News Logo
หน้าแรก
'ไอติม-พริษฐ์' แถลงเปิดหลักฐานฮั้ว สว. แฉเครือข่ายน้ำเงินหักหัวคิว

'ไอติม-พริษฐ์' แถลงเปิดหลักฐานฮั้ว สว. แฉเครือข่ายน้ำเงินหักหัวคิว

12 ก.ค. 2569 15:14
ผู้ชม 14 คน

"ไอติม-พริษฐ์" นำทีมพรรคฝ่ายค้านแถลงเจาะลึก-เปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. อดีตผู้สมัครเผยขบวนการเครือข่ายน้ำเงิน มีหักหัวคิว ย้ำมีแค่โพยอย่างเดียวไม่ผิด แต่ถ้าหากโยงเส้นเงินด้วย ผิดกฎหมาย-"ทวี" จี้ กกต.เปิดหีบชี้ควรเป็นคดีพิเศษในศาล รธน.เผยพิรุธ กกต.ใช้งบสนับสนุนสูงถึง 206 ล. แต่เลือกตั้ง สส.ใช้เงินสนับสนุแค่ 1.3 ล้าน

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 นายพริษฐ์ วชิรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้นำคณะพรรคร่วมฝ่ายค้านจัดกิจกรรม "ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว." เพื่อเปิดโปงขบวนการที่อาจเข้าข่ายการทุจริตเลือก สว. อย่างเป็นระบบ โดยนำหลักฐานทั้ง "โพย" การลงคะแนน เงินสด และคำให้การพยานมาเปิดเผย ชี้ความสำคัญของคดีนี้ต่ออนาคตประชาธิปไตยของชาติ และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล้านำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชน

"ฮั้ว สว." เดิมพันประชาธิปไตย: ปล่อยผ่านไม่ได้

นายพริษฐ์ ได้เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการย้ำว่า คดีการทุจริตเลือก สว. ถือเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่พรรคร่วมฝ่ายค้านต้องการตรวจสอบอย่างจริงจัง เนื่องจากไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงผู้สมัครหรือ สว. สำรองเท่านั้น แต่เป็นการคุกคามอนาคตของระบบการเมืองทั้งประเทศ

นายพริษฐ์ชี้ว่า หากข้อกล่าวหาเป็นจริงและมีกลุ่มบุคคลก้าวสู่อำนาจรัฐโดยมิชอบ ย่อมมีแนวโน้มสูงที่พวกเขาจะใช้อำนาจรัฐนั้นในทางมิชอบเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้กลไกสำคัญอย่างการกลั่นกรองกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการรับรองตำแหน่งในองค์กรอิสระ ไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ นอกจากนี้ การฮั้ว สว. ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างระบบการเมืองที่สามารถควบคุมได้ทั้งระบบ และบั่นทอนกลไกการตรวจสอบให้ไร้สภาพ หากกลุ่มการเมืองสามารถควบคุม สว. ได้ ก็จะควบคุมองค์กรอิสระได้ และท้ายที่สุดจะนำไปสู่ภาวะที่ "ทำอะไรก็ไม่ผิด" ซึ่งเป็นหายนะร้ายแรงต่อประเทศชาติ

นายพริษฐ์ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินคดี โดยระบุว่าคดีฮั้ว สว. ยังคงค้างอยู่ที่ กกต. และ DSI ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบหลัก กกต. มีคณะกรรมการ 7 คนที่จะต้องชี้ขาดภายในต้นเดือนกันยายนนี้ว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ โดยมีข้อสังเกตว่า 4 ใน 7 คนมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการถูกรับรองโดย สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต. ยังมีมติที่ค้านสายตาสังคม โดยระบุว่าไม่มีใครกระทำผิดในบรรดา 229 คนที่คณะไต่สวนชุดที่ 16 ระบุว่าอาจมีมูลความผิด

