่เมื่อพิจารณาเอกสารการวางบิลตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงที่อยู่นานถึง 1 ปีเศษ ผิดปกติวิสัยการทำธุรกิจ จึงไม่น่าเชื่อถือ
@ ใบเสร็จมัด “ติดตามนาย”
นอกจากนี้นายศุภวัฒน์ เมื่อเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการใน หจก.บุรีเจริญฯ มิได้กำหนดค่าตอบแทนแก่ตนเอง ดังที่นายศักดิ์สยามเคยทำเมื่อเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแต่อย่างใด แต่หากเมื่อใดนายศุภวัฒน์ต้องการนำเงินใน หจก.มาใช้จ่ายส่วนตัว จะรวบรวมใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมัน มาตั้งเบิกเพื่อบันทึกค่าใช้จ่าย รับเป็นเงินสดแต่ละเดือน โดยปรากฏใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมันจำนวนหนึ่ง มีการระบุเลขทะเบียนรถยนต์ของนายศักดิ์สยาม 2 คัน ตามที่แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. โดยเกิดขึ้นภายหลังนายศักดิ์สยาม โอนหุ้นให้แก่นายศุภวัฒน์ไปแล้ว โดยระบุว่าในใบเสร็จว่า “ติดตามนาย”
กรณีดังกล่าวนายศักดิ์สยามชี้แจงตามคำแถลงปิดคดี ว่า ไม่ทราบว่านายศุภวัฒน์ เคยขอใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมันจากพนักงานขับรถของตนหรือไม่ และไม่เคยได้รับเงินค่าน้ำมันจาก หจก.บุรีเจริญฯ หรือสั่งพนักงานขับรถนำบิลไปเบิกค่าน้ำมันจาก หจก.บุรีเจริญฯ
เมื่อพิจารณาคำชี้แจงของนายศุภวัฒน์ ที่ทราบดีว่า หากนายศักดิ์สยามเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง หจก.บุรีเจริญฯ เป็นธุรกิจต้องห้าม นายศักดิ์สยามไม่อาจเป็นเจ้าของได้ โดยวิญญูชนทั่วไปแล้ว ย่อมไม่นำใบเสร็จรับเงิน หรือความสัมพันธ์กับนายศักดิ์สยาม เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาใช้เบิกเงินกับ หจก.บุรีเจริญฯ ที่เป็นธุรกิจต้องห้าม เพื่อไม่ให้ผู้ถูกร้องมาเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม กรณีพิรุธน่าสงสัยว่า ผู้ถูกร้องคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับ หจก.บุรีเจริญฯ
@ หลักฐานเงินบริจาคให้พรรคภูมิใจไทย
นอกจากนี้ข้อเท็จจริงการบริจาคเงินของนายศุภวัฒน์ ให้แก่พรรคภูมิใจไทย ระหว่างที่นายศักดิ์สยามเป็นเลขาธิการพรรค ตามประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองของ กกต. นายศักดิ์สยาม เป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ 2555-ปัจจุบัน
จากเอกสารของพรรคภูมิใจไทย ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายศุภวัฒน์ บริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรค โดยบริจาคในนามส่วนตัวเป็นทรัพย์สินประเภท ผลงานวิจัย มูลค่า 2.7 ล้านบาทเศษ เมื่อปี 2562 และบริจาคในนาม หจก.บุรีเจริญฯ จำนวน 4.8 ล้านบาท เมื่อปี 2562 และจำนวน 6 ล้านบาท ในปี 2565 โดยเป็นช่วงระยะเวลาภายหลังที่นายศักดิ์สยาม โอนหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ ให้กับนายศุภวัฒน์ ในปี 2561 แล้ว
ไม่ปรากฏว่า ช่วงเวลาก่อนการโอนหุ้นดังกล่าว นายศุภวัฒน์ และ หจก.บุรีเจริญฯ เคยบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคภูมิใจไทย หรือเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์ใด ๆ กับพรรคภูมิใจไทยมาก่อน ประกอบกับศุภวัฒน์ เบิกความว่า ก่อนหน้าที่จะรับโอนหุ้นจากนายศักดิ์สยาม ไม่เคยบริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทย
กรณีเป็นข้อพิรุธน่าสงสัยว่า นายศุภวัฒน์ และ หจก.บุรีเจริญฯ ไม่เคยเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์ใด ๆ กับพรรคภูมิใจไทย แต่ช่วงเวลาภายหลังนายศักดิ์สยามโอนหุ้นให้นายศุภวัฒน์ และ หจก.บุรีเจริญฯ กลับบริจาคเงิน หรือทรัพย์สินให้กับพรรคการเมือง ที่นายศักดิ์สยามมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรค

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
@ หลักฐานชัด 'ศุภวัฒน์' ครอบครองหุ้นแทน ศักดิ์สยาม มาโดยตลอด
ดังนั้น จากข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี จึงฟังได้ว่า นายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์ ตกลงนำเงินของนายศักดิ์สยาม ทำธุรกรรมต่าง ๆ ในนามนายศุภวัฒน์ โดยขั้นตอนสุดท้ายนำเงินนั้นซื้อกองทุนต่าง ๆ ในชื่อนายศุภวัฒน์ แล้วขายกองทุนดังกล่าว ชำระค่าหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม
เช่นนี้ เงิน 119.5 ล้านบาท ยังเป็นของนายศักดิ์สยาม จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ ครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ และดูแล หจก.บุรีเจริญ แทนนายศักดิ์สยาม มาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรี อยู่ในความครอบครอง หรือดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าโดยทางใด ๆ เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า 3 มี.ค. 2566 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายศักดิ์สยาม หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ศาลจึงต้องสั่งให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามจึงสิ้นสุดลงตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นับแต่วันที่ 3 มี.ค. 2566 เป็นต้นไป
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญมีมติด้วยเสียงข้างมาก วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบ มาตรา 82 นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 3 มี.ค. 2566
(อ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มที่นี่ 19687.pdf)
.............................
ทั้งหมดนี้ เป็นสรุปคำวินิจฉัยองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีนี้ ในช่วงปี 2567 ก่อนที่เรื่องนี้จะเงียบหายไป ก่อนที่ล่าสุดจะปรากฏข่าว เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นมีการสรุปสำนวนตรวจสอบเบื้องต้น ว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพราะเชื่อตามนายศักดิ์สยาม ที่อ้างว่าเพิ่งรู้ว่าหุ้นใน หจก.บุรีเจริญ เป็นของตนเองตอนที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย และอยู่ระหว่างการเสนอผลการตรวจสอบเบื้องต้น เข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ขาดอีกครั้ง




