News Logo
หน้าแรก
ย้อนคดี-เปิดแผลสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนปมแอร์สาวขนยาเข้าออสเตรเลีย

ย้อนคดี-เปิดแผลสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนปมแอร์สาวขนยาเข้าออสเตรเลีย

30 มิ.ย. 2569 13:49
ผู้ชม 34 คน

แม้ลูกเรือจะต้องผ่านเครื่องสแกนตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินต้นทาง (ไทย) มักมีความหย่อนยานกับคนในเครื่องแบบด้วยกันเนื่องจากความคุ้นเคย และความเร่งรีบในการทำเวลาบิน (Turnaround Time) ทำให้ไม่มีการสุ่มเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจค้นทางกายภาพ (Physical Search) อย่างละเอียด

หมายเหตุสำนักข่าว Next News: ย้อนไปวันที่ 25 มิถุนายน 2569 กลายเป็นวันแห่งการสั่นสะเทือนอุตสาหกรรมการบินไทยอีกครั้ง เมื่อสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) รายงานการเข้าควบคุมตัวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาวชาวไทยวัย 26 ปี ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น การจับกุมเกิดขึ้นหลังจากเที่ยวบินระหว่างประเทศ TG465 เดินทางมาจากกรุงเทพมหานครและลงจอดในช่วงเช้า

 โดยเจ้าหน้าที่กองกำลังพรมแดนออสเตรเลีย (ABF) ได้ใช้สุนัขดมกลิ่นและเครื่องเอกซเรย์สุ่มตรวจสัมภาระลูกเรือ จนพบความผิดปกติในกระเป๋าผ้า (Tote Bags) จำนวน 12 ใบที่ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางใบล้อลาก

จากการตรวจค้นเชิงลึก เจ้าหน้าที่ได้กรีดซับในกระเป๋าทั้ง 12 ใบออก และพบผงสีขาวบรรจุอยู่ภายในชั้นซับในที่เย็บปิดผนึกอย่างแนบเนียน ผลการทดสอบเบื้องต้นยืนยันว่าเป็น เฮโรอีนน้ำหนักรวมกว่า 1 กิโลกรัม ซึ่งมีมูลค่าในตลาดมืดออสเตรเลียสูงถึง 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 11.5 ล้านบาท ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหาหนัก 2 กระทง คือ นำเข้ายาเสพติดควบคุมชายแดนในปริมาณเพื่อการค้า และครอบครองยาเสพติดควบคุมชายแดนในปริมาณเพื่อการค้า ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 25 ปี โดยศาลเมลเบิร์นไม่อนุญาตให้ประกันตัว

รวบแอร์การบินไทยซุกเฮโรอีน 1 กก. เข้าออสเตรเลีย บริษัทลั่นฟันไม่เลี้ยง

รวบแอร์การบินไทยซุกเฮโรอีน 1 กก. เข้าออสเตรเลีย บริษัทลั่นฟันไม่เลี้ยง

รวบแอร์การบินไทยซุกเฮโรอีน 1 กก. เข้าออสเตรเลีย บริษัทลั่นฟันไม่เลี้ยง

กรณีแอร์สาวรายนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของปัญหาใหญ่ที่ทางการออสเตรเลียระบุว่าเป็นภัยคุกคามจาก "บุคคลภายในที่ได้รับความเชื่อถือ" (Trusted Insiders) ซึ่งขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติจงใจใช้เป็นช่องโหว่ในการแทรกซึมระบบรักษาความปลอดภัยสนามบิน เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามอย่างรุนแรงถึงความหละหลวมของมาตรการตรวจค้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ปล่อยให้ยาเสพติดล็อตนี้หลุดลอดออกไปได้อย่างง่ายดาย

