"...ภายหลังจากการสอบแข่งขันภาค ก และภาค ข (การสอบข้อเขียน) เสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่ามีข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานของการจัดสอบแข่งขัน โดยเฉพาะในขั้นตอนการประมวลผลคะแนน ซึ่งพบความผิดปกติ กล่าวคือ มีการเพิ่มหรือแทรกรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง/สอบสัมภาษณ์) เข้าไปในประกาศ จำนวนทั้งสิ้น 6,096 คน โดยใช้วิธีการแก้ไขคะแนนในข้อมูลดิบในไฟล์ Excel ก่อนประกาศผลสอบข้อเขียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ท้ายที่สุดทำให้มีผู้สมัครสอบที่ทุจริตการสอบแข่งขันกลับกลายเป็นผู้มีชื่ออยู่ในประกาศผู้ผ่านการสอบแข่งขันปี 2568 และถูกเรียกตัวหรือขึ้นบัญชีรอเรียกตัวเข้ารับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น จำนวน 5,924 คน..."
หมายเหตุ : สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ ได้เสนอรายงานผลสอบดังกล่าว ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569
โดยในรายงานฉบับนี้ นอกจากการระบุข้อมูล นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ นายอัศวิน โชติพนัง ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า ไม่ใช่บุคลากรของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) หรือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มศว หรือเป็นบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งมอบหมายให้เกี่ยวข้องกับการจัดสอบแข่งขันครั้งนี้แต่อย่างใด จึงไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม การรับ–ส่ง หรือการรับรองข้อมูลคะแนนสอบ
อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร.เรืองเดช ศิริกิจ ผู้แทน มศว และผู้รับผิดชอบโครงการสอบแข่งขันฝ่ายมหาวิทยาลัย ให้ถ้อยคำว่า อธิบดี สถ. มอบหมายให้ ดร.วิน เป็นผู้ประสานงานเกี่ยวกับบัญชีผู้ผ่านการสอบ ต่อมามีบุคคลในทีมงานของ ดร.วิน นำ Flash Drive ซึ่งบรรจุไฟล์คะแนนในรูปแบบ Microsoft Excel มาส่งให้มหาวิทยาลัย และ ดร.วิน ได้ประสานให้มหาวิทยาลัยใส่ตราสัญลักษณ์และตรารับรองลงในไฟล์ดังกล่าวและท้ายที่สุดมีการทำบัญชีรายชื่อดังกล่าวขึ้นประกาศในเว็บไซต์แสดงให้เห็นว่านายวินฯ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก และภาค ข ปลอม และเกี่ยวกับการขบวนการทุจริตสอบในครั้งนี้
ยังมีการระบุกระบวนการจัดสอบมีช่องว่างและลักษณะที่อาจขัดต่อกฎหมายในแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดอัตราว่าง การอนุมัติจัดสอบ การจัดทำ TOR การจัดหาผู้รับจ้าง การจัดสอบและตรวจคะแนน การประกาศผล ตลอดจนขั้นตอนการเรียกบรรจุและการดำเนินการภายหลังพบขบวนการทุจริต

เปิดรายงานโกงสอบปี 68 เรืองเดช แฉอธิบดีโทรหา 2 ทุ่มให้วินประสานบัญชีฯ
นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป เป็นรายละเอียดฉบับเต็ม ของรายงาน ที่จะมีการนำเสนอข้อมูลต่อเนื่องเป็นตอนๆ
โดยตอนแรกจะขอเริ่มถึงที่มาเหตุผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมไปถึงผลการตรวจสอบประเด็นแรก เกี่ยวกับความผิดปกติ ในการเพิ่มหรือแทรกรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง/สอบสัมภาษณ์) เข้าไปในประกาศ จำนวนทั้งสิ้น 6,096 คน โดยใช้วิธีการแก้ไขคะแนนในข้อมูลดิบในไฟล์ Excel ก่อนประกาศผลสอบข้อเขียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ท้ายที่สุดทำให้มีผู้สมัครสอบที่ทุจริตการสอบแข่งขันกลับกลายเป็นผู้มีชื่ออยู่ในประกาศผู้ผ่านการสอบแข่งขันปี 2568 และถูกเรียกตัวหรือขึ้นบัญชีรอเรียกตัวเข้ารับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น จำนวน 5,924 คน
*******************************
เรื่อง รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568
กราบเรียน นายกรัฐมนตรี (ผ่าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี/ประธานคณะกรรมการฯ)
ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 263/2569 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 และทำรายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำสั่งใช้บังคับ โดยให้เสนอมาตรการที่จำเป็น รวมทั้งปรับปรุง แก้ไข หรือเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือการเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ เพื่อมิให้เกิดการกระทำความผิดอันมีผลต่อเนื่องที่ร้ายแรงต่อประเทศชาติอีกในอนาคต นั้น
