News Logo
หน้าแรก
เปิดรายงานโกงสอบปี 68 (1) : แก้คะแนน Excel ผู้สมัครทุจริตโผล่ 5,924 คน

เปิดรายงานโกงสอบปี 68 (1) : แก้คะแนน Excel ผู้สมัครทุจริตโผล่ 5,924 คน

2 ก.ย. 2569 18:23
ผู้ชม 134 คน

"...ภายหลังจากการสอบแข่งขันภาค ก และภาค ข (การสอบข้อเขียน) เสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่ามีข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานของการจัดสอบแข่งขัน โดยเฉพาะในขั้นตอนการประมวลผลคะแนน ซึ่งพบความผิดปกติ กล่าวคือ มีการเพิ่มหรือแทรกรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง/สอบสัมภาษณ์) เข้าไปในประกาศ จำนวนทั้งสิ้น 6,096 คน โดยใช้วิธีการแก้ไขคะแนนในข้อมูลดิบในไฟล์ Excel ก่อนประกาศผลสอบข้อเขียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ท้ายที่สุดทำให้มีผู้สมัครสอบที่ทุจริตการสอบแข่งขันกลับกลายเป็นผู้มีชื่ออยู่ในประกาศผู้ผ่านการสอบแข่งขันปี 2568 และถูกเรียกตัวหรือขึ้นบัญชีรอเรียกตัวเข้ารับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น จำนวน 5,924 คน..."

หมายเหตุ : สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ ได้เสนอรายงานผลสอบดังกล่าว ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569

โดยในรายงานฉบับนี้ นอกจากการระบุข้อมูล นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ นายอัศวิน โชติพนัง ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า ไม่ใช่บุคลากรของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) หรือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มศว หรือเป็นบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งมอบหมายให้เกี่ยวข้องกับการจัดสอบแข่งขันครั้งนี้แต่อย่างใด จึงไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม การรับ–ส่ง หรือการรับรองข้อมูลคะแนนสอบ

อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร.เรืองเดช ศิริกิจ ผู้แทน มศว และผู้รับผิดชอบโครงการสอบแข่งขันฝ่ายมหาวิทยาลัย ให้ถ้อยคำว่า อธิบดี สถ. มอบหมายให้ ดร.วิน เป็นผู้ประสานงานเกี่ยวกับบัญชีผู้ผ่านการสอบ ต่อมามีบุคคลในทีมงานของ ดร.วิน นำ Flash Drive ซึ่งบรรจุไฟล์คะแนนในรูปแบบ Microsoft Excel มาส่งให้มหาวิทยาลัย และ ดร.วิน ได้ประสานให้มหาวิทยาลัยใส่ตราสัญลักษณ์และตรารับรองลงในไฟล์ดังกล่าวและท้ายที่สุดมีการทำบัญชีรายชื่อดังกล่าวขึ้นประกาศในเว็บไซต์แสดงให้เห็นว่านายวินฯ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก และภาค ข ปลอม และเกี่ยวกับการขบวนการทุจริตสอบในครั้งนี้

ยังมีการระบุกระบวนการจัดสอบมีช่องว่างและลักษณะที่อาจขัดต่อกฎหมายในแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดอัตราว่าง การอนุมัติจัดสอบ การจัดทำ TOR การจัดหาผู้รับจ้าง การจัดสอบและตรวจคะแนน การประกาศผล ตลอดจนขั้นตอนการเรียกบรรจุและการดำเนินการภายหลังพบขบวนการทุจริต

เปิดรายงานโกงสอบปี 68 เรืองเดช แฉอธิบดีโทรหา 2 ทุ่มให้วินประสานบัญชีฯ

นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป เป็นรายละเอียดฉบับเต็ม ของรายงาน ที่จะมีการนำเสนอข้อมูลต่อเนื่องเป็นตอนๆ

โดยตอนแรกจะขอเริ่มถึงที่มาเหตุผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมไปถึงผลการตรวจสอบประเด็นแรก เกี่ยวกับความผิดปกติ ในการเพิ่มหรือแทรกรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง/สอบสัมภาษณ์) เข้าไปในประกาศ จำนวนทั้งสิ้น 6,096 คน โดยใช้วิธีการแก้ไขคะแนนในข้อมูลดิบในไฟล์ Excel ก่อนประกาศผลสอบข้อเขียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ท้ายที่สุดทำให้มีผู้สมัครสอบที่ทุจริตการสอบแข่งขันกลับกลายเป็นผู้มีชื่ออยู่ในประกาศผู้ผ่านการสอบแข่งขันปี 2568 และถูกเรียกตัวหรือขึ้นบัญชีรอเรียกตัวเข้ารับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น จำนวน 5,924 คน