ในส่วนของ DSI นายพริษฐ์ระบุว่า แม้จะรับเป็นคดีพิเศษมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 และสอบพยานกว่า 700 ปาก แต่ปลายปี 2568 เดือนธันวาคม กลับมีมติเสนอให้อัยการสั่งฟ้องเพียง 8 คนเท่านั้น และเมื่ออัยการตีเรื่องกลับให้สอบเพิ่มเติมช่วงต้นปี 2569 ปัจจุบันมีข้อมูลว่า DSI กำลัง "ปล่อยเกียร์ว่าง" เพื่อรอดูมติของ กกต. รวมถึงมีการเปลี่ยนปลัดกระทรวงยุติธรรมซึ่งมีอำนาจในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงใน DSI ทั้งหมดนี้สร้างความกังวลว่าคดีอาจจะไปไม่ถึงศาล หากหน่วยงานตรวจสอบไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

ด้วยเหตุนี้ วัตถุประสงค์หลักของกิจกรรมคือการเปิดเผยหลักฐานเท่าที่จะทำได้ให้สังคมได้รับรู้ เพื่อร่วมกันตรวจสอบหน่วยงานเหล่านี้ เนื่องจากผู้ร้องเรียนหลายคนกังวลว่าหากคดีไม่ถึงศาล ทุกอย่างก็จะจบลงโดยที่สังคมไม่ได้รับรู้ถึงความหนักแน่นของหลักฐานที่มีอยู่

นายพริษฐ์ยังได้กล่าวขอบคุณ อดีตผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้รวบรวมหลักฐานและข้อมูลบางส่วน รวมถึงคลิปกล้องวงจรปิดที่มี กกต. เดินเก็บโพย ซึ่งถูกเผยแพร่ในสาธารณะก่อนหน้านี้

แฉ “โพย” กลโกงที่จัดตั้งเป็นระบบ

สส.พรรคประชาชนได้เริ่มต้นการนำเสนอด้วยการเจาะลึกหลักฐานเกี่ยวกับ "โพย" หรือบัตรลับที่ใช้ในการลงคะแนน ซึ่งถูกเก็บมาได้จากวันเลือก สว. เขาอธิบายว่า โพยเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงเวอร์ชันเดียว แม้จะมาจากเครือข่ายเดียวกัน แต่มีการปรับเปลี่ยนตัวเลขและลำดับเล็กน้อยเพื่อความแนบเนียน

นายพริษฐ์อธิบายกลไกการเลือก สว. ทั้งรอบเช้า (เลือกผู้สมัครในกลุ่มอาชีพตนเอง) และรอบบ่าย (เลือกผู้สมัครจากกลุ่มอื่นในสายเดียวกัน) โดยชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำลองการนับคะแนนจากคลิปวิดีโอวงจรปิดจริง

จากการวิเคราะห์พบว่าตัวเลขในโพยมีความสอดคล้องกับคะแนนที่ถูกลงในการเลือกจริงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น กลุ่ม 1 มีคะแนนตรงกับโพยถึง 55% กลุ่ม 4 ตรง 52% และกลุ่ม 17 ตรง 48% โดยเฉลี่ยแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของช่องคะแนนจะตรงกับตัวเลขเพียง 5 ตัวในโพย นอกจากนี้ ยังพบว่าลำดับการเรียงตัวเลขในโพยก็ยังตรงกับการลงคะแนนจริงในหลายกรณี

นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงกรณีที่น่าสนใจในกลุ่ม 6 ที่คะแนนตรงกับโพยน้อยกว่ากลุ่มอื่น เพราะพบหลักฐานว่ามีการใช้ ลิควิดเปเปอร์ลบและเปลี่ยนหมายเลขในโพยจาก 91 เป็น 16 ซึ่งสะท้อนถึงการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ และการแก้ไขกลโกงอย่างละเอียด ผ