ย้อนรอยคดีผู้โดยสารขนยาเสพติดจากไทยก่อนโดนจับที่สนามบินออสเตรเลียหลังโควิด

แน่นอนว่ากรณีของแอร์สายการบินไทยคนนี้นั้นไม่ใช่เคสแรก เพราะนับจากการระบาดของไวรัสโควิด-19ผ่านพ้นไป พบกรณีสกัดจับผู้โดยสารซึ่งมีพฤติการณ์ขนยาเสพติดจากไทย ก่อนมาจนมุมที่สนามบินออสเตรเลียเป็นจำนวนอย่างน้อย 3 เคสมีรายละเอียดดังนี้

19 มีนาคม 2567 เกิดเหตุสกัดจับผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์ โดยเจ้าหน้าที่ ABF เข้าสุ่มตรวจค้นพัสดุและกระเป๋าสัมภาระของชายสัญชาติไต้หวัน อายุ 27 ปี ที่เดินทางด้วยเที่ยวบินตรงมาจากประเทศไทย พฤติการณ์ในคดีนี้แสดงให้เห็นถึงเทคนิคการอำพรางรูปแปลงเคมีเพื่อตบตาเครื่องเอกซเรย์ โดยคนร้ายแยกบรรจุของกลางปะปนมาในคราบสินค้าของฝากทั่วไป ประกอบไปด้วยยาไอซ์เหลวในขวดไวน์ ยาไอซ์ชนิดเกล็ดในซองชาสมุนไพรจีน และถุงเกลือสปาขัดผิว บรรจุรวมน้ำหนักของกลางทั้งหมด 21.2 กิโลกรัม ซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทางลากและกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง

7 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่พรมแดนออสเตรเลียล็อกตัวผู้โดยสารชายชาวนิวซีแลนด์ วัย 21 ปี คาด่านตรวจศุลกากรท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์ ทันทีหลังเดินทางลงจากเครื่องบินที่บินตรงมาจากประเทศไทย พฤติการณ์คดีนี้คนร้ายแบกน้ำหนักยาเสพติดปริมาณสูงมาก โดยใช้วิธีซีลแยกผงเฮโรอีนบริสุทธิ์ใส่ในถุงพลาสติกสุญญากาศทึบแสงลายดอกไม้ (Floral-patterned bags) จำนวน 21 ถุง ถุงละ 1 กิโลกรัม ยัดจัดวางปะปนกับเสื้อผ้าทั่วไปในกระเป๋าเดินทางลากใบใหญ่ 2 ใบตรงๆ ตรวจค้นพบของกลางเป็นเฮโรอีนน้ำหนักรวม 21 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาดออสเตรเลียกว่า 10 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

23 เมษายน 2569 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์ เมื่อเจ้าหน้าที่ ABF สุ่มเรียกตรวจค้นชาย 2 คน (อายุ 35 ปี และ 36 ปี) หลังเดินทางลงจากเที่ยวบินสากลต้นทางประเทศไทย พฤติการณ์คือคนร้ายลักลอบนำผงเฮโรอีนแยกซุกซ่อนไว้ในช่องลับที่แผ่นซับในหนาพิเศษของกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on bags) ถือมาคนละประมาณ 4.5 กิโลกรัม ในระหว่างการตรวจสอบทางเคมีเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ตัดสินใจวิ่งฝ่าสิ่งกีดขวางหลบหนีออกจากพื้นที่ด่านตรวจของสนามบินออกไปยังโถงผู้โดยสารภายนอกอาคาร แต่ถูกเจ้าหน้าที่ไล่กวดจับกุมตัวไว้ได้ คดีนี้มีการขยายผลร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่นทำให้มียอดจับกุมรวม 3 คน เฮโรอีนรวม 14 กิโลกรัม

จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานั้น เป็นข้อบ่งชี้ว่ากลุ่มขบวนการลักลอบขนยาเสพติดได้มีความพยายามที่จะซุกซ่อนและอำพรางยาเสพติดอย่างแยบยลมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถถึงกรณีของแอร์สาวตามที่ปรากฎเป็นข่าวไม่นานมานี้

ช่องฟาสแทร็คสนามบินสุวรรณภูมิ

ช่องฟาสแทร็คสนามบินสุวรรณภูมิ

การวิเคราะห์จากออสเตรเลีย: เมื่อสนามบินไทยกลายเป็นจุดเปราะบาง

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีมุมมองและการวิเคราะห์จากหน่วยงานความมั่นคงออสเตรเลียทั้ง AFP และ ABF มองว่าความล้มเหลวในการสกัดกั้นยาเสพติด ณ สนามบินไทย เกิดจากความขัดแย้งในวัตถุประสงค์ของระบบตรวจค้นระหว่างประเทศต้นทางและปลายทาง โดยรายงานเชิงสืบสวนและการประสานงานข่าวของออสเตรเลียได้ชี้ให้เห็นถึง "รอยร้าว" เชิงโครงสร้างของระบบสนามบินไทยผ่าน 3 ประเด็นหลักคือ

1.ช่องโหว่จากแนวคิด "เน้นวัตถุระเบิด ไม่เน้นยาเสพติด"

จากแถลงการณ์ชี้แจงของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระบุชัดเจนว่า ระบบเอกซเรย์ขาออกของไทยเป็นไปเพื่อความปลอดภัยในการบิน (Aviation Security) ตามมาตรฐาน ICAO ซึ่งเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียวิเคราะห์ว่านี่คือช่องโหว่ขนาดใหญ่:

1.1ข้อจำกัดของ AI และเครื่องเอกซเรย์: เครื่องเอกซเรย์ขาออกถูกเซ็ตซอฟต์แวร์ให้ตรวจจับความหนาแน่นของวัตถุระเบิด สารเคมีไวไฟ อาวุธ และโลหะ แต่สารอินทรีย์ประเภทยาสีขาว (ผงเฮโรอีน) หรือเกล็ด (ยาไอซ์) หากถูกแบน แยกบรรจุ และซุกซ่อนแนบเนียนไปกับสิ่งทอหรือซับในกระเป๋า คอมพิวเตอร์จะไม่แจ้งเตือนว่าเป็นภัยคุกคามต่อเครื่องบิน

1.2การโยนภาระให้ด่านขาเข้า: ทางการออสเตรเลียมองว่า ระบบด่านศุลกากรไทยปล่อยปละละเลยการสุ่มตรวจสารเสพติดในกลุ่มผู้โดยสารและลูกเรือขาออก โดยเน้นให้เป็นหน้าที่ของประเทศปลายทางที่ต้องใช้สุนัข K9 และการตรวจทางกายภาพ (Arrival Screening) เอง

2. วิกฤตภัยคุกคามจากคนใน (Insider Threat) และความคุ้นชินเชิงวิชาชีพ รายงานความมั่นคงชายแดนของออสเตรเลียระบุว่า ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติเลือกใช้ "ลูกเรือ" หรือพนักงานในสนามบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก:

2.1กระบวนการตรวจค้นที่หย่อนยาน: แม้ลูกเรือจะต้องผ่านเครื่องสแกนตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินต้นทาง (ไทย) มักมีความหย่อนยานกับคนในเครื่องแบบด้วยกันเนื่องจากความคุ้นเคย และความเร่งรีบในการทำเวลาบิน (Turnaround Time) ทำให้ไม่มีการสุ่มเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจค้นทางกายภาพ (Physical Search) อย่างละเอียด

2.2การเจาะระบบตรวจสอบ: ออสเตรเลียมองว่า เครือข่ายอาชญากรรมศึกษาช่องโหว่เวลาการเปลี่ยนกะของเจ้าหน้าที่สนามบินไทย และใช้สิทธิ์พิเศษของลูกเรือในการนำสัมภาระผ่านช่องทางพิเศษเพื่อหลบเลี่ยงสายตาผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านหน้าจอสแกน (Screeners)

3. ผลกระทบเชิงนโยบาย "เสรีกัญชา" ที่เปลี่ยนโปรไฟล์ความเสี่ยงของไทย รายงานวิเคราะห์จากกองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย (ABF) ชี้ว่า นโยบายกัญชาของไทยที่เริ่มขึ้นเมื่อปี 2565 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบคัดกรองดังนี้

