"...การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อธิบายวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยการโยงจับชื่อผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาจากรายชื่อหนึ่งไปยังอีกรายชื่อหนึ่งบนกระดาษสีขาวที่ติดไว้ที่หน้าต่างกระจกตามภาพถ่ายในเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 60 และหน้าที่ 61 นั้น ไม่ใช่เพียงการอธิบายวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยยกตัวอย่างประกอบ หรือเพียงการยกชื่อของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในที่ประชุมดังกล่าวมาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อต้องการให้ผู้ที่เข้ารับฟังเข้าใจยิ่งขึ้นตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวอ้าง..."
สืบเนื่องจากสำนักข่าว Next News นำเสนอคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 19/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 66/2569 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ ผู้คัดค้าน ซึ่งนายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น ที่พิพากษา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของนายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นเวลา 10 ปี มีใจความสำคัญ คือ ศาลพร้อมจะรับฟังข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีลักษณะเป็น "เครือข่ายจัดตั้ง" (Organized Election-Rigging Scheme) มิใช่เพียงการตกลงแลกคะแนนกันเป็นรายคู่หรือรายกลุ่มย่อยแบบธรรมดา ๆ ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเคยมีคำพิพากษาคดีเลือก สว. ที่มีลักษณะเป็นการ "จับคู่แลกคะแนน" มาแล้วหลายคดี แต่คดีนี้มีลักษณะแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เพราะศาลรับฟังว่ามีผู้วางแผน ผู้ประสานงาน ผู้จัดหาผู้สมัคร ผู้สนับสนุนเงิน และผู้สั่งการลงคะแนน จนเกิดเป็นการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบครบวงจร

เปิดคำพิพากษาตัดสิทธิ 10 ปี 'กำพล' ทุจริตเลือกสว.-จ้างคนสมัครโหวตให้
สำนักข่าว Next News จึงสืบค้นข้อมูลคำพิพากษาในคดีทุจริตเลือก สว. เพิ่มเติม ว่ามีการทุจริตในลักษณะข้างต้นหรือการทุจริตที่คล้ายกันหรือไม่ จากการสืบค้นพบคำพิพากษาเกี่ยวกับการทุจริตเลือก สว. ที่น่าสนใจจึงนำมาเรียบเรียงและรายงานให้สาธารณชนด้รับทราบโดยทั่วกัน
คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษาในคดีเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นกรณีการรวมกลุ่มเพื่อตกลงแลกเปลี่ยนคะแนนโดยมีการวางแผนและแนะนำวิธีลงคะแนนอย่างเป็นระบบที่บ้านพักของนักการเมืองท้องถิ่น มีรายละเอียด ดังนี้
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 5/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 50/2568 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง กับ นายหาญ โพธิ์งาม ผู้คัดค้านที่ 1 และ นายเอกชัย เกรียงธนบดี ผู้คัดค้านที่ 2 เรื่อง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
@ กกต. ร้อง 'หาญ-เอกชัย' วางแผนแลกคะแนน-เขียนลูกศรโยงชื่อผู้สมัครสว.
สรุปคำร้อง: ผู้ร้องได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 นายหาญ (ผู้คัดค้านที่ 1) ผู้สมัคร สว. อำเภอประจันตคาม และผู้สมัครคนอื่น ๆ ได้มาร่วมประชุมกันที่บ้านของ นายเอกชัย (ผู้คัดค้านที่ 2) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานสภาเทศบาลตำบลโพธิ์งาม เพื่อวางแผนลงคะแนนให้แก่กันในการเลือกระดับอำเภอ โดยมีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน และมีการเขียนลูกศรโยงรายชื่อผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มที่ 6 ไปยังอีกรายชื่อหนึ่ง
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งสองกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามคำร้องหรือไม่
@ หลักฐานชัด ผู้คัดค้านนัดประชุมวางแผนทุจริตเลือก สว.