*******************************

เรื่อง รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568

กราบเรียน นายกรัฐมนตรี (ผ่าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี/ประธานคณะกรรมการฯ)

ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 263/2569 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 และทำรายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำสั่งใช้บังคับ โดยให้เสนอมาตรการที่จำเป็น รวมทั้งปรับปรุง แก้ไข หรือเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือการเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ เพื่อมิให้เกิดการกระทำความผิดอันมีผลต่อเนื่องที่ร้ายแรงต่อประเทศชาติอีกในอนาคต นั้น

ต่อมาคณะกรรมการฯ ได้มีคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ที่ 1/2569 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 แต่งตั้งคณะทำงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 และคำสั่งที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานฯ เพิ่มเติม ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 โดยกำหนดให้คณะทำงานมีหน้าที่และอำนาจรวบรวมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 และจัดทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ เพื่อพิจารณาและดำเนินการต่อไป เชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งบุคคลภายนอกและผู้เชี่ยวชาญ มาแจ้งข้อเท็จจริง ให้ความเห็น หรือจัดส่งเอกสารและพยานหลักฐานที่เห็นว่าจำเป็นหรือเกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบและพิจารณา และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

บัดนี้ คณะทำงานฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างต่อเนื่องตามหน้าที่และอำนาจ โดยได้รวบรวม ตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์ประกอบกับพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุ (พยานหลักฐานทางดิจิทัล) ตลอดจนพิจารณาข้อกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หลักเกณฑ์ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้นแล้ว จึงขอเสนอรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยมีสาระสำคัญประกอบรายงานตามลำดับ ดังต่อไปนี้

1.กรอบแนวคิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

หลังจากคณะทำงานฯ ได้สอบสวนปากคำพยานบุคคล รวบรวมและศึกษาพยานเอกสาร ตรวจสอบข้อมูลในพยานวัตถุ (พยานหลักฐานทางดิจิทัล) ตลอดจนเอกสารประกอบคำให้การพยานทุกปากที่เกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการ และกระบวนงานในการจัดสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการ ทั้งจากสำนักงาน ก.พ. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศึกษาเปรียบเทียบกันแล้ว พบว่ามีหลักการสำคัญและวิธีการปฏิบัติที่กำหนดเป็นมาตรฐานการปฏิบัติขั้นต่ำหรือมาตรฐานกลางในการปฏิบัติไว้เป็นสังเขป ซึ่งหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบแข่งขันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ รวม 32 กระบวนงาน

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะทำงานฯ จึงกำหนดกรอบแนวคิดในการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ในฐานะผู้มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2560 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติไว้อย่างไร เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับแนวทางการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำหรือมาตรฐานกลางของหน่วยงานรัฐอื่นที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการแล้วเป็นอย่างไร และเหตุใดจึงมีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ขึ้น เกิดขึ้นหรือเกิดจากช่องว่างในขั้นตอนใด เป็นการกระทำโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลใด และขั้นตอนดังกล่าวนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลใด ตลอดจนค้นหามาตรการที่เป็นข้อเสนอแนะเพื่อเยียวยาแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบาย

จากการรวบรวมศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและพิจารณาประกอบกับคำให้การพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ทำให้สามารถจัดกลุ่มและแบ่งเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับกระบวนงานในการจัดสอบแข่งขัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะที่ 1 เรียกว่า ขั้นตอนเตรียมการสอบ ทั้งการสอบข้อเขียนและภาคความเหมาะสม

  2. ระยะที่ 2 เรียกว่า ขั้นตอนระหว่างสอบข้อเขียน

  3. ระยะที่ 3 เรียกว่า ขั้นตอนหลังสอบข้อเขียน

โดยเกณฑ์การปฏิบัติดังกล่าว เมื่อปรับเข้ากับข้อเท็จจริงของการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น ปี 2568 แล้ว สามารถจำแนกในแต่ละระยะออกเป็นกระบวนงานย่อยที่สำคัญออกได้ คือ

ระยะที่ 1 ขั้นตอนเตรียมการสอบทั้งการสอบข้อเขียนและภาคความเหมาะสม ประกอบด้วย

  1. ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยจัดสอบแข่งขัน (กสถ.)