3.1เที่ยวบินเสี่ยงสูง ออสเตรเลียจำต้องปรับระดับความเสี่ยงของทุกเที่ยวบินที่มาจากไทยให้เป็น "พื้นที่เฝ้าระวังสีแดง" ทันที ไม่ใช่เพราะกลัวเฮโรอีนในตอนแรก แต่ต้องการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าดอกกัญชาแห้ง น้ำมันกัญชา และผลิตภัณฑ์อาหารผสมกัญชาที่หาซื้อได้ง่ายในไทยแต่ผิดกฎหมายร้ายแรงในออสเตรเลีย

3.2ผลลัพธ์ย้อนกลับ (The Cannabis Domino Effect): การที่ออสเตรเลียตั้งป้อมตรวจสัมภาระผู้โดยสารและลูกเรือจากไทยแบบ 100% เพื่อหา "สินค้ากัญชา" ได้กลายเป็นตาข่ายดักจับที่ทำให้พวกเขาเอ็กซเรย์เจอเฮโรอีนและยาไอซ์ล็อตเล็กที่มดงานและแอร์โฮสเตสพยายามซุกซ่อนมาด้วยความถี่ที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามไปด้วย ดังจะเห็นว่ามีจำนวนการตรวจพบยาเสพติดที่เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2566 เป็นต้นมา

อินโฟกราฟฟิกเทียบความสะดวกการตรวจลูกเรือกับผู้โดยสารทั่วไป

อินโฟกราฟฟิกเทียบความสะดวกการตรวจลูกเรือกับผู้โดยสารทั่วไป

ด้านนายคริสซี บาร์เร็ตต์ (Krissy Barrett) ผู้บัญชาการ AFP ได้ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ปัญหายาเสพติดที่ไหลทะลักจากไทยเป็นส่วนหนึ่งของ "ความอัปยศของชาติ" เนื่องจากชาวออสเตรเลียมีความต้องการสูงและยินดีจ่ายในราคาสูงที่สุดในโลก (Premium street price) ซึ่งเป็นแรงจูงใจมหาศาลให้องค์กรอาชญากรรมยอมเสี่ยงส่ง "ม้าเร็ว" ผ่านน่านฟ้าอย่างต่อเนื่อง ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 เพียงไม่กี่เดือน มีการจับกุมยาเสพติดในภูมิภาคแปซิฟิกรวมแล้วกว่า 17 ตัน ซึ่งมากกว่ายอดรวมทั้งปี 2568 ที่มียอด 4.6 ตันอย่างมหาศาล

ทั้งนี้หากวิเคราะห์ข้อมูลตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พบข้อบ่งชี้ชัดเจนว่า เส้นทางขนยาเสพติดทางอากาศได้เปลี่ยนโหมดจากการส่งพัสดุชิ้นใหญ่ไปสู่การใช้ "บุคคล" และ "พนักงาน" มากขึ้น ออสเตรเลียจึงได้มีการดำเนินมาตรการ ส่งเจ้าหน้าที่มาฝึกอบรมนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลและการสืบสวนไซเบอร์ให้เจ้าหน้าที่ไทยเกือบ 1,000 นายในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา

ข้อมูลเหล่านี้คือหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าระบบตรวจสอบในสนามบินไทยจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปข้ามพ้นจากการตรวจวัตถุระเบิด ไปสู่ระบบข้อมูลข่าวกรองร่วมกันอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็น "ประตูระบายยาเสพติด" สู่สังคมโลกอย่างถาวร

ที่มาข้อมูล

แท็กที่เกี่ยวข้อง
แอร์การบินไทยขนยาเข้าออสเตรเลีย



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 42 ล้าน 'เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์' รมช.มท.-ได้รับมรดก 9.7 ล.
ทรัพย์สิน 42 ล้าน 'เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์' รมช.มท.-ได้รับมรดก 9.7 ล.