"...เจ้าหน้าที่/หน่วยงานต้องมีเอกสารกันตายเสมอ เอกสารสำคัญกว่าที่คิด ทำอะไรไว้ “เขียนให้หมด” แผนการตรวจ, บันทึกการตรวจพบจุดชำรุด, รายงานเสนอขอซ่อม, รายงานงานล้นคน, รายงานทำไม่ทัน, รายงานทำไม่ได้, รายงานทำได้ไม่ดี, บันทึกเสนอของบประมาณ (แม้จะไม่ได้) สิ่งเหล่านี้คือ “เกราะป้องกัน”ชั้นดี คือหลักฐานที่บอกว่า “เราไม่ได้นิ่งนอนใจ เราทำหน้าที่ของเราทุกอย่างแล้ว”..."
ข้ออ้างของหน่วยงานราชการไทย ทุกครั้งที่การทำงานโครงการมีปัญหา มักจะมีข้ออ้างว่า
“ไม่มีงบ”
“คนไม่พอ”
แต่ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดแค่ไหน งานที่รับผิดชอบก็ต้องเดินตามนโยบายให้ได้
แต่เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นจริง กลับกลายเป็นว่า “เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน” ต้องรับผิดเพียงฝ่ายเดียว ทั้งทางวินัย ทางอาญา และทางละเมิด ทั้งที่ปัญหาหลายอย่างเกิดจาก “ระบบงาน” เช่น คนไม่พอ งานมาก งบประมาณไม่เพียงพอ หรือขาดเครื่องมือสนับสนุนในการทำงาน
คำถามสำคัญคือ แบบนี้ยุติธรรมกับคนทำงานหรือไม่?
แนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อผ. 151/2566 ได้ให้คำตอบเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า หากความเสียหายเกิดจาก “ความบกพร่องของระบบงาน” หน่วยงานของรัฐก็ต้องร่วมรับผิด ไม่ใช่ผลักภาระให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียว
@ จุดเริ่มต้นของคดี : ถนนพัง กับชีวิตที่สูญเสีย
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2550 บนถนนสายบุณเยิง–โสน ตำบลแสลงพันธ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ถนนอยู่ในสภาพชำรุด มีหลุมจำนวนมาก และไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจน
คืนเกิดเหตุ ดาบตำรวจนายหนึ่งขับรถจักรยานยนต์ตกหลุมจนรถเสียหลักล้ม ทำให้กระดูกคอหักและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ครอบครัวผู้เสียชีวิตจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลถนนสายดังกล่าว
ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ “ประมาทเลินเล่อ” เพราะปล่อยให้ถนนชำรุดโดยไม่ซ่อมแซม และไม่มีสัญญาณเตือนที่เพียงพอ จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตกว่า 1 ล้านบาท
@ หลังจ่ายเงินเยียวยา หน่วยงานหาคนรับผิด
เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์จ่ายเงินชดเชยให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้ว จึงตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาว่า ใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายดังกล่าว
ผลสอบสรุปว่า
ผู้อำนวยการกองช่าง
หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างและซ่อมบำรุง
ปฏิบัติหน้าที่โดย “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” เพราะไม่มีระบบตรวจสอบถนนที่ดีพอ จึงต้องร่วมชดใช้เงินคืนให้หน่วยงาน
แต่ทั้งสองคนไม่เห็นด้วย และต่อสู้คดีโดยยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความผิดของเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความบกพร่องของระบบงาน” ด้วย เพราะหน่วยงานมีถนนในความดูแลกว่า 200 สาย แต่มีงบประมาณและบุคลากรจำกัด
@ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยอย่างไร
ศาลปกครองสูงสุดอธิบายว่า การที่หน่วยงานของรัฐจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายได้ ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่า เจ้าหน้าที่คนนั้น “จงใจ” หรือ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”
คำว่า “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” หมายถึง การละเลยหน้าที่อย่างหนัก ทั้งที่หากระมัดระวังเพียงเล็กน้อย ก็สามารถป้องกันความเสียหายได้ แต่กลับไม่ทำเลย
ในคดีนี้ ศาลเห็นว่า เจ้าหน้าที่ทั้งสองไม่ได้จัดให้มีระบบตรวจสอบ ซ่อมแซม และเฝ้าระวังถนนอย่างเหมาะสม ทั้งที่ถนนอาจชำรุดและเกิดอันตรายได้ตลอดเวลา จึงถือว่าเข้าข่าย “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”
แต่ศาลก็ไม่ได้มองว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทั้งหมด
@ “ความบกพร่องของระบบ” คืออะไร?