คำให้การพยาน เปิดหน้าสู้ขบวนการทุจริต

หลังจากนั้น นายพริษฐ์ได้เชิญพยาน 4 ท่าน ซึ่งเดินทางมาจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ขึ้นเวทีเพื่อบอกเล่าประสบการณ์และนำเสนอหลักฐานเบื้องหลังขบวนการฮั้ว สว. โดยย้ำว่าข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกให้การกับ DSI และ กกต. ไปแล้ว แต่การเปิดเผยต่อสาธารณะในวันนี้มีขึ้นเนื่องจากความกังวลต่อการไม่คืบหน้าของคดี

นายดิเรก พรสีมา จากมหาสารคาม 

นายดิเรก พรสีมา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ก่อนวันเลือกตั้ง 2 วัน ตนเองถูกนายสมเกียรติ ชักชวนให้ไปทานข้าวกับนายสัจจพงษ์ และนายธนาวุฒิ ซึ่งเป็นผู้จัดหาผู้ผ่านการเลือก สว. ระดับจังหวัด ให้มารวมกันที่โรงแรมปทุมธานีเพลส โดยมีนายมานะ มหาสุวีระชัย สว. ในปัจจุบันเป็นคนจองโรงแรมไว้ให้ ทางกลุ่มได้เสนอให้นายดิเรกหาสมาชิกให้ได้มากที่สุด โดยจะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายที่พัก ค่าเดินทาง และค่าสัมมนาคุณเป็นรายบุคคล แต่นายดิเรกปฏิเสธเนื่องจากทราบว่ามีการ "ลงตัวกันหมดแล้ว" และ "รับเงินรับอะไรกันไปหมดแล้ว" ทำให้ตนเองไม่ได้เข้าร่วม

นายดิเรกเล่าถึงเหตุการณ์ในวันเลือก สว. รอบประเทศว่า ในช่วงเช้าพบว่ามีบัตรเลือกตั้งที่กาเหมือนกันเป๊ะถึง 30 ใบ โดยลำดับตัวเลขไม่สลับกันเลย ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ แสดงให้เห็นถึงการจัดตั้งอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีผู้สมัคร 20 คนในกลุ่ม 3 ได้คะแนนเป็นศูนย์ ซึ่งบ่งชี้ว่าพวกเขาไม่ได้เลือกตัวเองตามที่ควรจะเป็น

นายดิเรกยังได้ถ่ายทอดข้อมูลจากคนรู้จักเกี่ยวกับการประชุมของ สส. กลุ่มหนึ่งประมาณ 5-6 คน ที่วางแผน 5 ข้อเพื่อยึดอำนาจทางการเมือง ประกอบด้วย:

(1) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งหน้า (2) ดึงคนจากบ้านใหญ่มาสมัคร สส. ในนามพรรค (3) กำกับควบคุมองค์กรอิสระทุกองค์กร (กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ) ให้สั่งการได้ (4) แสดงความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ (5) ได้ สว. เกินกึ่งหนึ่งของทั้งหมด (120 คน หรืออาชีพละ 6 คน)

แผนนี้ถูกนำเสนอต่อผู้ใหญ่ของพรรคและได้รับอนุมัติให้จัดทำ "บิสซิเนสแพลน (แผนงานธุรกิจ)" และปฏิทินการปฏิบัติงาน ซึ่งรวมถึงการจัดหาผู้สมัครระดับอำเภอให้ได้อาชีพละ 20 คน และมีการจัดทำ "เทมเพลต" โพยสำหรับรอบเช้าและรอบบ่าย โดยให้ผู้สมัครคัดลอกด้วยมือ

นายดิเรกเสริมว่า ตนเองได้ไปเป็นพยานในคดีที่ กกต. ฟ้อง นายสัจจพงษ์ เกี่ยวกับการจัดหาผู้มีสิทธิ์มาเลือก สว. เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569

นายธารินทร์ บุญยศักดิ์ จากนครพนม  

นายธารินทร์ บุญยศักดิ์ (รอตรวจความถูกต้องของชื่อ เนื่องจากเป็นการแกะชื่อจากเทป) เล่าว่า ตนเองสมัคร สว. ด้วยตัวเอง โดยปฏิเสธข้อเสนอที่จะมีคนออกค่าสมัครให้ แม้จะทราบว่ามีกลุ่มที่จะฮั้วกันอยู่

