News Logo
หน้าแรก
มท.4 แถลงเพิกถอน 5,925 ขรก.โกงสอบ ย้ำ มท.1 ไม่เกี่ยวเลิกสัญญา ม.บูรพา

มท.4 แถลงเพิกถอน 5,925 ขรก.โกงสอบ ย้ำ มท.1 ไม่เกี่ยวเลิกสัญญา ม.บูรพา

3 ก.ย. 2569 11:25
ผู้ชม 35 คน

มท.4 แถลงปิดจ็อบเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่น 5,925 ราย สำเร็จตามกำหนด 31 ส.ค. ยืนยันเดินหน้าดำเนินคดีอาญาทั้งขบวนการ พร้อมทวงคืนสิทธิประโยชน์และเงินคืนรัฐ ย้ำชัด มท.1 ไม่มีอำนาจยกเลิกสัญญา ม.บูรพา เป็นไปตามขั้นตอนตรวจสอบอย่างโปร่งใส เตรียมคืนความเป็นธรรมผู้สอบสุจริตภายในพฤศจิกายนนี้ ชี้ใครเอี่ยวไม่ว่าระดับใดต้องถึงที่สุด

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) และนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิ์ถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินการเพิกถอนข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยนายวรศิษฎ์ยืนยันว่ากระบวนการเพิกถอนผู้ทุจริตสอบทั้งหมดเสร็จสิ้นตามกำหนดแล้ว พร้อมเร่งเดินหน้าเอาผิดทางอาญาและคืนความเป็นธรรมให้กับผู้สอบสุจริต โดยระบุว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

นายวรศิษฎ์เริ่มต้นการแถลงด้วยการชี้แจงสถานการณ์เกี่ยวกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยแบ่งข้อมูลออกเป็นสองส่วนหลัก คือ 1.สถานการณ์ก่อนที่จะเกิดการทุจริตขึ้น และ2.ผลการดำเนินการหลังจากที่ตรวจพบการทุจริต เพื่อให้สาธารณชนรับทราบข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและถูกต้อง โดยเฉพาะประเด็นที่มีการบิดเบือนข้อมูลไปก่อนหน้านี้

ที่มาและการยกเลิกสัญญาจัดสอบกับมหาวิทยาลัยบูรพา

มท.4 กล่าวย้อนถึงเรื่องที่มาและการยกเลิกสัญญาจัดสอบกับมหาวิทยาลัยบูรพา ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้รับเลือกเป็นผู้จัดสอบ ว่าก่อนการลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการ ได้มีกลุ่มภาคประชาชนจากจังหวัดศรีสะเกษเดินทางเข้าร้องเรียนกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลและพฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์ในการสอบ กระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของข้อร้องเรียน จึงได้จัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่มีบทบาทในการตรวจสอบการทุจริต ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ป.ป.) เพื่อหาแนวทางการป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น

จากการหารือดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อร้องเรียน และได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้ามาตรวจสอบการดำเนินการสอบในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด หลังจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้เข้าตรวจสอบและรวบรวมข้อมูล ได้มีการรายงานข้อเสนอแนะ 3 ประเด็นสำคัญมายังกระทรวงฯ ได้แก่ 1. ควรใช้ผลสอบภาค ก. ของสำนักงาน ก.พ. ในการคัดเลือก 2. ให้กำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และ 3. ให้มีภาคีเครือข่ายเข้ามาตรวจสอบการดำเนินการสอบในทุกกระบวนการ

ข้อเสนอแนะเหล่านี้ได้ถูกส่งไปยังคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อพิจารณาดำเนินการ ซึ่ง กสถ. ได้ประชุมและมีมติเห็นชอบที่จะดำเนินการใน 2 เรื่องหลัง คือ 1.การเพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริต และ 2.การให้ภาคีเข้ามาตรวจสอบกระบวนการสอบ

นายวรศิษฎ์กล่าวว่า "เมื่อกระบวนการสอบเปลี่ยนไป ทำให้งบประมาณก็เปลี่ยนตาม จึงไม่สามารถใช้สัญญาตัวเดิมได้" ทาง สถ.ในฐานะคู่สัญญา จึงได้หารือไปยังกรมบัญชีกลาง ซึ่งได้รับคำแนะนำว่าสามารถจัดซื้อจัดจ้างใหม่ได้ ทำให้เกิดการยกเลิกสัญญาดังกล่าว

มท.4ได้เน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงนี้เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดที่ว่าการยกเลิกสัญญาเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) โดยกล่าวว่า "อำนาจในการยกเลิกสัญญา ไม่ใช่ของ มท.1 ไม่ใช่ของรัฐมนตรีว่าการ แต่เป็นการเสนอโดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และส่งไปให้ กสถ. พิจารณา" พร้อมกล่าวเสริมว่า หากกระทรวงฯ เลือกที่จะเพิกเฉยต่อคำร้องเรียนของประชาชน ก็จะกลายเป็นกรณีของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แทน