ต่อมาคณะกรรมการฯ ได้มีคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ที่ 1/2569 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 แต่งตั้งคณะทำงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 และคำสั่งที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานฯ เพิ่มเติม ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 โดยกำหนดให้คณะทำงานมีหน้าที่และอำนาจรวบรวมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 และจัดทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ เพื่อพิจารณาและดำเนินการต่อไป เชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งบุคคลภายนอกและผู้เชี่ยวชาญ มาแจ้งข้อเท็จจริง ให้ความเห็น หรือจัดส่งเอกสารและพยานหลักฐานที่เห็นว่าจำเป็นหรือเกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบและพิจารณา และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
บัดนี้ คณะทำงานฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างต่อเนื่องตามหน้าที่และอำนาจ โดยได้รวบรวม ตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์ประกอบกับพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุ (พยานหลักฐานทางดิจิทัล) ตลอดจนพิจารณาข้อกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หลักเกณฑ์ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้นแล้ว จึงขอเสนอรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยมีสาระสำคัญประกอบรายงานตามลำดับ ดังต่อไปนี้
1.กรอบแนวคิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
หลังจากคณะทำงานฯ ได้สอบสวนปากคำพยานบุคคล รวบรวมและศึกษาพยานเอกสาร ตรวจสอบข้อมูลในพยานวัตถุ (พยานหลักฐานทางดิจิทัล) ตลอดจนเอกสารประกอบคำให้การพยานทุกปากที่เกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการ และกระบวนงานในการจัดสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการ ทั้งจากสำนักงาน ก.พ. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศึกษาเปรียบเทียบกันแล้ว พบว่ามีหลักการสำคัญและวิธีการปฏิบัติที่กำหนดเป็นมาตรฐานการปฏิบัติขั้นต่ำหรือมาตรฐานกลางในการปฏิบัติไว้เป็นสังเขป ซึ่งหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบแข่งขันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ รวม 32 กระบวนงาน
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะทำงานฯ จึงกำหนดกรอบแนวคิดในการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ในฐานะผู้มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2560 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติไว้อย่างไร เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับแนวทางการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำหรือมาตรฐานกลางของหน่วยงานรัฐอื่นที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการแล้วเป็นอย่างไร และเหตุใดจึงมีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ขึ้น เกิดขึ้นหรือเกิดจากช่องว่างในขั้นตอนใด เป็นการกระทำโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลใด และขั้นตอนดังกล่าวนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลใด ตลอดจนค้นหามาตรการที่เป็นข้อเสนอแนะเพื่อเยียวยาแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบาย
จากการรวบรวมศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและพิจารณาประกอบกับคำให้การพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ทำให้สามารถจัดกลุ่มและแบ่งเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับกระบวนงานในการจัดสอบแข่งขัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 เรียกว่า ขั้นตอนเตรียมการสอบ ทั้งการสอบข้อเขียนและภาคความเหมาะสม
ระยะที่ 2 เรียกว่า ขั้นตอนระหว่างสอบข้อเขียน
ระยะที่ 3 เรียกว่า ขั้นตอนหลังสอบข้อเขียน
โดยเกณฑ์การปฏิบัติดังกล่าว เมื่อปรับเข้ากับข้อเท็จจริงของการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น ปี 2568 แล้ว สามารถจำแนกในแต่ละระยะออกเป็นกระบวนงานย่อยที่สำคัญออกได้ คือ
ระยะที่ 1 ขั้นตอนเตรียมการสอบทั้งการสอบข้อเขียนและภาคความเหมาะสม ประกอบด้วย
ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยจัดสอบแข่งขัน (กสถ.)