นายธารินทร์กล่าวว่าตนผ่านการเลือกในระดับอำเภอและจังหวัดด้วยคะแนนสูงสุด เมื่อเข้าสู่ระดับประเทศ นายสากล ภูลศิริกุล ซึ่งปัจจุบันเป็น สว. จากนครพนม ได้ติดต่อชักชวนให้ตนเข้าร่วมกลุ่มฮั้ว แต่ตนปฏิเสธที่จะเดินทางและพักกับพวกเขา เพื่อหลีกเลี่ยงการล็อบบี้

นายธารินทร์เล่าว่า ตนเองได้เดินทางไปสมทบกับกลุ่มฮั้วที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อยุธยา ซึ่งมี อดีตรองประธานสภา และนายสากล อยู่ด้วย แต่รอนานจนถึง 5 โมงเย็นก็ยังไม่มีคณะของนักการเมืองระดับสูงคนหนึ่ง มาสมทบ ตนจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ แต่ก็ถูกตามให้กลับไปอีกครั้ง เมื่อกลับไปถึงก็พบว่ามีการตั้ง "วอร์รูม" และจัดทำโพยขึ้นมา ตนเองซึ่งเคยเป็นวิทยากรของ ป.ป.ช. ในเรื่องการคัดค้านการฮั้ว รู้สึกว่ากระบวนการนี้ "โกงไม่เนียน" และจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จะก่อให้เกิดความผิดแก่ตนเอง จึงตัดสินใจแจ้งอดีตรองประธานสภา ว่าไม่สามารถเข้าร่วมได้ และฉีกโพยที่เขียนไว้ทิ้ง ก่อนจะเดินออกมาจากกระบวนการพร้อมกับผู้สมัครอีกหลายคน

นายสนั่นชัย ช่วยรวมธนิจิต จากหนองบัวลำภู 

นายสนั่นชัย ช่วยรวมธนิจิต เล่าว่า ตนเองอยู่ในทีมของ นายสรชาติ สุวรรณพรหม ซึ่งปัจจุบันเป็น สว. โดยรับหน้าที่เป็นคนประสานงานจัดหาผู้สมัคร โดยมีข้อตกลงว่าต้องหาคนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 คน เพื่อให้ได้โควตา สว. 1 คน โดยทางกลุ่ม "สีน้ำเงิน" (พรรคภูมิใจไทย) เป็นผู้ดำเนินการ นายสนั่นชัยได้รับเงิน 3,000 บาท เป็นค่าสมัคร และยังถูกสัญญาว่าจะได้รับค่าตอบแทน 500,000 บาท หากเป็น "โหวตเตอร์" ที่สนับสนุน นายสรชาติ ให้เป็น สว.

นายสนั่นชัยเล่าว่า มีการประชุมเพื่อแบ่งโควตาผู้สมัคร 40 คน ระหว่างทีมของ นายสรชาติ และทีมของนายคำพอง ผู้ประสานงานของ สว. อีกท่านหนึ่ง โดยแบ่งกันคนละ 20 คน เมื่อได้รายชื่อลงตัว นายสรชาติได้แจ้งให้ นายทรงศักดิ์ รัฐมนตรีทราบ หลังจากนั้นก็ได้เตรียมตัวลงกรุงเทพฯ โดยมาพักที่โรงแรมธาราแกรนด์ ซึ่งมีผู้สมัครจากหลายจังหวัดมารวมตัวกัน ในวันที่ 24 มิถุนายน ช่วงเย็น โทรศัพท์มือถือและเอกสาร สว.3 ของผู้สมัครถูกยึด โดยมีการให้ผู้สมัครเปิด สว.3 ด้านหลัง เพื่อคัดลอกตัวเลขในโพยที่เตรียมไว้ให้ เมื่อผู้สมัครผ่านเข้ารอบ จะต้องกาตามโพยที่ได้รับ นายสนั่นชัยไม่ได้รับเงิน 500,000 บาทตามที่สัญญา และเมื่อสอบถาม นายสรชาติ ก็ได้รับคำตอบว่าบางคนไม่ลงคะแนนตามโพยจึงไม่จ่าย

