"...ของหลวง ต้องใช้เพื่อประโยชน์ของหลวงเท่านั้น หากนำไปใช้เพื่อความสะดวกส่วนตัว แม้อ้างว่าเกี่ยวข้องกับงานราชการ ก็อาจต้องรับโทษหนักได้เช่นกัน..."
หลายคนอาจมองว่า ข้าราชการที่เอางานกลับไปทำที่บ้าน เป็นคนขยันและรับผิดชอบ โดยเฉพาะระดับผู้บริหารที่แต่ละวันมีเอกสารต้องพิจารณาและลงนามจำนวนมาก จนทำไม่ทันเวลาราชการ
แต่คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยชัดว่า ต่อให้เป็น “งานราชการ” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำ “รถราชการ” มาใช้เพื่อความสะดวกส่วนตัวได้
คดีนี้เป็นกรณีของอดีตผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูง แต่ไม่มีสิทธิได้รับ “รถประจำตำแหน่ง” ตามระเบียบราชการ จึงต้องใช้ “รถส่วนกลาง” ของหน่วยงานเหมือนข้าราชการทั่วไป
ต่อมามีการตรวจสอบพบว่า อดีตผู้อำนวยการคนดังกล่าว ได้สั่งใช้รถยนต์ส่วนกลางของราชการ พร้อมพนักงานขับรถ เดินทางไปส่งที่บ้านพักต่างจังหวัดหลายครั้ง โดยอ้างว่า เพื่อนำแฟ้มเอกสารราชการกลับไปพิจารณาและสั่งการต่อที่บ้าน เนื่องจากมีงานจำนวนมากทำไม่ทันในเวลาราชการ
นอกจากนี้ ยังใช้รถราชการเดินทางไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เช่น งานเกษียณอายุราชการ งานศพ งานแต่งงาน และกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ ในฐานะรองประธานมูลนิธิ
ที่สำคัญ ทุกครั้งที่มีการใช้รถราชการ ยังมีการอนุมัติเบิกค่าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งค่าล่วงเวลาของพนักงานขับรถจากงบประมาณราชการอีกด้วย
@ เกิดอุบัติเหตุชน ทำให้พนักงานขับรถเสียชีวิต
ต่อมา ระหว่างที่พนักงานขับรถส่งผู้อำนวยการเสร็จและกำลังขับรถกลับกรุงเทพมหานคร ได้เกิดอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุก ทำให้พนักงานขับรถเสียชีวิต ส่วนรถยนต์ราชการได้รับความเสียหายอย่างหนัก
หลังเกิดเหตุ หน่วยงานมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางราชการ ซึ่งเจ้าตัวก็ชดใช้คืนในภายหลัง แต่กระทรวงสาธารณสุขยังดำเนินการสอบสวนทางวินัยต่อ เพราะเห็นว่าเป็นการใช้ทรัพย์สินของทางราชการผิดวัตถุประสงค์
คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยพิจารณาแล้ว เห็นว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเสนอให้ลงโทษ “ปลดออกจากราชการ”
แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข กลับมีมติว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จึงควรลงโทษหนักขึ้นเป็น “ไล่ออกจากราชการ”
หลังปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงนามในคำสั่งไล่ออก อดีตผู้อำนวยการได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม แต่สุดท้ายถูกยกอุทธรณ์ ก่อนนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครอง
@คำสั่งลงโทษไล่ออกชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า คำสั่งลงโทษไล่ออกชอบด้วยกฎหมาย
ศาลอธิบายว่า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2523 “รถส่วนกลาง” มีไว้ใช้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของหน่วยงาน หรือเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้เรื่องส่วนตัวได้
ส่วน “รถประจำตำแหน่ง” แม้จะสามารถใช้เดินทางระหว่างบ้านพักกับที่ทำงานได้ แต่ก็มีเฉพาะบางตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก ไม่อยู่ในกลุ่มที่มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่ง
ศาลยังชี้ด้วยว่า การนำแฟ้มงานกลับไปทำต่อที่บ้าน แม้จะเกี่ยวข้องกับราชการจริง แต่เป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี “สมัครใจ” ทำเอง ไม่ใช่ภารกิจราชการตามปกติ และไม่มีคำสั่งให้เดินทางไปราชการอย่างเป็นทางการ จึงไม่ถือว่าเป็นการใช้รถราชการเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
ส่วนการเดินทางไปร่วมกิจกรรมของมูลนิธิ แม้จะเกี่ยวข้องกับวงงานด้านสาธารณสุข แต่ศาลมองว่า มูลนิธิไม่ใช่หน่วยงานราชการ อีกทั้งผู้ฟ้องคดีก็ไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ไปร่วมงาน ดังนั้น การเดินทางดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ภารกิจของรัฐ
เมื่อมีการสั่งใช้รถราชการ พร้อมอนุมัติเบิกค่าน้ำมันและค่าล่วงเวลา ทั้งที่ไม่มีคำสั่งไปราชการรองรับ ศาลจึงเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตนเอง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเข้าข่าย “ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ” ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
@การคืนเงินไม่ใช่เหตุบรรเทาโทษ
อีกประเด็นสำคัญที่ศาลย้ำคือ แม้ภายหลังจะมีการคืนเงินหรือชดใช้ค่าเสียหายให้ทางราชการแล้ว ก็ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุลดโทษได้ เพราะตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับคดีทุจริตของข้าราชการ กำหนดไว้ชัดว่า ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
ควรลงโทษสถานหนัก คือ “ไล่ออกจากราชการ” และการคืนเงินไม่ใช่เหตุบรรเทาโทษ
คดีนี้จึงถือเป็นแนวทางสำคัญสำหรับข้าราชการทุกหน่วยงาน เพราะศาลได้วางหลักไว้ชัดเจนว่า
รถราชการ โดยเฉพาะ “รถส่วนกลาง” ใช้ได้เฉพาะงานราชการเท่านั้น
การเอางานกลับไปทำที่บ้าน ไม่ถือเป็นเหตุให้ใช้รถหลวงได้
งานสังคม งานมูลนิธิ หรืองานส่วนตัว แม้เกี่ยวข้องกับวงงาน ก็ต้องมีคำสั่งหรือมอบหมายอย่างเป็นทางการ
การใช้รถหลวงผิดวัตถุประสงค์ แม้จะคืนเงินภายหลัง ก็อาจมีโทษร้ายแรงถึงขั้น “ไล่ออกจากราชการ”
สรุปง่าย ๆ คือ
“ของหลวง ต้องใช้เพื่อประโยชน์ของหลวงเท่านั้น”
หากนำไปใช้เพื่อความสะดวกส่วนตัว แม้อ้างว่าเกี่ยวข้องกับงานราชการ ก็อาจต้องรับโทษหนักได้เช่นกัน
/////
เรื่องโดย“ข้าราชการพลัดถิ่น"
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้