จากการไต่สวนพยาน พฤติการณ์จึงน่าเชื่อว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อธิบายวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาต่อหน้าผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาที่เข้าร่วมประชุมในวันเวลาและสถานที่ที่เกิดเหตุ เป็นการตระเตรียมวางแผนกันมาก่อน โดยมีการชักชวนกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภามาร่วมประชุม มิใช่เกิดขึ้นโดยฉับพลันทีเดียวโดยไม่ได้ทราบล่วงหน้าหรือมีการตระเตรียมหรือวางแผนกันมาก่อนดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวอ้าง ข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า การอธิบายวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นการยกตัวอย่างประกอบการอธิบาย ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้แนะนำ ชี้นำ จูงใจให้ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะนั้น เมื่อพิเคราะห์คลิปวีดีโอในแผ่นซีดีวัตถุพยานหมาย ภาพถ่ายในเอกสารหมาย ประกอบบันทึกถอดเทปการสนทนา ที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวถ้อยคำในนาทีที่ 0.26 ถึง 0.33 ว่า “ทำสัญลักษณ์เลือกบุญเรือนเลือกจรัญ แล้วก็ประพิษจับคู่กับลำยอง”
ในนาทีที่ 1.44 ถึง 1.58 ว่า “แต่ถ้าตกใจเดี๋ยวจะโดนใบแดง ซึ่งมันต่างกลุ่มต่างก๊วนเพราะฉะนั้นจะทำไว้เลย เดี๋ยวผมพูดเพราะเวลาเช็คคะแนนบางครั้งมันรู้ แต่บางครั้งมันไม่รู้หรอก”
และในนาทีที่ 2.38 ถึง 3.37 ว่า “ก็ไปหาให้ได้อีกสองคน สองคนเรากลายเป็นสี่ สี่มีโอกาสเข้าแน่ ๆ ในรอบสอง ซึ่งถ้าเราบอกอย่างนี้ ก็หมายความว่าเราต้องการให้ก๊วนของเราให้ได้อยู่รอบสองหลายคน”
ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งว่า ข้อความตามบันทึกถอดเทปการสนทนาไม่ถูกต้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่ออ่านข้อความดังกล่าวประกอบกันแล้วย่อมทำให้วิญญูชนทั่วไปที่ได้เห็นและอ่านข้อความดังกล่าวเข้าใจได้ว่าเป็นถ้อยคำที่มีลักษณะต้องการให้ผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาจับคู่ผู้เข้าร่วมประชุมอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันให้เลือกกันเอง เพื่อจะได้มีตัวแทนในกลุ่มได้เป็นตัวแทนเข้าไปเลือกในระดับจังหวัด สอดคล้องกับที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวว่า ถ้าเพิ่มอีกสองคน เรากลายเป็นสี่มีโอกาสเข้ารอบแน่
@ พยานเบิกความ ผู้เข้าร่วมประชุมไม่รู้จักกันมาก่อน
นอกจากนี้ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับถ้อยคำที่นายสมศักดิ์กล่าวในคลิปวีดีโอที่ 2 ในแผ่นซีดีวัตถุพยานหมายว่า “อาจารย์ครับ ขออนุญาตครับ ผมอยากให้สมาชิกของเรากลุ่มหนึ่งได้ออกไปยืนข้างหน้าดูหน้าดูตากัน เพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้ใครอยู่เป็นโซนของเราหรือเปล่า เอากลุ่มหกมายืนเข้าแถวเลยครับ แล้วกลุ่มสองไปยืนเข้าแถวจะได้ดูกัน เพราะเราไม่รู้ว่ามันอยู่ในก๊วนเราหรือเปล่า มาอ่านอย่างนี้ไม่รู้เรื่องหรอกครับ” ในส่วนนี้นายสมศักดิ์เบิกความเจือสมรับว่าเป็นบุคคลที่ปรากฏในคลิปวีดีโอดังกล่าวและเป็นผู้กล่าวถ้อยคำตามบันทึกถอดเทปการสนทนาจริง โดยเบิกความว่า เนื่องจากมีผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาต่างอำเภอมาร่วมประชุมด้วย พยานไม่รู้จักผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด จึงเสนอให้ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาที่กลุ่มเดียวกันไปยืนด้านหน้า เพื่อจดจำใบหน้ากันได้
สอดรับกับคำเบิกความของนายบัวลา นายทองดี นายสมศักดิ์ นางประพิษ และนางลำยอง ที่ต่างเบิกความว่า ผู้ที่เข้าร่วมประชุมต่างไม่รู้จักกันมาก่อน รู้จักเพียงบางคนเท่านั้น และบางคนไม่ใช่คนในพื้นที่ตำบลโพธิ์งาม เมื่อบุคคลที่เข้าร่วมประชุมมีจำนวนกว่า 40 คน และต่างเป็นผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาต่างกลุ่ม ต่างอาชีพ และต่างพื้นที่กัน เมื่อไม่รู้จักกันมาก่อน นายสมศักดิ์จึงเสนอให้มีการออกไปยืนแสดงตัวตามกลุ่มเพื่อให้ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาได้รู้จักกันและทราบว่าเป็นกลุ่มพรรคพวกเดียวกัน