ต่อมา นายสนั่นชัยถูกแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. ของนายสรชาติ โดยได้รับเงินเดือน 15,000 บาท แต่ต้องโอนคืน 10,000 บาท ให้กับ นางพรรค์นิภา ผาสุข ภรรยาของ นายสรชาติ เพื่อนำไปดูแลคนอื่น ทำให้ตนเองเหลือเพียง 5,000 บาท ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 2 เดือนเท่านั้น นายสนั่นชัยย้ำว่า "โพยไม่ผิด แต่ถ้าคุณใส่เงิน คุณทำโครงการแล้วไม่ใส่เงิน โครงการจะสำเร็จได้อย่างไร"

นายมนตรี เฉียบแหลม จากนครศรีธรรมราช

นายมนตรี เฉียบแหลม ได้นำหลักฐานที่เป็นรูปธรรมมาเปิดเผย ได้แก่ เงินสด 20,000 บาท พร้อมซองขาว และเสื้อสีเหลือง ที่ได้รับจาก "นายก น.หนู" (ขอสงวนชื่อ) ที่ห้องพัก 706 โรงแรมอัศวิน พร้อมกับผู้สมัครอีก 20 กว่าคน โดยอ้างว่าเป็น "ค่าเดินทาง" นายมนตรีได้มอบเอกสาร สว.3 ที่มีโพยกาไว้ด้านหลังให้ DSI เป็นหลักฐาน แต่ได้เก็บเงินสดและสำเนาเอกสารไว้ทั้งหมด

นายมนตรีเล่าว่า ที่โรงแรมอัศวิน มีการเรียกผู้สมัครกว่า 29-30 คน เข้าไปในห้องเพื่ออธิบายขั้นตอนการกาโพย โดยในห้องดังกล่าวมีนายประสิทธิ์ เรียงประสิทธิ์ เป็นผู้อธิบาย และมีการกล่าวอ้างถึง "เบื้องบนสั่งการมาให้สีน้ำเงินสกัดสีส้ม" พร้อมให้ความหวังว่าทุกคนจะได้เป็น สว. หรือผู้ช่วย และได้รับค่าตอบแทน 6 หลัก นอกจากนี้ ยังมีการบอกว่า "ทุกคนไม่ต้องห่วงเรื่องคะแนน เพราะคะแนนของเราจะมาจากกลุ่มอื่น จังหวัดอื่น ที่เขาวางระบบไว้แล้ว" และการไม่ลงคะแนนให้ตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น "เพราะระบบเขาเซ็ตไว้แบบนี้ ถ้ามีการลงคะแนนให้ตัวเอง ระบบมันจะมีความคลาดเคลื่อน เพราะเขาใช้คอมพิวเตอร์"

นายมนตรีระบุว่า โพยที่ให้จด 3 ใบ ซึ่งเป็นลายมือของตนเองและเพื่อนอีก 2 คนในกลุ่มเดียวกัน มีตัวเลขตรงกันทุกตัวใน 20 กลุ่มอาชีพ นายมนตรีรู้สึกไม่สบายใจที่ต้องได้คะแนนเป็นศูนย์ ซึ่งจะทำให้ขายหน้าเพื่อน จึงตัดสินใจไม่กาตามโพยทั้งหมด โดยเขาเล่าว่ามี สว. ปัจจุบัน อย่างนายณัฐกิตติ์ โหโรจน์ และนายวิรัช รักพันธ์ มาขอโทษภายหลังว่าต้องเลือกตามโพยที่กามาให้ 5 คนในกลุ่มของตนเอง เพราะหากเลือกนอกเหนือจากนั้น ก็จะไม่ได้เป็น สว.

