News Logo
หน้าแรก
‘อภิสิทธิ์’ปูดมีฉลองล่วงหน้ารอดคดีฮั้ว ส.ว.ก่อน‘กกต.’ลงมติ 14 ก.ย.

‘อภิสิทธิ์’ปูดมีฉลองล่วงหน้ารอดคดีฮั้ว ส.ว.ก่อน‘กกต.’ลงมติ 14 ก.ย.

29 ส.ค. 2569 20:45
ผู้ชม 43 คน

‘อภิสิทธิ์’ ร่วมเวทีอดีตผู้นำฝ่ายค้าน ปูดมีการเลี้ยงฉลองล่วงหน้ารอดคดีฮั้วเลือก สว. ก่อน ‘กกต.’ ลงมติสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง 14 ก.ย. ลั่นเรื่องไม่จบแน่ พร้อมใช้สิทธิตามกฎหมายกับคนที่เกี่ยวข้อง ชี้ข้อมูลยังมีอีกเยอะ

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการจัดเวทีเสวนาผู้นำฝ่ายค้าน ในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ซึ่งเดิมจะจัดที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (ซอยรางน้ำ) แต่ต่อทางทางโรงแรมขอยกเลิกการจัดงานดังกล่าวโดยอ้างเรื่องความปลอดภัยของลูกค้าที่มาใช้บริการ จึงย้ายมาจัดที่รัฐสภา

ทั้งนี้ ในช่วงเช้า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะผู้นำ​ฝ่ายค้าน​ใน​สภาผู้แทนราษฎร​ กล่าวเปิดเวทีเสวนาว่า อาจมีความฉุกละหุก​เล็กน้อย ที่ต้องเปลี่ยนสถานที่ สิ่งที่สำคัญวันนี้ตามหัวข้อเลย “วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยของพี่น้องประชาชน” ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับการถ่วงดุลตรวจสอบ หากพูดกันชัดๆ คือ การตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจ จัดเวทีนี้ให้ตรงกับครบรอบ 100 วัน กับการที่ตนได้ออกมาชี้ให้สังคมเห็นถึระบอบสีน้ำเงิน นิยามที่สั้นที่สุดคือระบอบสีน้ำเงิน ก็เหมือนตัวระบอบอำนาจนิยม ที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย องค์กรอิสระมาจากการแต่งตั้งของสว. ที่อาจจะถูกจัดตั้ง ซึ่งมีความยึดโยงกับพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้นว่าระบบสีน้ำเงินกำลังกินรวบทั่วประเทศ

นายณัฐพงษ์​กล่าวว่า  อยากให้ช่วยกันส่งเสียงว่าอยากได้ระบบการเมือง ที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบการเมืองแบบอำนาจนิยม  นักวิเคราะห์หลายๆ คนบอกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่เอาผิดกับคนที่โกง สว.ยากเหลือเกิน เพราะ คนที่เลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ 4 ใน 7 คน ถูกเลือกมาจากสว.ชุดปัจจุบัน แต่ตนเชื่อว่านักการเมืองหลายๆคน เราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หน้าที่ของ กกต.ไม่ใช่เรื่องชี้ถูกชี้ผิด แต่กฎหมายเขียนไว้ค่อนข้างชัดว่า แค่ควรเชื่อได้ว่า มีการโกง สว.เกิดขึ้น หน้าที่ของ กกต คือการส่งสำนวนต่อไปให้ศาลฎีกา ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ อย่างน้อยๆ กกต.ก็เลื่อนออกไป วันที่ 14 กันยายน​ ก็จะได้ใช้โอกาสในเวทีนี้ ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้มากยิ่งขึ้น

ต่อมาเป็นวงเสวนา 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้มาร่วมด้วย

ทั้งนี้ นายอภสิทธิ์กล่าวว่ามีความกังวลอย่างมากกับสภาพบ้านเมือง เราเอากลไกการตรวจสอบถ่วงดุลไปอยู่ข้างนอกสภา โดยเรียกว่าองค์กรอิสระ โดยหวังว่าจะเป็นอิสระ เป็นกลาง แต่ใช้กลไกวุฒิสภาในการเชื่อม ซึ่งประสบปัญหามาทุกยุคทุกสมัย เอาเข้าจริงเริ่มต้นเป็นกลางทำไปทำมาไม่เป็นเป็นกลาง และเริ่มสร้างเครือข่าย วันนี้ที่น่ากลัวคือไปไกลจนเห็นปรากฏการณ์ในกระบวนการยุติธรรม หมายความว่าการตรวจสอบยากมาก

สิ่งที่ตนอยากบอกคือกังวลในสภาพบ้านเมือง แต่ไม่กังวลในการปฏิบัติหน้าที่

“ยังขำอยู่ว่าเมื่อวานนี้ (28 สิงหาคม 2569) ที่จัดเวที ของคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ​ อัยการรัฐวิสาหกิจ​ องค์การมหาชน​ และกองทุน สภาฯ ก็มีประชาชนจำนวนมากที่มีเรื่องจะระบาย และไม่ได้รับความเป็นธรรม​ และยังขำกับคำพูดของนายวิชา​ มหาคุณ​ อดีต ป.ป.ช.บอกว่า ใจเย็นๆ ไม่มีอะไรที่ต่ำกว่านี้แล้ว ต่ำสุด​แล้ว​ มันมีแต่จะต้องดีขึ้น”นายอภิสิทธิ์กล่าว

 ฝนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยอยู่แล้วว่าจะต้องขับเคลื่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีการตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่ขอเตือนไว้ระวังเจอฮั้ว ส.ส.ร. มันจะลึกขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือเขียนกติกาใหม่ให้รับรองสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ให้หนักขึ้นไปอีก

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตอนนี้มี 2 เรื่องเป็นบททดสอบสำคัญว่า เราจะเดินหน้าให้กลไกการตรวจสอบได้ทุกคนจริงๆ หรือไม่ ยังไม่ได้พูดเรื่องที่ค้างในการยื่นขอให้ประธานรัฐสภา ส่งเรื่องถอดถอนคณะกรรมการป.ป.ช. ที่พิจารณาคดีนายศักด์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีซุกหุ้นไปที่ศาลฎีกา ซึ่งเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมได้รับคำชี้แจงจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาว่า มีการตั้งกรรมการผู้เชี่ยวชาญอยู่ แต่ขอไม่เปิดเผยชื่อ เพราะต้องการความเป็นอิสระ ตอนนี้ผ่านมา 83 วันแล้ว เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องติดตาม

 “ส่วนเรื่องฮั้ว สว. ล่าสุดมีความหวั่นไหวพอสมควร กับข่าวที่ออกมาว่ามีการไปเลี้ยงฉลองล่วงหน้าแล้ว ว่าวันที่ 14 กันยายนนี้จะรอดพ้นกันทุกคน และเมื่อสักครู่ได้พูดกันถึงหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า จึงอยากย้ำในประเด็นนี้ว่า จริงๆ แล้วกกต. ไม่ได้เป็นผู้ตัดสิน เพราะกกต.ทำหน้าที่เหมือนกับการไต่สวนมูลฟ้อง และหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก็ส่งให้ศาลพิจารณา” นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า ดังนั้น ถ้าใครคิดว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ จะจบนั้น มันไม่จบ เพราะยังมีข้อมูลอีกเยอะ กกต.จะกล้าปฏิเสธหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ท่านจะต้องใช้ดุลยพินิจ เพียงแค่หาหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต่อให้ท่านบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว สำหรับส.ว. ตัวท่าน และเรื่องของท่านไม่จบแน่ เราต้องดำเนินการกับท่านโดยใช้สิทธิตามกฎหมาย

ต่อมา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้เรามี ส.ว. ทำหน้าที่อยู่ในสภาแม้บางส่วนมีข้อสงสัยว่าฮั้ว ว่าโกง ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไป ตนจะพูดเรื่องที่มาและการทำหน้าที่ โดยในส่วนของที่มานั้นตนไม่โทษ ส.ว. เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่องให้เข้ามาได้ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดช่องเปิดโอกาสตรงนี้ เปิดกลไกให้ได้มาซึ่ง ส.ว. แบบที่เราเห็นอยู่ หลายคนบอกว่าที่มาแบบนี้จะวิกฤต และมันจะไปไม่รอด

นพ.ชลน่านกล่าวว่า การแก้ปัญหาบ้านเมืองมี 2 ส่วน คือคน และระบบ การแก้คนนั้นแก้ได้ แต่แก้ยาก ส่วนการแก้ไขระบบนั้นแก้ได้ แต่จะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบริบทสภาพแวดล้อม สิ่งที่คนกังวลคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าคนแก้ คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องยังเป็นระบบเดิม ก็หวังได้ยากว่า รัฐธรรมนูญจะออกมาตามที่ต้องการ ดังนั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มาของ ส.ส.ร.ก็ดี คนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี ต้องคิดให้รอบคอบปิดช่องว่างช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดการบิดเบือนบิดพลิ้วให้มากที่สุด

  ต่อมานายชัยธวัช ตุลาธน อดีตผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า หากเราผลักดันจนสามารถได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเหตุผลอะไรที่จะคงวุฒิสภาไว้อีก หากตอบไม่ได้ก็ไม่ควรจะมี ฝากคำถามไปยัง กกต.ว่า เป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไรว่าจะต้องดำเนินคดีกับคนที่เอาเอกสารสำนวนสอบสวนของ กกต.ออกมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการทำงานของ กกต. เป็นเหตุเป็นผลกันหรือไม่ ตนคิดว่าการที่มีคนกล้าเอาเอกสารพยานหลักฐานมาเปิดเผย เพราะทนไม่ได้ และไม่มีความเชื่อมั่นกับ กกต. ดังนั้นถ้าต้องการไม่ให้มีใครเอาเอกสารหลักฐานหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่กกต.คิดอยู่คิดว่าอยู่ในสำนวนของตัวเองมาเปิดเผยวันที่ 14 กันยายนนี้ ก็ส่งฟ้องทั้ง 229 คน