@ การโยงชื่อผู้สมัครรายหนึ่งไปอีกรายหนึ่ง ไม่ใช่การอธิบายวิธีเลือก สว.
พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อธิบายวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยการโยงจับชื่อผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาจากรายชื่อหนึ่งไปยังอีกรายชื่อหนึ่งบนกระดาษสีขาวที่ติดไว้ที่หน้าต่างกระจกตามภาพถ่ายในเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 60 และหน้าที่ 61 นั้น ไม่ใช่เพียงการอธิบายวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยยกตัวอย่างประกอบ หรือเพียงการยกชื่อของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในที่ประชุมดังกล่าวมาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อต้องการให้ผู้ที่เข้ารับฟังเข้าใจยิ่งขึ้นตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวอ้าง เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่รู้จักบุคคลตามรายชื่อที่ปรากฏในภาพถ่ายในเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 61 ทุกคนเท่านั้น แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องการให้ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาที่เข้าร่วมประชุมเลือกผู้สมัครอื่นในกลุ่มพรรคพวกเดียวกัน เพื่อจะได้มีตัวแทนของกลุ่มพรรคพวกของตนได้รับเลือกเข้าไปใช้สิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาในระดับจังหวัดต่อไป ถือเป็นการแนะนำ ชี้นำ จูงใจให้ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะ เป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ต้องการคนดี มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่หลากหลายของสังคมเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในวุฒิสภาเสียไป และยังส่งผลให้ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาที่เข้าร่วมประชุมไม่มีอิสระในการเลือกผู้สมัครอื่นตามที่ตนต้องการ ทำให้ระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่อาจได้ตัวแทนของประชาชนโดยแท้จริง อันไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 107
การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นการทุจริตในการเลือกอันทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ว่าผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในระดับอำเภอ กลุ่มที่ 12 ไม่เป็นไปตามสิ่งที่ผู้คัดค้านที่ 1 ยกตัวอย่างอธิบายต่อที่ประชุมในกระดาษตามภาพถ่ายในเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 60 และหน้าที่ 61 ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง
@ คำเบิกความขัดแย้งหลักฐาน ข้ออ้างไม่อยู่ในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น
ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 นั้น พยานผู้ร้องปากนายทองดี ทรัพย์มั่น และร้อยตำรวจโทพิสิฏฐ์ชล แสงจำ เบิกความว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 กล่าวแนะนำตัวต่อที่ประชุม นายหมี ชาวดร สอบถามที่ประชุมว่า บุคคลใดต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล แล้วผู้คัดค้านที่ 1 ขึ้นมาอธิบายวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความว่า พยานเดินทางไปถึงบ้านของผู้คัดค้านที่ 2 หลังจากนายหมีกล่าวทักทายต่อที่ประชุมเสร็จแล้ว โดยขณะที่ไปถึงที่ประชุมมีกระดาษสีขาวติดไว้ที่หน้าต่างกระจกอยู่แล้ว
แสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้คัดค้านที่ 2 และนายหมีพูดคุยต่อที่ประชุมแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 จึงอธิบายวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามลำดับ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ภาพถ่าย ปรากฏแผ่นกระดาษสีขาวติดอยู่บนหน้าต่างกระจกซึ่งตรงกับภาพถ่ายที่ผู้คัดค้านที่ 1 ใช้เขียนอธิบายโยงเส้นจับคู่ชื่อผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภารายหนึ่งไปยังอีกรายชื่อหนึ่ง ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความรับว่าเป็นบุคคลที่ปรากฏในภาพถ่ายดังกล่าวจริง