นายมนตรีกล่าวว่า เสื้อสีเหลืองที่นำมาแสดงในวันนี้ ก็คือเสื้อที่ผู้จัดการทีมจัดซื้อมาแจกให้ผู้สมัครได้ใส่ในวันเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของ "ทีมเดียวกัน" เขาตั้งใจจะเก็บเงินสด 20,000 บาทนี้ไว้จนกว่า สว. ชุดนี้จะ "ฌาปนกิจ" (ถูกปลดออกจากตำแหน่ง) จึงจะนำไปทำบุญ โดยเชื่อว่าตนเองได้รับเงินน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจาก นายก น.หนู ปาดหัวคิวไป 100,000 บาท จาก 200,000 บาท ที่ตกลงกันไว้ ซึ่งปัจจุบันคนในพื้นที่ยังคงทวงเงินอีก 100,000 บาท ที่ไม่ได้รับ

 นายมนตรียืนยันว่า ตนเองไม่กลัวอิทธิพลที่เข้ามาเสนอเงินเพื่อให้ตนหยุดเปิดเผยข้อมูล เพราะถือว่าการกระทำครั้งนี้เป็นการ "ทำลายระบอบประชาธิปไตย" และเรียกร้องให้มีการสอบสวน สว. และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเงิน 20,000 บาทในห้อง 706 โรงแรมอัศวิน และขอให้มีการนำภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมมาเป็นหลักฐาน

จี้ กกต.กล้าเปิดหีบ

หลังจากรับฟังคำให้การของพยาน นายพริษฐ์ได้เชิญนักวิชาการและอดีตนักการเมือง อาทิ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (อดีตรัฐมนตรียุติธรรม), นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ร่วมแสดงความคิดเห็น

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรียุติธรรม 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง แสดงความเห็นว่าคดีนี้คือการ "ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" อย่างชาญฉลาด โดยใช้ สว. เป็นเครื่องมือในการควบคุมองค์กรอิสระและบงการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

พ.ต.อ.ทวีชี้ว่า กกต. มีโอกาสสำคัญในการ "ทำความสะอาดการเลือกตั้ง" ด้วยการ "เปิดหีบบัตร" ตรวจสอบคะแนน โดยเฉพาะรอบบ่ายทั้งหมด ซึ่งหากพบว่ามีการกาเลือกเหมือนกัน 5 เบอร์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ตามหลักคณิตศาสตร์และนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยยอมรับวิธีการนี้มาแล้ว

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า กกต. ได้ออกระเบียบการได้มาซึ่ง สว. ข้อ 122 ซึ่งกำหนดให้ใช้หมายเลขผู้สมัครตั้งแต่อำเภอ จังหวัด และประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้ "โพย" ไม่เป็นความลับ และเป็นการข่มขืนใจให้กาตามโพย ขัดต่อหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 ทั้งนี้ส่วนตัวขอตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณที่ กกต. ใช้ในการสนับสนุนการเลือก สว. ที่สูงถึง 206 ล้านบาท สำหรับผู้สมัครไม่ถึง 50,000 คน ในขณะที่การเลือกตั้ง สส. มีค่าใช้จ่ายด้านการสนับสนุนเพียง 1.3 ล้านบาท สำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 40 ล้านคน

พ.ต.อ.ทวีเสริมว่า คดีนี้ถูกรับเป็นคดีพิเศษในศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่ามีกลุ่มผู้กระทำผิด 6-7 กลุ่ม และมีการใช้คนรุ่นใหม่ศึกษา กกต. เพื่อหาวิธีการฮั้ว โดยหลักฐานทั้งหมดอยู่ใน กกต. และเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ กกต. ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังชี้ว่ากลุ่มที่มีโพยจะมีคะแนนสูงขึ้น 50-70% ขณะที่กลุ่มที่ไม่มีโพยจะได้เพียง 10-20% ซึ่งเป็นไปไม่ได้ตามธรรมชาติ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.