  2. การสำรวจตำแหน่งหรืออัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหา

  3. การจัดประชุมของ กสถ. ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้จัดสอบแข่งขัน

  4. การกำหนดขั้นตอนหรือแผนงานการรับสมัครและสอบแข่งขันและวิธีการดำเนินการ

  5. การมอบหมายการดำเนินการแทนของ กสถ.

  6. การจัดทำ TOR

  7. การจัดสอบในทุกกระบวนการ

  8. การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร

  9. การรับสมัคร

  10. การกำหนดมาตรการในการป้องกันการทุจริตขั้นเตรียมการสอบ

ระยะที่ 2 ขั้นตอนระหว่างการสอบข้อเขียน ประกอบด้วย

  1. การจัดกลุ่มสนามสอบ

  2. การเลือกสนามสอบ

  3. การจัดผังที่นั่งสอบ

  4. การประกาศผังที่นั่งสอบ

  5. การออกแบบข้อสอบ

  6. การพิมพ์แบบทดสอบ

  7. การจัดกรรมการคุมสอบข้อเขียน

  8. การเก็บรักษากระดาษคำตอบ

  9. การเก็บรักษาและทำลายแบบทดสอบ

  10. มาตรการในการป้องกันการทุจริตสอบข้อเขียน

ระยะที่ 3 ขั้นตอนหลังการสอบข้อเขียน ประกอบด้วย

  1. การประมวลผล

  2. การจัดทำบัญชี

  3. การสอบทานกระดาษคำตอบ ผลคะแนนรวมของกระดาษคำตอบ ผลการตรวจกระดาษแต่ละภาค

  4. การรับรองผลการสอบข้อเขียน

  5. การจัดทำประกาศผลการสอบข้อเขียนและการประกาศผลสอบข้อเขียน (ภาค ก)

  6. การกำหนดเกณฑ์และข้อสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค)

  7. การจัดกรรมการสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค)

  8. การประมวลผลการสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค)

  9. การประกาศผลการสอบผู้ผ่านการสอบทุกภาค

  10. การขึ้นบัญชีผู้สอบได้ (ขึ้นบัญชี)

  11. การเรียกบรรจุ

  12. มาตรการในการป้องกันการทุจริตหลังการสอบข้อเขียน

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงในขั้นตอนการจัดสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดย กสถ. ในครั้งนี้ คณะทำงานฯ จึงได้กำหนดกรอบแนวคิดในการตรวจสอบออกเป็น 2 กรอบใหญ่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ คือ

  1. การสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหาและการเรียกบรรจุ

  2. การจัดสอบแข่งขัน

ข้อ 2. ลำดับเหตุการณ์ (Timeline) การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568

ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ในกรณีนี้ รับฟังเป็นที่ยุติว่า เหตุการณ์เริ่มจากในปี พ.ศ. 2565 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ได้มีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 โดยมีวาระประชุมที่สำคัญ คือ กรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของ ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. นำเสนอเรื่องขอรับการบรรจุข้าราชการและพนักงานในตำแหน่งว่าง โดยขอรับการจัดหากำลังคนเพื่อบรรจุแต่งตั้ง ซึ่งที่ประชุมให้ความเห็นชอบการจัดหากำลังคนเพื่อบรรจุแต่งตั้งตามที่มีการร้องขอ

