กรรมการ กสทช.ทั้งสามคนมีเจตนาชัดเจนที่จะเข้าประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่...ตราบใดที่ศาลปกครองยังไม่มีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น หรือองค์กรอื่นใดที่จะมีอำนาจตามกฎหมายที่จะยกเลิก เพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมมีผลตามกฎหมาย..กรรมการกสทช. 3 คน ดังมีรายนามตามที่ลงลายมือชื่อข้างท้ายบันทึกข้อความที่ สทช. 1002/145 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ได้พยายามหาทางแก้ไขปัญหาด้วยการขอนัดหารือร่วมกันเป็นการภายในระหว่างกรรมการ กสทช. ที่เหลือทั้ง 6 ท่าน
สืบเนื่องจากกรณีการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 5 และ 6 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ประชุมล่มเนื่องจากกรรมการ กสทช. จำนวน 3 คน ได้แก่ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภัชลาศัย ได้ตัดสินใจปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมและเดินออกจากห้องประชุมเพื่อแสดงจุดยืนสงวนสิทธิ์ เนื่องจากกังวลถึงสถานะทางกฎหมายในการทำหน้าที่ประธานการประชุมของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วว่าสละสิทธิและขาดคุณสมบัติ ซึ่งการร่วมประชุมและลงมติใด ๆ ร่วมกับผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอาจก่อให้เกิดความผิดทางกฎหมายปกครองและกฎหมายอาญาได้

'หมอสรณ'ย้ำ กก.กสทช.ไม่มีสิทธิลงมติ ปธ.หยุดทำหน้าที่ หลังประชุมล่มรอบ3
'หมอสรณ'ย้ำ กก.กสทช.ไม่มีสิทธิลงมติ ปธ.หยุดทำหน้าที่ หลังประชุมล่มรอบ3
ประชุมบอร์ด กสทช. ล่มซ้ำ 'หมอสรณ' อ้างไม่มี กม.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
สำนักข่าว Next News ขอนำเสนอคำชี้แจงและสงวนสิทธิที่จะไม่เข้าร่วมประชุมและลงมติร่วมกับผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของกรรมการ กสทช. ทั้ง 3 คน โดยมีรายละเอียดฉบับเต็มดังนี้
คำชี้แจงและสงวนสิทธิที่จะไม่เข้าร่วมประชุมและลงมติร่วมกับผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
1. กรรมการ กสทช.ทั้งสามคนมีเจตนาชัดเจนที่จะเข้าประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่เพราะตระหนักดีถึงภารกิจในการพิจารณาวาระการประชุมที่มีความสำคัญจำเป็นเร่งด่วนและส่งผลกระทบกว้างขวาง แต่การที่บุคคลที่กรรมการสรรหากสทช.วินิจฉัยเป็นที่สุดแล้ว ว่าสละสิทธิมาเข้าร่วมประชุมในฐานะประธาน จึงเท่ากับว่า เป็นผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่และไม่ชอบด้วยกฎหมาย การลงมติใด ๆ โดยมีประธานที่เป็นผู้สละสิทธิแล้ว ย่อมมีความเสี่ยงต่อความผิดทางกฎหมายปกครองและกฎหมายอาญาและไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายใดใด
นอกจากนี้ การที่นพ.สรณ ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนคำวินิจฉัยหรือมติของคณะกรรมการสรรหา และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ตนเองได้ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครอง ย่อมแสดงว่า นพ.สรณ รู้อยู่แล้วว่า ตนสละสิทธิจากตำแหน่ง กสทช. ตามมติคณะกรรมการสรรหาซึ่งเป็นที่สุด และมีผลตามกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช.ได้ มิฉะนั้น ก็คงไม่ไปร้องขออำนาจศาลสั่งให้ตนได้ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครอง
2. ตราบใดที่ศาลปกครองยังไม่มีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น หรือองค์กรอื่นใดที่จะมีอำนาจตามกฎหมายที่จะยกเลิก เพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมมีผลตามกฎหมาย การที่นายแพทย์สรณซึ่งรู้ดีว่าตนเป็นผู้สละสิทธิตามกฎหมายแต่ยืนยันที่จะมาร่วมประชุมในฐานะประธานโดยมีทางสำนักงานกสทช. ซึ่งเป็นฝ่ายธุรการที่ทำหน้าที่จัดการประชุมสนับสนุน ถือได้ว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช.ที่จะต้องประชุมหารือกัน เพื่อเลือกกรรมการ กสทช.คนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว แทนนายแพทย์สรณตามระเบียบข้อบังคับการประชุมกสทช.ข้อ 26 การกระทำและการสนับสนุนใด ๆ ที่ทำให้กรรมการที่เหลือประชุมต่อไปไม่ได้ ถือว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าทึ่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138
3. กรรมการกสทช. 3 คน ดังมีรายนามตามที่ลงลายมือชื่อข้างท้ายบันทึกข้อความที่ สทช. 1002/145 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ได้พยายามหาทางแก้ไขปัญหาด้วยการขอนัดหารือร่วมกันเป็นการภายในระหว่างกรรมการ กสทช. ที่เหลือทั้ง 6 ท่าน ในการพิจารณาข้อกฎหมายและ เตรียมแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบเสียหายกว้างขวางต่อประโยชน์สาธารณะ อันสืบเนื่องจากระเบียบวาระที่คั่งค้างจำนวนมาก ซึ่งประกอบด้วย ระเบียบวาระที่มีกำหนดระยะเวลาและวาระที่มีความสำคัญ จำเป็นและเร่งด่วน โดยได้เสนอให้มีการหารือร่วมกันในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–16.00 น. หรือในวันเวลาใดก็ตามที่กรรมการทั้ง 6 ท่านสะดวกนับแต่วันที่ 1 ถึง 4 สิงหาคม 2569 ก่อนกำหนดการประชุม กสทช. ในวันที่ 5-6 สิงหาคม 2569 ซึ่งปรากฏว่ามีกรรมการท่านหนึ่งตอบตกลงที่จะร่วมหารือในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคมในช่วงเช้า ทว่ากรรมการอีกท่านหนึ่งไม่สะดวกเพราะมีเดินทางไปต่างจังหวัด และอีกท่านหนึ่งไม่มีการตอบสนองใด ๆ การหารือจึงไม่ได้เกิดขึ้นก่อนการประชุมในวันที่ 5 สิงหาคม