 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กล่าวชื่นชมพรรคร่วมฝ่ายค้านที่จัดกิจกรรมเปิดโปงขบวนการฮั้ว สว. ในวันนี้ และเตือน กกต. ชุดปัจจุบันว่าหากตัดสินคดีอย่างไม่ตรงไปตรงมา จะไม่มีที่ยืนในสังคม นายสมชัยได้สรุปพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายจากการรับฟังคำให้การของพยานเป็น 8 กรณี ดังนี้:

  1. การจ้างสมัคร: ผิดกฎหมาย เพราะเป็นการให้ประโยชน์เพื่อแลกกับการให้คะแนน

  2. การจัดเลี้ยง จัดหาที่พัก ออกค่าเดินทาง: ผิดกฎหมาย เพราะถือเป็นการให้สัญญาว่าจะให้ประโยชน์ ซึ่งในการเลือกตั้ง สส. หรือ สว. การให้สิ่งของหรือผลประโยชน์เหล่านี้ถือว่าผิดกฎหมาย

  3. การแลกเปลี่ยนคะแนน: ผิดกฎหมาย ศาลฎีกาเคยชี้ว่าเพียงแค่พูดคุยแลกเปลี่ยนคะแนนกันก็ถือว่าผิดแล้ว

  4. การเสนอผลประโยชน์ (เช่น ตำแหน่งผู้ช่วย สว.): ผิดกฎหมาย เพราะเป็นการให้สัญญาว่าจะให้ประโยชน์

  5. การจัดตั้งเป็นคณะบุคคล วางแผนดำเนินการ: ผิดกฎหมาย ศาลฎีกาเคยตัดสินกรณีการจัดตั้งเล็กๆ 5 คน ก็ยังถือว่าผิดและตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี

  6. การมี "โพย": ไม่ผิดในตัวเอง หากเป็นการจดจำส่วนตัว แต่จะผิดหากเป็นโพยสำเร็จรูปที่มาจากขบวนการจัดตั้ง เพื่อให้ได้คะแนนและมีประโยชน์เกี่ยวข้อง

  7. ผู้ที่ได้คะแนนตามโพย: ไม่ผิดในตัวเอง ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นไปเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว

  8. สส. หรือพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว.: ผิดกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว และหากถึงขั้นบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อาจนำไปสู่การยุบพรรคและการพ้นจากตำแหน่ง สส. ได้ นายสมชัยย้ำว่า หาก กกต. มีหลักฐานชัดเจนเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการ ก็เท่ากับว่า กกต. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีกับ กกต. ได้

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. 

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กล่าวแสดงความตกใจกับความเลวร้ายของขบวนการฮั้ว สว. ที่ได้รับรู้ในวันนี้ โดยระบุว่ามัน "เลวกว่าที่คิดเยอะ" และได้เปรียบเทียบกับประสบการณ์ของตนเองสมัยเป็น สว. ที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2543 ซึ่งถูกแทรกซึมและแทรกซื้อโดย "ระบอบทักษิณ" ผ่านการใช้ "โพย" ในการเลือกองค์กรอิสระ

นายเจิมศักดิ์กล่าวว่า ข้อมูลที่พยานทั้ง 4 ท่านเล่ามานั้นมีหลายประเด็นที่เป็น "ของใหม่" เช่น การเก็บเกี่ยวผู้สมัครระหว่างทาง การหลอกล่อด้วยคำสัญญาต่างๆ รวมถึงการหลอกให้ผู้สมัครไม่ลงคะแนนให้ตัวเองโดยอ้างว่าระบบคอมพิวเตอร์จะจัดสรรคะแนนให้ ซึ่งสะท้อนถึงการเรียนรู้และถ่ายทอดพฤติกรรมจากพรรคการเมืองในอดีตและปัจจุบัน นายเจิมศักดิ์เห็นว่ามูลเหตุจูงใจในการฮั้ว สว. ครั้งนี้ชัดเจนที่สุด คือการ "กินรวบ" อำนาจรัฐ โดยใช้ สว. เป็นเครื่องมือในการเลือกองค์กรอิสระและรับรองบุคคลสำคัญ เพื่อผูกขาดอำนาจรัฐโดยระบบทุน ซึ่งไม่ต่างจากการเป็นเผด็จการโดยปืน แต่เป็น "เผด็จการโดยทุน" ที่มีเครือข่ายแยบยล