การสำรวจตำแหน่งหรืออัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหา
การจัดประชุมของ กสถ. ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้จัดสอบแข่งขัน
การกำหนดขั้นตอนหรือแผนงานการรับสมัครและสอบแข่งขันและวิธีการดำเนินการ
การมอบหมายการดำเนินการแทนของ กสถ.
การจัดทำ TOR
การจัดสอบในทุกกระบวนการ
การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร
การรับสมัคร
การกำหนดมาตรการในการป้องกันการทุจริตขั้นเตรียมการสอบ
ระยะที่ 2 ขั้นตอนระหว่างการสอบข้อเขียน ประกอบด้วย
การจัดกลุ่มสนามสอบ
การเลือกสนามสอบ
การจัดผังที่นั่งสอบ
การประกาศผังที่นั่งสอบ
การออกแบบข้อสอบ
การพิมพ์แบบทดสอบ
การจัดกรรมการคุมสอบข้อเขียน
การเก็บรักษากระดาษคำตอบ
การเก็บรักษาและทำลายแบบทดสอบ
มาตรการในการป้องกันการทุจริตสอบข้อเขียน
ระยะที่ 3 ขั้นตอนหลังการสอบข้อเขียน ประกอบด้วย
การประมวลผล
การจัดทำบัญชี
การสอบทานกระดาษคำตอบ ผลคะแนนรวมของกระดาษคำตอบ ผลการตรวจกระดาษแต่ละภาค
การรับรองผลการสอบข้อเขียน
การจัดทำประกาศผลการสอบข้อเขียนและการประกาศผลสอบข้อเขียน (ภาค ก)
การกำหนดเกณฑ์และข้อสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค)
การจัดกรรมการสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค)
การประมวลผลการสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค)
การประกาศผลการสอบผู้ผ่านการสอบทุกภาค
การขึ้นบัญชีผู้สอบได้ (ขึ้นบัญชี)
การเรียกบรรจุ
มาตรการในการป้องกันการทุจริตหลังการสอบข้อเขียน
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงในขั้นตอนการจัดสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดย กสถ. ในครั้งนี้ คณะทำงานฯ จึงได้กำหนดกรอบแนวคิดในการตรวจสอบออกเป็น 2 กรอบใหญ่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ คือ
การสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหาและการเรียกบรรจุ
การจัดสอบแข่งขัน
ข้อ 2. ลำดับเหตุการณ์ (Timeline) การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568
ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ในกรณีนี้ รับฟังเป็นที่ยุติว่า เหตุการณ์เริ่มจากในปี พ.ศ. 2565 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ได้มีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 โดยมีวาระประชุมที่สำคัญ คือ กรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของ ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. นำเสนอเรื่องขอรับการบรรจุข้าราชการและพนักงานในตำแหน่งว่าง โดยขอรับการจัดหากำลังคนเพื่อบรรจุแต่งตั้ง ซึ่งที่ประชุมให้ความเห็นชอบการจัดหากำลังคนเพื่อบรรจุแต่งตั้งตามที่มีการร้องขอ
ส่วนวิธีการจัดหานั้น มอบหมายให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ดำเนินการจัดสอบแข่งขัน ซึ่งในประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 ข้อ 5 และ 8-10 นั้น กสถ. จะดำเนินการเองทั้งหมดในทุกขั้นตอน หรือคัดเลือกให้มหาวิทยาลัยดำเนินการทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ แต่ต้องกำกับดูแลการรับสมัครและสอบแข่งขันในทุกขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่มีการคัดเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อช่วยดำเนินการจัดสอบแข่งขัน มีเหตุให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยผู้รับผิดชอบและเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการปฏิบัติไว้ในข้อกำหนดขอบเขตของงาน (Term of Reference: TOR) เนื่องจากมีกรณีร้องเรียนความไม่สุจริตของการจัดสอบ เป็นเหตุให้การจัดสอบล่าช้าต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2568 จนกระทั่ง กสถ. มีการประชุมอีกครั้งและมีมติเห็นชอบกำหนดการเปิดรับสมัครและจัดสอบแข่งขัน โดยเปิดรับสมัครทางอินเทอร์เน็ตระหว่างวันที่ 7–28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ และให้ผู้สมัครสอบชำระเงินค่าธรรมเนียมการสมัครสอบได้ตั้งแต่วันที่ 7–29 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยการสมัครสอบจะมีผลสมบูรณ์เมื่อผู้สมัครชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว ภายหลังปิดรับสมัครสอบ พบว่ามีผู้สมัครสอบจำนวนทั้งสิ้น 438,277 คน
สำหรับการจัดสอบแข่งขันนั้น กสถ. มีมติให้ดำเนินการเองบางส่วนและมอบหมายให้ สถ. ทำการคัดเลือกมหาวิทยาลัยให้ช่วยดำเนินการในขั้นตอนการจัดสอบ ซึ่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้รับคัดเลือกด้วยวงเงิน 133,236,280 บาท โดยกำหนดสอบอย่างเป็นทางการวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นการสอบแข่งขัน ภาค ก (ความรู้ความสามารถทั่วไป) ในช่วงเช้า และภาค ข (ความรู้เฉพาะตำแหน่ง) ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ณ ศูนย์สอบทั่วประเทศ และในระหว่างวันที่ 5–7 มกราคม 2569 เป็นการสอบแข่งขัน ภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง/สอบสัมภาษณ์) โดยในข้อกำหนดขอบเขตของงาน (Term of Reference: TOR) ได้ระบุมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการออกข้อสอบ การพิมพ์ การขนส่งโดยมีระบบติดตาม การจัดสอบข้อเขียน ไปจนถึงการจัดเก็บและการประมวลผลคะแนน เพื่อป้องกันการรั่วไหลและการทุจริตอย่างรัดกุม
แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง แม้จะมีการกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันการทุจริตสอบ แต่ก็เป็นเพียงมาตรการในทางกายภาพภายนอกเท่านั้น
โดยภายหลังจากการสอบแข่งขันภาค ก และภาค ข (การสอบข้อเขียน) เสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่ามีข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานของการจัดสอบแข่งขัน โดยเฉพาะในขั้นตอนการประมวลผลคะแนน ซึ่งพบความผิดปกติ กล่าวคือ มีการเพิ่มหรือแทรกรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง/สอบสัมภาษณ์) เข้าไปในประกาศ จำนวนทั้งสิ้น 6,096 คน โดยใช้วิธีการแก้ไขคะแนนในข้อมูลดิบในไฟล์ Excel ก่อนประกาศผลสอบข้อเขียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ท้ายที่สุดทำให้มีผู้สมัครสอบที่ทุจริตการสอบแข่งขันกลับกลายเป็นผู้มีชื่ออยู่ในประกาศผู้ผ่านการสอบแข่งขันปี 2568 และถูกเรียกตัวหรือขึ้นบัญชีรอเรียกตัวเข้ารับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น จำนวน 5,924 คน
***หมายเหตุข้อมูลส่วนนี้ ยังไม่จบ ยังมี Timeline เหตุการณ์สำคัญของปมทุจริตสอบท้องถิ่น ปี 2568 ตั้งแต่ช่วงปี 2565 คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) ประชุมครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 มีมติเห็นชอบให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น จนถึง 21–22 มิ.ย. 2569 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. เข้าตรวจค้นและบุกทลายแหล่งที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นรายใหญ่ในพื้นที่ จ.นนทบุรี คือ บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ของ จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ จ่าพิชิต ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีนี้ ปัจจุบันถูกควบคุมตัวในเรือนจำ
รายละเอียดเป็นอย่างไร โปรดติดตาม
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




