"...เมื่อเกิดปัญหาการทุจริตสอบแข่งขันท้องถิ่น ปี 2568 และเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับมติของ กสถ. ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ชะลอการบรรจุ จึงมีคำถามตามมาว่า ทำไมเขาถึงไม่สนับสนุนแนวคิดของนายอนุทิน ที่ให้ชะลอการบรรจุผู้สอบผ่านจากการสอบแข่งขันดังกล่าวไว้ก่อน แต่กลับมีมติให้เดินหน้าการบรรจุต่อไป..."
การเปิดโปงปัญหาทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ได้กลายเป็นหนึ่งในวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งสำคัญของระบบราชการไทย หลังพบพยานหลักฐานเกี่ยวกับความผิดปกติของกระบวนการสอบ ทั้งการแก้ไขคะแนนสอบและความเชื่อมโยงกับรายชื่อผู้เข้าสอบบางส่วน จนนำไปสู่การตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน และการทบทวนกระบวนการสอบแข่งขันทั้งระบบ
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย วางหลักเกณฑ์ และกำกับดูแลการสอบแข่งขันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ กลายเป็นหนึ่งในกลไกที่ถูกจับตามองมากที่สุด
โดยเฉพาะภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้ชะลอการบรรจุผู้สอบผ่านจากการสอบแข่งขันดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่ากระบวนการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐต้องยึดหลักความโปร่งใสและระบบคุณธรรม
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการ กสถ. ที่มีการหารือถึงแนวทางดังกล่าว ฝ่ายกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ชะลอการบรรจุไว้ก่อน แต่คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากหลายภาคส่วน กลับมีมติให้เดินหน้าการบรรจุต่อไป
มติดังกล่าวนำมาสู่คำถามถึงบทบาทและความรับผิดชอบของกรรมการ กสถ. แต่ละราย โดยเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน
นอกจากชื่อของ นายวันชัย จันทร์พร ที่มีตำแหน่งเป็น ประธานคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่ถูกตั้งคำถามถึงบทบาทหน้าที่ของประธาน กสถ. ว่าการใช้ดุลพินิจในวันนั้นเป็นไปบนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักธรรมาภิบาลเพียงใดแล้ว

ภาพประกอบรายงาน
หนึ่งในรายชื่อ กสถ. ที่ถูกกล่าวถึง คือ พันจ่าเอก (พ.จ.อ.) ชนินทร์ ราชมณี ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และกรรมการ กสถ. ซึ่งถือเป็นอดีตข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มีบทบาทสำคัญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาโดยตลอด
@จากข้าราชการสายบริหารบุคคล สู่กรรมการกำหนดทิศทางระบบท้องถิ่น
เส้นทางราชการของ พ.จ.อ.ชนินทร์ เติบโตมาในสายงานบริหารงานบุคคลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยผ่านตำแหน่งสำคัญหลายระดับ ได้แก่
ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารงานบุคคลท้องถิ่น
ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น
โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2566 คือ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น
สำหรับสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ถือเป็นหน่วยงานหลักของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และมาตรฐานด้านการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ
ตั้งแต่การกำหนดโครงสร้างตำแหน่ง อัตรากำลัง การสรรหาและแต่งตั้งบุคลากร การเลื่อนระดับ ตลอดจนการพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคล
ด้วยบทบาทดังกล่าว ทำให้ พ.จ.อ.ชนินทร์ ถือเป็นหนึ่งในบุคลากรที่มีประสบการณ์โดยตรงต่อระบบบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
@ บทบาทในคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานบุคคลท้องถิ่น
นอกจากตำแหน่งในสายราชการแล้ว พ.จ.อ.ชนินทร์ ยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการหลายชุดที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น อาทิ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.)
ประธานอนุกรรมการพิจารณาเทียบตำแหน่งพนักงานเทศบาล
อนุกรรมการสรรหาพนักงานเทศบาลสายงานผู้บริหาร
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านจริยธรรมพนักงานส่วนท้องถิ่น
บทบาทเหล่านี้สะท้อนว่า พ.จ.อ.ชนินทร์ เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการกำหนดมาตรฐานด้านการบริหารบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในหลายระดับ ทั้งด้านการสรรหา การแต่งตั้ง การพัฒนาบุคลากร และการกำกับมาตรฐานด้านจริยธรรม
@ จากผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ สู่ผู้ถูกจับตามองในฐานะกรรมการ กสถ.
นอกจากบทบาทในระบบราชการแล้ว พ.จ.อ.ชนินทร์ ยังเป็นที่รู้จักในแวดวงท้องถิ่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและระเบียบการบริหารงานบุคคล เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เรื่องการสอบท้องถิ่น และสถาบันการศึกษาที่จัดฝึกอบรมเกี่ยวกับข้าราชการท้องถิ่นบางหลักสูตรด้วย
รวมถึงเผยแพร่ความรู้ผ่านช่อง YouTube “CHANIN CHANNEL” เพื่ออธิบายหลักเกณฑ์ ระเบียบ และแนวปฏิบัติต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของ อปท.
ด้วยประสบการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ชื่อของ พ.จ.อ.ชนินทร์ ถูกจับตามองเป็นพิเศษ
เมื่อเกิดปัญหาการทุจริตสอบแข่งขันท้องถิ่น ปี 2568 และเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับมติของ กสถ. ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ชะลอการบรรจุ จึงมีคำถามตามมาว่า ทำไมเขาถึงไม่สนับสนุนแนวคิดของนายอนุทิน ที่ให้ชะลอการบรรจุผู้สอบผ่านจากการสอบแข่งขันดังกล่าวไว้ก่อน แต่กลับมีมติให้เดินหน้าการบรรจุต่อไป
เพราะคำถามสำคัญ ของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่เพียงว่า มติของ กสถ. ในการเดินหน้าบรรจุผู้สอบผ่านในครั้งนั้น เป็นการใช้อำนาจตามหน้าที่หรือไม่ แต่คือการตัดสินใจดังกล่าวได้ผ่านการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้านแล้วหรือยัง ท่ามกลางข้อสงสัยเกี่ยวกับความผิดปกติของกระบวนการสอบที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
โดยเฉพาะบุคคลที่เคยมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดมาตรฐานด้านการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ย่อมถูกคาดหวังมากกว่ากรรมการทั่วไป ทั้งในแง่ความรู้ ความเข้าใจระบบ และความรับผิดชอบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นที่สังคมกำลังจับตา ไม่ใช่เพียงว่า “ใครเป็นผู้ลงมติ” แต่คือ “ผู้มีอำนาจตัดสินใจได้ยืนอยู่บนหลักการใด” ระหว่างการรักษาความรวดเร็วในการบรรจุ กับการปกป้องความถูกต้องของระบบคุณธรรม
และเมื่อระบบสอบแข่งขันเพื่อเข้าสู่ราชการถูกตั้งคำถาม ความรับผิดชอบของผู้ที่อยู่ในกลไกกำกับดูแล ย่อมไม่อาจถูกจำกัดอยู่เพียงการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ แต่ต้องรวมถึงการสร้างหลักประกันว่า ทุกคะแนน ทุกตำแหน่ง และทุกโอกาสในการเข้ารับราชการ จะต้องเกิดขึ้นจากความโปร่งใสและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