  นายชัยธวัชกล่าวว่า หลายคนอาจกังวลว่า กกต.จะฟ้องแค่ปลาซิวปลาสร้อย ตนไม่แน่ใจ เขาอาจจะไม่ฟ้องเลยก็ได้ ตนนั่งคิดอยู่ว่า หากเขาไปฟ้องแค่บางคน สัก 30 คน แล้วถ้าข้อเท็จจริงในสำนวนจะเอาอย่างไร เผลอๆ ติดคุกเร็วขึ้น

 “เอกสารของอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 ที่ทำเรื่องถึง กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 มีข้อความที่น่าสนใจว่า ดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนไปฟ้องเรื่องคดี สว.ผ่านไปยังอัยการ ซึ่งในสำนวนพบว่ามีการฟ้องเพียง 8 คน สว.ปัจจุบัน 2 คนและอีก 6 คนเป็นผู้ร่วมขบวนการ และหนังสือฉบับนี้อัยการส่งมาที่ดีเอสไอ คืนสำนวนสอบสวนที่ส่งฟ้องดำเนินคดี 8 คน เนื่องจากอัยการฝ่ายคดีพิเศษเห็นว่า ขบวนการใหญ่โตขนาดนี้สั่งฟ้องเพียงแค่ 8 คนได้อย่างไร”นายชัยธวัชกล่าว

 ต่อมา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่ากกต.จะมีมติชี้ขาดสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว. หรือไม่ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาใน 229 คน เป็นรัฐมนตรี สส. และเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ทั้งหมด 21 คน ดังนั้นที่เรามีข้อกังวลจากคำสัมภาษณ์ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ดูเหมือนจะหาทางลงเพื่อไม่ให้มีการสั่งฟ้องนักการเมืองเหล่านี้ ตนจึงขอตั้งคำถามว่า หลักฐานที่มีต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงจะสั่งฟ้องได้ ถึงขั้นที่ต้องเห็นสลิปการโอนเงินต่างๆ เลยหรือไม่ ตนขอบอกเลยว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้น แต่หลักฐานในขั้นตอนนี้ไม่ใช่ขั้นตอนของศาลที่จะบอกว่าคนนี้ผิดแน่นอนหรือไม่ผิด หลักฐานที่ชัดเจนในขั้นตอนนี้ต้องเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ตามกฎหมาย กกต. มีหน้าที่สั่งฟ้องตามหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต

 “ดังนั้น อย่าเอามาตรฐานจากศาลมาใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ดังนั้นถามว่าหลักฐานที่เราเปิดกันมาตั้งแต่เวทีแรกๆ วันนี้ยังไม่เพียงพอจริงหรือ ซึ่งหลักฐานต่างๆที่ เราได้นำเสนอนั้นมันคือจิ๊กซอว์ที่ต้องเอามารวมกัน มีทั้งโพยใบสั่ง ผลคะแนน เส้นเงิน ประวัติการโทรต่างๆ เมื่อเอามารวมกันมันเห็นภาพชัดขึ้น มันคือหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าขบวนการที่เกี่ยวข้องกับ 200 กว่าคนเหล่านี้มีอยู่จริง”นายพริษฐ์กล่าว

 นายพริษฐ์กล่าวว่า ข้อมูลจริงๆ ตนอยากจะไปเปิดที่โรงแรมพูลแมน แต่เมื่อต้องย้ายสถานที่ไม่เป็นไรก็ได้เปิดเผยอยู่ดี เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าหลักฐานในมือ กกต.จะแน่นขนาดไหน ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ยินมาเยอะเรื่องที่เกี่ยวกับโรงแรมพูลแมน ซึ่งหนึ่งในข้อมูลที่เราได้รับมาเกี่ยวกับพิกัดโทรศัพท์ ที่การโทรเข้าโทรออกของบุคคลนั้นระบุได้ว่าอยู่บริเวณไหน

 “มีข้อมูลว่ามี สว. 40 คนที่ปรากฏพิกัดโทรศัพท์อยู่ในบริเวณโรงแรมพูลแมนในวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ซึ่ง 40 สว.นี้อยู่ใน 229 คนที่คณะกรรมการชุดที่ 26 สั่งฟ้อง นี่คือหลักฐานที่น่าจะอยู่ในมือของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว เราเอาจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นมารวมกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าตกลงแล้วกระบวนการโกงสว.มีอยู่จริงหรือไม่ และเชื่อว่าถ้าหน่วยงานมีหลักฐานนี้อยู่ในมือก็เชื่อว่าหลักฐานเพียงพอให้ กกต. ตัดสินใจสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล”นายพริษฐ์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯออกระเบียบเนรเทศต่างด้าวทำผิดกฎหมาย 6 ฐาน
นายกฯออกระเบียบเนรเทศต่างด้าวทำผิดกฎหมาย 6 ฐาน