ศาลพิจารณาว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์มีถนนต้องดูแลจำนวนมาก แต่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและจำนวนบุคลากร
พูดง่าย ๆ คือ
“งานมาก แต่คนไม่พอ”
“มีหน้าที่ แต่ไม่มีงบทำงาน”
ศาลจึงเห็นว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจาก “ความบกพร่องของระบบงาน” ซึ่งหน่วยงานเองก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย
ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงสั่ง “หักความรับผิดของหน่วยงานออก 30%” ไม่ให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว
@ ศาลส่งสัญญาณถึงหน่วยงานรัฐ
คำพิพากษานี้สะท้อนชัดว่า หน่วยงานรัฐไม่สามารถทำงานแบบ “รอให้ประชาชนร้องเรียนก่อน” แล้วค่อยแก้ปัญหาได้อีกต่อไป
ศาลมองว่า หน่วยงานควรมี
ระบบตรวจสอบเชิงรุก
แผนตรวจตราที่ชัดเจน
การติดตามสภาพถนนหรือทรัพย์สินสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ
ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง
@ บทเรียนสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนทำงาน คือ เจ้าหน้าที่/หน่วยงานต้องมีเอกสารกันตายเสมอ
เอกสารสำคัญกว่าที่คิด ทำอะไรไว้ “เขียนให้หมด” แผนการตรวจ, บันทึกการตรวจพบจุดชำรุด, รายงานเสนอขอซ่อม, รายงานงานล้นคน, รายงานทำไม่ทัน, รายงานทำไม่ได้, รายงานทำได้ไม่ดี, บันทึกเสนอของบประมาณ (แม้จะไม่ได้)
สิ่งเหล่านี้คือ “เกราะป้องกัน”ชั้นดี คือหลักฐานที่บอกว่า “เราไม่ได้นิ่งนอนใจ เราทำหน้าที่ของเราทุกอย่างแล้ว”
ถ้าเมื่อใดถูกไต่สวน/ถูกสอบสวน “ความบกพร่องของระบบคือไม้ตาย” หากวันหนึ่งโชคไม่เข้าข้าง ถูกตั้งกรรมการสอบสวนไม่ว่าทางใด ๆ
ผู้ถูกสอบสวนต้องตั้งสติอย่าถอดใจ
รวบรวมข้อเท็จจริง หลักฐาน ที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ มาอธิบายโต้แย้ง ต่อสู้กับข้อกล่าวหา ทุกประเด็น อำนาจหน้าที่ ระเบียบ คำสั่ง และจำนวนงานในหน้าที่ภารกิจที่เราแบกรับ, จำนวนคนคืออัตรากำลังคนที่มีปฏิบัติหน้าที่จริง, ข้อจำกัดของระยะเวลา. ท้ายสุดจำนวนเงินงบประมาณที่ได้รับมาเพื่อปฏิบัติงานและหรือสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน, ข้อจำกัดด้านอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ปฏิบัติงาน ... เอาข้อมูลเหล่านี้มาชี้ให้คณะกรรมการที่ตรวจสอบ/สอบสวน
หรือหากต้องไปชั้นศาล ให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า “ความเสียหายที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความผิดของผู้ปฏิบัติแต่ฝ่ายเดียว แต่มันคือปัญหาด้านอื่นๆ “ความบกพร่องของระบบงาน” ก็มีส่วนต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกัน
สรุป
คำพิพากษานี้ไม่ได้บอกว่า เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด แต่ศาลชี้ให้เห็นว่า หากเจ้าหน้าที่ทำงานแบบ “ปล่อยปละละเลย” จนเข้าข่ายประมาทอย่างร้ายแรง ก็ยังต้องรับผิดอยู่
แต่ในขณะเดียวกัน หากหน่วยงานมีปัญหาเชิงระบบ เช่น
งานล้นคน
งบประมาณไม่พอ
ขาดระบบตรวจสอบที่ดี
หน่วยงานก็ไม่อาจปัดความรับผิดทั้งหมดไปให้เจ้าหน้าที่ได้เช่นกัน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นในระบบราชการ บางครั้งไม่ได้เกิดจาก “คนทำงานผิด” เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก “ระบบที่ผิดพลาด” ร่วมด้วยเช่นกัน
แต่สิ่งที่โหดร้าย สำหรับชีวิต“เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน” ทุกครั้ง ที่งานมีปัญหา มักจะต้องรับผิดเพียงฝ่ายเดียว หัวหน้า ผู้บริหารมักลอยตัว เหนือปัญหาไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
แบบนี้ ยุติธรรมแล้วหรือ?
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
เรื่องขยายผลทางคดี




