“รังสิมันต์ โรม” เปิดผล กมธ.กฎหมาย ชี้ปมทุจริตสอบท้องถิ่นไร้คืบหน้า เผย สถ.-มศว. พบพิรุธ แต่ไม่ปรากฎความชัดเจนกระบวนการกฎหมาย จี้ “ภูมิใจไทย-นายกฯ” เปิดใจรับฝ่ายค้าน-ปชช. ตรวจสอบ ไม่ใช่ปิดปาก
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนและประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน แถลงผลการประชุมกรรมาธิการฯ กรณีการตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการปกครอบส่วนท้องถิ่น โดยกล่าวว่าว่าแก่นสารสำคัญที่สุดคือการค้นหาผู้รับผิดชอบต่อกรณีที่ผู้สอบกว่า 5,960 รายมีข้อมูลว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งตนได้เรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นต้นสังกัดของนายกรัฐมนตรี และตัวนายกรัฐมนตรีเอง มีใจกว้าง เปิดรับการตรวจสอบจากภาคประชาชนและฝ่ายค้าน อย่าดำเนินคดีเพื่อปิดปากผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ เพราะการกระทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เรื่องราวเลวร้ายลง และทำให้สังคมเกิดความสงสัยในตัวผู้นำมากขึ้น นายรังสิมันต์เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญกว่าการปิดปากประชาชนคือการใช้อำนาจที่มีในการจัดการกับปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง
นายรังสิมันต์กล่าวว่า จุดโฟกัสสำคัญของการทุจริตครั้งนี้คือการประกาศรายชื่อผู้สอบได้ที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งหมายความว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ เพื่อให้ผู้ที่สอบไม่ได้กลายเป็นผู้สอบได้ ข้อมูลที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญอยู่ในแฟลชไดรฟ์ ซึ่งมีการส่งมอบให้กับทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ดังนั้น การทุจริตในคดีนี้จึงมีความเป็นไปได้ 3 ฉากทัศน์ คือ สถ.ทุจริต, มศว.ทุจริต หรือร่วมกันทุจริต โดยแต่ละกรณีอาจมีผู้บริหารระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง
จากการตรวจสอบ พบว่าทั้ง สถ.และ มศว. ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดใน TOR ครบถ้วน ตัวอย่างเช่น มศว. ได้มีการแบ็กอัพข้อมูลเก็บเอาไว้ ทั้งที่ใน TOR ไม่ได้มีการกำหนดให้แบ็กอัพข้อมูล ซึ่งทาง มศว. อ้างว่าเป็นการทำตามมาตรฐานที่สูงกว่าและทาง สถ. ก็รับรู้รับทราบ นอกจากนี้ ในการประกาศรายชื่อ จะต้องมีการลงตราสแตมป์ของ มศว. ซึ่งปรากฏว่าทาง สถ. เป็นผู้ขอให้ มศว. ลงตราสแตมป์ ซึ่งจุดนี้เป็นส่วนสำคัญของการประกาศรายชื่อเท็จ
บุคคลที่เกี่ยวข้องตามคำให้การของฝ่าย มศว. ประกอบด้วย นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดี สถ. ในเวลานั้น ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการประกาศรายชื่อ และนายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. ซึ่งตามหลักการแล้ว จะต้องเป็นผู้รับมอบแฟลชไดรฟ์ด้วยตัวเอง แต่กลับมีการขอให้ มศว. นำแฟลชไดรฟ์มาส่งที่กรุงเทพฯ
นายรังสิมันต์ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าด้านการดำเนินคดีว่า มี 5 รายชื่อที่มีการตั้งกรรมการสอบวินัย แต่ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีอาญาหรือร้องทุกข์กล่าวโทษใดๆ ความคืบหน้าจากฝ่ายตำรวจมีเพียงการออกหมายเรียกผู้อำนวยการที่รับผิดชอบการสอบของฝั่ง มศว. และบริษัท จันทร์วาณิชย์ ที่รับผิดชอบเรื่องการพิมพ์ แต่ยังไม่มีการออกหมายเรียกอธิบดี สถ. หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในฝั่งกระทรวงมหาดไทยเลย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 11 นาย ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไฟล์สแกนกระดาษคำตอบของผู้สมัครกว่า 5,960 คน ก็ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือหมายจับใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้บุคคลเหล่านี้ยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ส่วนความคืบหน้าในการยึดอายัดทรัพย์สินจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็ยังไม่มีข้อมูลใดๆ เนื่องจากคดีอาญายังไม่มีความก้าวหน้าเพียงพอ
นายรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดการดำเนินการทางคดีของฝั่งกระทรวงมหาดไทยจึงล่าช้ามาก ทั้งที่ข้อมูลแฟลชไดรฟ์ซึ่งเป็นต้นตอของการกระทำความผิดก็อยู่ในความครอบครองของทั้ง มศว. และ สถ. แต่กลับมีการดำเนินการทางคดีที่ก้าวหน้าที่สุดคือการออกหมายเรียกเฉพาะฝั่ง มศว. เท่านั้น โดยไม่มีการออกหมายเรียกหรือดำเนินการใดๆ กับบุคคลในฝั่ง สถ. รวมถึงปลัดกระทรวงหรือประธาน กสถ. ก็ไม่มีการสอบข้อเท็จจริงหรือสอบวินัยแต่อย่างใด
ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุทิ้งท้ายว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เริ่มตกผลึกชัดเจนแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปคือการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ โดยทาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับปากว่าจะนำข้อมูลตามแฟลชไดรฟ์ไปตรวจสอบกับกระดาษคำตอบจริง เพื่อยืนยันว่ามีความผิดจริงหรือไม่ และจำนวนผู้เกี่ยวข้องจะจำกัดอยู่แค่ 5,960 รายชื่อหรือไม่
นายรังสิมันต์ยืนยันว่า กรรมาธิการจะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป แม้จะทำงานด้วยความยากลำบาก และจะตรวจสอบว่าหน่วยงานอย่างตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และ ป.ป.ช. ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มความสามารถแล้วหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้มีการขยายผลการสอบสวนไปยังเจ้าหน้าที่ อปท. ทั้ง 11 นาย และผู้บริหารระดับสูงที่อาจเกี่ยวข้องทั้งในส่วนราชการและมหาวิทยาลัย มิฉะนั้นจะกลายเป็นการ "เล่นปาหี่" ที่ไม่ได้นำไปสู่การจัดการปัญหาที่แท้จริง
"ผมขอตั้งคำถามถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลว่า เหตุใดหลายองค์กรที่อยู่ภายใต้การดูแล เช่น ปปง. ตำรวจ และ สถ. ซึ่งสังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ถึงยังไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาทุจริตนี้ และใครควรต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้" สส.พรรคประชาชนกล่าว
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