นายเจิมศักดิ์ยังย้ำว่า รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีการเลือก สว. แบบเลือกกันเองในระดับอำเภอ จังหวัด และเลือกไขว้ ได้เปิดช่องให้คนที่มีเครือข่ายและเงินมหาศาลสามารถจัดการได้ และเรียกร้องให้ กกต. ตรงไปตรงมาด้วยการส่งเรื่องทั้งหมดของ 229 คนที่ถูกกล่าวหาไปยังศาลฎีกา ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของ สว. และการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบจริยธรรมของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม นายเจิมศักดิ์แสดงความไม่มั่นใจใน กกต. เนื่องจากปัจจุบันถูกควบคุมโดยฝ่ายการเมือง และคาดการณ์ว่า กกต. อาจเลือกดำเนินคดีเพียงบางส่วนเพื่อลดแรงกดดัน

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการ 

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ชี้ว่า การเลือก สว. ต้องเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจาก สว. มีหน้าที่สำคัญในการเลือกองค์กรอิสระ กกต. มีอำนาจตรวจสอบทั้งก่อนและหลังการประกาศผล หากพบความผิดปกติ ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกา และหากมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องส่งดำเนินคดีอาญาผ่าน DSI

นายปริญญากล่าวถึงกรณี "โพย" ว่าโดยลำพังแล้วไม่ถือเป็นความผิด แต่หากเชื่อมโยงกับหลักฐานอื่น ก็เป็นเครื่องยืนยันว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เขาชี้ว่า กกต. ตามรัฐธรรมนูญมีอำนาจทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผล แต่ปัญหาคือ กกต. ชุดอนุกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 และชุดวินิจฉัยชุดที่ 36 ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ได้ดำเนินการให้คืบหน้า

นายปริญญาได้ตั้งคำถามถึงการทำงานของ กกต. โดยอ้างอิง พ.ร.บ. กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานด้านกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565 ที่ระบุว่าเลขาธิการ กกต. ต้องส่งสำนวนภายใน 1 ปี และ กกต. 7 ท่านต้องสรุปภายใน 90 วัน รวมถึงหน้าที่ต้องแจ้งเหตุล่าช้าให้ผู้ร้องทราบ ซึ่ง กกต. ไม่เคยแจ้งเลย ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว หาก กกต. ไม่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ผู้เสียหายจะไม่มีสิทธิ์ฟ้องตรง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้มีแต่ กกต. เท่านั้นที่ส่งได้ แต่ในคดีอาญา หาก DSI ไม่สั่งฟ้อง ผู้เสียหายสามารถฟ้องเองได้ นายปริญญาได้เสนอแนวทางให้ใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ขอสำนวนการสอบสวนชุดที่ 26 เพื่อตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม นายสมชัยมองว่าอาจทำได้ยาก และเสนอให้ผู้ที่เคยให้ปากคำกับชุด 26 ออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิด "สำนวนประชาชน"

นายปริญญาย้ำว่า มาตรา 69 ของ พ.ร.ป. กกต. กำหนดให้ กกต. ต้องรับผิดชอบหากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยไม่จำเป็นต้องมีเจตนาพิเศษเช่นเดียวกับมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น หาก กกต. ไม่ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดเมื่อหลักฐานชัดเจน ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสิทธิในการฟ้องร้องจะตกมาที่ผู้เสียหายทันที

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ฮั้วเลือกตั้ง สว.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คำรับสารภาพ 'นายหน้า'คดีโกงสอบ รู้จัก 'พิชิต' ช่วยหาลูกค้าหัวละ 3.5 ส.
คำรับสารภาพ 'นายหน้า'คดีโกงสอบ รู้จัก 'พิชิต' ช่วยหาลูกค้าหัวละ 3.5 ส.