ดังนั้น ที่ผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 กล่าวแนะนำตัวต่อที่ประชุมเสร็จก็เดินทางออกจากบ้านไปทันที และเบิกความตอบผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องถามว่า ขณะที่ผู้คัดค้านที่ 2 กล่าวแนะนำตัวต่อที่ประชุมไม่มีการติดกระดาษสีขาวที่หน้าต่างกระจก โดยอ้างทำนองว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่อยู่ในขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 อธิบายเรื่องวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และไม่เห็นกับการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความว่าผู้คัดค้านที่ 2 เดินทางออกจากบ้านภายหลังแนะนำตัวเสร็จ จึงขัดแย้งกับพยานหลักฐานที่ปรากฏตามภาพถ่ายในเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 60 โดยผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในบริเวณที่ประชุมด้วย ซึ่งในขณะนั้นมีกระดาษสีขาวที่ติดไว้ที่หน้าต่างกระจกพร้อมด้วยข้อความที่ผู้คัดค้านที่ 1 โยงเส้นจับคู่เพื่ออธิบายต่อที่ประชุม ตามที่ปรากฏในภาพถ่ายเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 61 และหน้าที่ 62 พยานหลักฐานผู้ร้องจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ด้วยในที่ประชุมขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการอันเป็นความผิดดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้น
ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างที่ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่อยู่ด้วยในขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 พูดคุยจึงไม่สมเหตุสมผล นอกจากนี้ นางประพิษ บุญเบี้ยว เบิกความว่า พยานรู้จักและเคยไปที่บ้านของผู้คัดค้านที่ 2 ในวันเกิดเหตุพยานไปที่บ้านของผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อประชุมเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และเบิกความตอบทนายผู้คัดค้านทั้งสองขออนุญาตศาลถามว่า ขณะที่พยานอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอประจันตคาม พยานให้เพื่อนโทรศัพท์ติดต่อผู้คัดค้านที่ 2 ขอใช้สถานที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 จัดประชุม ผู้คัดค้านที่ 2 บอกว่าไม่เป็นไร สอดคล้องกับที่ร้อยตำรวจโทพิสิฏฐ์ชลเบิกความว่า พยานเห็นผู้คัดค้านที่ 2 สั่งให้คนงานย้ายรถออกจากโรงจอดรถเพราะต้องใช้เป็นสถานที่อธิบายวิธีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยพยานคาดว่าน่าจะมีผู้ใดหนึ่งขอใช้โรงจอดรถในบ้านของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นสถานที่จัดประชุม
@ เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง 10 ปี
พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 2 รับรู้ด้วยในการประชุมดังกล่าวที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่ได้อยู่ในขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 อธิบายเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักและขัดแย้งกับพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวน คดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 รู้เห็นกับการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 อันเป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม จึงให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 226 วรรคสาม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายหาญ โพธิ์งาม ผู้คัดค้านที่ 1 และนายเอกชัย เกรียงธนบดี ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา




