ประชุม กสทช. ล่มอีก "นพ.สรณ" แถลงโต้ยันไม่สละสิทธิ์ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง อ้างหลักฐานใหม่เป็นหนังสือ ม.มหิดล ยันลาออกตั้งแต่แต่ต้นปี 65 นำหลักฐานเสียภาษี "วิชาชีพอิสระ" ยันสถานะ ไม่ใช่เงินเดือน ตั้งคำถามทำไมจี้นายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ-ไม่รอหลักฐานครบถ้วน พร้อมอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองต่อ ย้ำทำหน้าที่เต็มเวลา-เป็นแพทย์อิสระไม่ขัดแย้งคุณสมบัติประธาน
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวการประชุมสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 24/2569 วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ซึ่งประสบภาวะล่มอีกครั้ง หลังจากที่กรรมการ (กก.) กสทช. 4 คนได้แก่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต, นายศุภัช ศุภชลาศัย และนายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ได้ร่วมกันตัดสินใจเดินออกจากห้องประชุม เพื่อแสดงจุดยืนไม่ร่วมพิจารณาวาระต่าง ๆ กับ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่มีประเด็นข้อถกเถียงเรื่องลักษณะต้องห้ามทางกฎหมาย ส่วน พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร และ นายต่อพงศ์ เสลานนท์ เข้าประชุมออนไลน์ โดย นพ.สรณได้แถลงข่าวหลังจากประชุมล่มว่า
ประธาน กสทช. ได้เริ่มการแถลงข่าวด้วยการกล่าวถึงสถานการณ์ที่กรรมการบางคนไม่ได้เข้าร่วมประชุม ซึ่งส่งผลให้การประชุมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ซึ่งตนมีความหวังว่า การชี้แจงข้อเท็จจริงในวันนี้ (11 สิงหาคม) จะช่วยให้กรรมการบางคนที่ว่ากลับเข้าร่วมการประชุม เพื่อปฏิบัติงานและหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวม
ประธาน กสทช. ได้กล่าวถึงคำสั่งของศาลปกครองที่ไม่รับฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานะของตน ซึ่งตนได้ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัย กรรมการสรรหา กสทช. โดยให้เหตุผลว่าตนไม่ได้เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา นี่จึงหมายความว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวจึงไม่มีผลต่อการดำรงตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของตนแต่อย่างใด ตนขอยืนยันว่ายังคงต้องปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
นพ.สรณ ได้โต้แย้งประเด็นที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้วินิจฉัยว่าตน "สละสิทธิ์" และไม่เคยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ต้น โดยชี้แจงว่าตามหลักกฎหมาย การสละสิทธิ์จะต้องเกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ การนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคม 2565 และตนได้เริ่มเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565
ประธาน กสทช. จึงยืนยันว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ระบุว่าเป็นการสละสิทธิ์ที่มีผลผูกพันทันทีนั้น ไม่ถูกต้องตามข้อกฎหมาย
นอกจากนี้ นพ.สรณ ยังได้นำเสนอหลักฐานใหม่เพื่อยืนยันสถานะการทำงานของตน โดยระบุว่าได้รับหนังสือตอบจากมหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 หนังสือดังกล่าวระบุยืนยันว่าตนได้ลาออกจากความเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ซึ่งเป็นการยืนยันสถานะที่ชัดเจนว่าตนไม่ได้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสถาบันดังกล่าวอีกต่อไปก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง กสทช.
นพ.สรณ ได้ชี้แจงถึงสถานะการทำงานในช่วงระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนที่ตนจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยระบุว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ตนได้ประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระเฉพาะทาง เพื่อให้การดูแลและส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปตามความจำเป็น ซึ่งการปฏิบัติงานในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นการรับเงินค่าตอบแทนโดยตรงจากมหาวิทยาลัยมหิดลหรือคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ประธาน กสทช. ยังได้กล่าวว่า การประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระในโรงพยาบาลรัฐเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ โดยมีกรณีตัวอย่างของอาจารย์แพทย์ที่เกษียณอายุแล้ว หรือแพทย์จากภาคเอกชนที่เข้ามาปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันนี้
นพ.สรณ ยังได้เปิดเผยข้อมูลหลักฐานการแจ้งเสียภาษีเงินได้ประจำปี 2565 ซึ่งยืนยันว่ารายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2565 นั้น เป็นรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ซึ่งตามประมวลรัษฎากรจัดอยู่ในประเภทเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ไม่ใช่รายได้ประเภทเงินเดือนหรือค่าจ้างตามมาตรา 40 (1) โดยประธาน กสทช. ระบุว่าสามารถให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีมาให้ข้อมูลและอธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้ หากมีความต้องการ
ประธาน กสทช. ได้ตั้งข้อสังเกตและฝากคำถามผ่านสื่อมวลชนไปยังคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยมีประเด็นสำคัญหลายประการ:
เหตุใดคณะกรรมการสรรหาจึงไม่ได้รอหนังสือตอบยืนยันจากมหาวิทยาลัยมหิดลก่อนที่จะดำเนินการสรุปผลการพิจารณาคุณสมบัติ
มีการตั้งข้อสังเกตถึงความเร่งรีบในการสรุปผลการพิจารณา โดยมีการนัดประชุมถึง 4 ครั้ง และใช้เวลาดำเนินการเพียง 37 วัน
นพ.สรณ ตั้งคำถามว่าคณะกรรมการสรรหาได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจากหน่วยงานภาครัฐครบถ้วนหรือไม่
ประธาน กสทช. ได้กล่าวถึงประเด็นที่มีการโต้แย้งกันเองในเรื่องอำนาจของกรรมการสรรหาภายในคณะเดียวกัน และตั้งคำถามถึงบทบาทของเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการสรรหา ว่าเหตุใดจึงมีการเชิญบุคคลบางรายมาให้ข้อมูล แต่ไม่ได้เชิญบุคคลอื่น
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกสารสำคัญ โดยเฉพาะหลักฐานการแจ้งเสียภาษีจากกรมสรรพากร ซึ่งเป็นเอกสารที่สามารถยืนยันประเภทรายได้อย่างชัดเจน ประธาน กสทช. ตั้งคำถามว่าเหตุใดคณะกรรมการสรรหาจึงละเลยหรือไม่ตรวจสอบหลักฐานดังกล่าวให้ครบถ้วน ทั้งที่ตนมีหลักฐานยืนยันว่ารายได้เป็นไปตามมาตรา 40 (6) ซึ่งเป็นรายได้จากวิชาชีพอิสระ ไม่ใช่รายได้ประเภทเงินเดือนหรือค่าจ้างตามมาตรา 40 (1) ที่คณะกรรมการสรรหาได้วินิจฉัยไปก่อนหน้า
นพ.สรณ ยังได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธานกรรมการสรรหา กสทช. ขึ้นมาตั้งข้อสังเกต โดยกล่าวว่าประธานกรรมการสรรหาอาจสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งลงแล้วเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2568 เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งประธาน กสทช. เห็นว่าควรจะเป็นมาตรฐานเดียวกันกับการเป็นกรรมการ กสทช. อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้กลับไม่มีการนำขึ้นมาแจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยก่อนที่จะมีการลงมติในประเด็นอื่น ๆ ซึ่งนพ.สรณ ได้ฝากให้สื่อมวลชนช่วยสอบถามข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นพ.สรณ ได้ขอให้สื่อมวลชนช่วยสอบถามไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เคยออกมาเรียกร้องและกดดันให้นายกรัฐมนตรีต้องเร่งรัดในการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตนพ้นจากตำแหน่ง ทั้งที่ประเด็นข้อถกเถียงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รับการยุติหรือมีความชัดเจนอย่างสมบูรณ์ โดยยืนยันว่าหากเรื่องยังไม่ยุติชัดเจน ก็ไม่ควรมีการดำเนินการที่เร่งรัด
เมื่อถูกสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้ทางกฎหมาย นพ.สรณ ยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองที่ไม่รับฟ้องคดี โดยจะใช้ช่องทางทางกฎหมายเพื่อต่อสู้และชี้แจงในประเด็นที่ตนไม่ได้กระทำความผิด
ประธาน กสทช. ได้กล่าวถึงข้อโต้แย้งทางกฎหมายว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการสรรหาในการวินิจฉัยประเด็นที่กล่าวอ้างถึงคุณสมบัติบางประการ โดยเฉพาะการตีความอำนาจที่อาจอิงกับพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระราชกฤษฎีกาไม่ใช่กฎหมายที่มีผลผูกพันในลักษณะเดียวกับพระราชบัญญัติ และการวินิจฉัยดังกล่าวอาจไม่ผูกพันรัฐบาลหรือสภา
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงหนังสือจากมหาวิทยาลัยมหิดลว่าจะทำให้เป็นสิ่งยืนยันว่าจะมีลักษณะต้องห้ามตาม กฎหมาย กสทช.ในมาตราซึ่งระบุถึงการห้ามรับค่าตอบแทนอื่นนอกเหนือจากค่าตอบแทนของ กสทช. และการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา (มาตรา 26) หรือไม่
นพ.สรณ ได้ชี้แจงว่ารายได้จากการประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระนั้นเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง กสทช. และย้ำว่าการประกอบวิชาชีพดังกล่าวไม่ได้ขัดแย้งหรือก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการ กสทช.
ประธาน กสทช. เน้นย้ำว่าตนทำงานเต็มเวลา และสามารถประกอบวิชาชีพอิสระได้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่การประกอบวิชาชีพนั้นไม่ได้ขัดแย้งกับการทำงานของ กสทช. โดยได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า รายได้อื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ย หรือค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์ ก็ถือเป็นรายได้เช่นกัน ซึ่งไม่ได้ขัดต่อข้อกำหนดเรื่องการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาของกรรมการ กสทช. แต่อย่างใด
นพ.สรณ ยังได้กล่าวถึงผลกระทบหากตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยระบุว่าการประชุมและการลงนามในใบอนุญาตต่าง ๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ให้กรรมการ กสทช. ซึ่งกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจแก่บุคคลอื่นในการปฏิบัติหน้าที่แทน หากมีการหยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนนี้ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการดำเนินงานที่สำคัญหลายประการ และอาจเข้าข่ายการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้