ส่วนวิธีการจัดหานั้น มอบหมายให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ดำเนินการจัดสอบแข่งขัน ซึ่งในประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 ข้อ 5 และ 8-10 นั้น กสถ. จะดำเนินการเองทั้งหมดในทุกขั้นตอน หรือคัดเลือกให้มหาวิทยาลัยดำเนินการทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ แต่ต้องกำกับดูแลการรับสมัครและสอบแข่งขันในทุกขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่มีการคัดเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อช่วยดำเนินการจัดสอบแข่งขัน มีเหตุให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยผู้รับผิดชอบและเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการปฏิบัติไว้ในข้อกำหนดขอบเขตของงาน (Term of Reference: TOR) เนื่องจากมีกรณีร้องเรียนความไม่สุจริตของการจัดสอบ เป็นเหตุให้การจัดสอบล่าช้าต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2568 จนกระทั่ง กสถ. มีการประชุมอีกครั้งและมีมติเห็นชอบกำหนดการเปิดรับสมัครและจัดสอบแข่งขัน โดยเปิดรับสมัครทางอินเทอร์เน็ตระหว่างวันที่ 7–28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ และให้ผู้สมัครสอบชำระเงินค่าธรรมเนียมการสมัครสอบได้ตั้งแต่วันที่ 7–29 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยการสมัครสอบจะมีผลสมบูรณ์เมื่อผู้สมัครชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว ภายหลังปิดรับสมัครสอบ พบว่ามีผู้สมัครสอบจำนวนทั้งสิ้น 438,277 คน

สำหรับการจัดสอบแข่งขันนั้น กสถ. มีมติให้ดำเนินการเองบางส่วนและมอบหมายให้ สถ. ทำการคัดเลือกมหาวิทยาลัยให้ช่วยดำเนินการในขั้นตอนการจัดสอบ ซึ่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้รับคัดเลือกด้วยวงเงิน 133,236,280 บาท โดยกำหนดสอบอย่างเป็นทางการวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นการสอบแข่งขัน ภาค ก (ความรู้ความสามารถทั่วไป) ในช่วงเช้า และภาค ข (ความรู้เฉพาะตำแหน่ง) ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ณ ศูนย์สอบทั่วประเทศ และในระหว่างวันที่ 5–7 มกราคม 2569 เป็นการสอบแข่งขัน ภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง/สอบสัมภาษณ์) โดยในข้อกำหนดขอบเขตของงาน (Term of Reference: TOR) ได้ระบุมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการออกข้อสอบ การพิมพ์ การขนส่งโดยมีระบบติดตาม การจัดสอบข้อเขียน ไปจนถึงการจัดเก็บและการประมวลผลคะแนน เพื่อป้องกันการรั่วไหลและการทุจริตอย่างรัดกุม

แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง แม้จะมีการกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันการทุจริตสอบ แต่ก็เป็นเพียงมาตรการในทางกายภาพภายนอกเท่านั้น

โดยภายหลังจากการสอบแข่งขันภาค ก และภาค ข (การสอบข้อเขียน) เสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่ามีข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานของการจัดสอบแข่งขัน โดยเฉพาะในขั้นตอนการประมวลผลคะแนน ซึ่งพบความผิดปกติ กล่าวคือ มีการเพิ่มหรือแทรกรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง/สอบสัมภาษณ์) เข้าไปในประกาศ จำนวนทั้งสิ้น 6,096 คน โดยใช้วิธีการแก้ไขคะแนนในข้อมูลดิบในไฟล์ Excel ก่อนประกาศผลสอบข้อเขียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ท้ายที่สุดทำให้มีผู้สมัครสอบที่ทุจริตการสอบแข่งขันกลับกลายเป็นผู้มีชื่ออยู่ในประกาศผู้ผ่านการสอบแข่งขันปี 2568 และถูกเรียกตัวหรือขึ้นบัญชีรอเรียกตัวเข้ารับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น จำนวน 5,924 คน

***หมายเหตุข้อมูลส่วนนี้ ยังไม่จบ ยังมี Timeline เหตุการณ์สำคัญของปมทุจริตสอบท้องถิ่น ปี 2568 ตั้งแต่ช่วงปี 2565 คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) ประชุมครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 มีมติเห็นชอบให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น จนถึง 21–22 มิ.ย. 2569 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. เข้าตรวจค้นและบุกทลายแหล่งที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นรายใหญ่ในพื้นที่ จ.นนทบุรี คือ บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ของ จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ จ่าพิชิต ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีนี้ ปัจจุบันถูกควบคุมตัวในเรือนจำ

รายละเอียดเป็นอย่างไร โปรดติดตาม

ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น  

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ทุจริตสอบท้องถิ่น
โกงสอบปี 68



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผ่า 31 บริษัทนอมินีทุนจีนกลุ่ม‘ห่าว เติ้ง’– 17 แห่งยึดบ้านหรู หัวหมาก
ผ่า 31 บริษัทนอมินีทุนจีนกลุ่ม‘ห่าว เติ้ง’– 17 แห่งยึดบ้านหรู หัวหมาก