กระบวนการจัดจ้างใหม่และการเปิดโปงการทุจริตครั้งใหญ่

หลังจากการยกเลิกสัญญา ทาง สถ. ไม่ได้มีการห้ามมหาวิทยาลัยบูรพาเข้าร่วมการประกวดราคาในครั้งใหม่ การจัดซื้อจัดจ้างรอบใหม่ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการ E-Bidding ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานที่มีความประสงค์จะยื่นราคา สามารถเข้าร่วมได้ การเริ่มต้นจากการรับสมัครผู้เข้าสอบก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายของรัฐจากการกำหนดราคากลางที่สูงเกินไปหากมีผู้สมัครน้อย โดยได้มีการสอบถามราคากลางจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

ในการประมูลจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธี E-Bidding มศว ได้รับเป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการวินิจฉัยของกรมบัญชีกลาง ได้วินิจฉัยว่าคำอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น จึงยืนยันให้ มศว เป็นผู้ชนะ

นายวรศิษฎ์ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ในการที่จะมาตั้งคำถามปลายเปิดแล้วชี้นำ ว่ามันเป็นการจัดทำมาเพื่อให้ผู้ใดผู้หนึ่งชนะการประมูล ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ไม่เป็นธรรม และยังคงยืนยันที่จะสนับสนุนให้ผู้ที่อ้างว่ามีหลักฐานนำส่งให้กับ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบต่อไป

"ถ้าท่านไม่ไว้ใจผมไม่เป็น ด้วยความเคารพครับ ท่านส่งให้เรื่องให้ ป.ป.ช. ก็ได้" มท.4 กล่าว

สำหรับการสอบครั้งใหม่ที่มีการจัดขึ้นและพบการทุจริต เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ทำ MOU ไว้ตั้งแต่ปี 2567 โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ได้เข้าตรวจพบกระบวนการทุจริตนี้ โดยนายวรศิษฎ์ได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปยังผู้ที่พยายามโยงเรื่องว่าเป็นการล้มประมูลเพื่อโกงว่า "คนที่จะเป็นโจร ทำไมต้องเอาตำรวจมาอยู่ในบ้านตัวเอง"

โดยท่อนนี้ มท.4 พยายามย้ำว่าเพราะกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นนี้ที่เกิดขึ้นนี้เองนำไปสู่การเปิดโปงการทุจริตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การสอบราชการของประเทศไทย

การดำเนินงานแบบบูรณาการและการสรุปผลการตรวจสอบ

เมื่อตรวจพบการทุจริต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสามได้ดำเนินการพร้อมกันได้แก่

1. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับผิดชอบภาพรวมและดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริต

2.กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เน้นการติดตามจับกุมกลุ่มนายหน้าและผู้หลอกลวงที่เรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งมีการจับกุมอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

และ 3.กระทรวงมหาดไทยดำเนินการทางด้านบริหาร โดยตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบวินัยร้ายแรงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

นายวรศิษฎ์กล่าวว่า การดำเนินการพร้อมกันของแต่ละหน่วยงานเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่และกรอบการทำงานที่แตกต่างกัน และเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อรีบสืบสวนหาข้อเท็จจริงให้สังคมรับทราบ

ผลการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทยพบว่า มีบุคคลบางกลุ่มจำนวน 5,925 คน ที่ถูกแก้ไขคะแนนให้สูงกว่าความเป็นจริง ทำให้ผ่านการสอบ กสถ. จึงได้มีการประกาศผลคะแนนใหม่และถอดถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว โดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศดำเนินการถอดถอนให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งนายวรศิษฎ์ยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้วตามกำหนด

มาตรการหลังการเพิกถอนและการแก้ไขปัญหาเพื่อความเป็นธรรม

นายวรศิษฎ์ได้สรุปมาตรการที่ดำเนินการและจะดำเนินการต่อไปนี้:

  1. การดำเนินการทางกฎหมาย: กระทรวงฯ ได้รวบรวมข้อมูลของผู้มีคะแนนผิดปกติทั้งหมด 5,925 คน ส่งให้ 5 หน่วยงาน ได้แก่ ป.ป.ช., ป.ป.ท., สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อดำเนินการทางอาญาตามอำนาจหน้าที่ต่อไป นอกจากนี้ สถ. ยังได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกับผู้รับจ้าง (มศว.) เพื่อพิจารณาความรับผิดชอบทางกฎหมาย

  2. การป้องกันปัญหาซ้ำซ้อน: ข้อมูลของผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนได้ถูกส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบการคัดเลือกบุคคลเข้าบรรจุราชการ เพื่อให้พิจารณาเป็นกรณีพิเศษในการป้องกันการทุจริตในอนาคต

  3. การเรียกเงินคืน: สถ. กำลังหารือกับหน่วยงานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหาแนวทางที่ชัดเจนในการเรียกคืนเงินเดือนและสิทธิประโยชน์จากผู้ที่คะแนนไม่ถึงแต่ได้รับการบรรจุ

  4. ประเด็นกับผู้รับจ้าง (มศว): สถ. ได้ชะลอการจ่ายเงินงวดสุดท้ายจำนวนกว่า 30 ล้านบาท และกำลังหารือกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อเงิน 3 งวดแรกที่จ่ายไปแล้ว

  5. การช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: สถ. ได้จัดตั้งทีมสนับสนุนด้านกฎหมายในแต่ละจังหวัด โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อรองรับกรณีเกิดการฟ้องร้อง และกรมฯ พร้อมเป็นแบ็กอัปเพิ่มเติมหากยังไม่เพียงพอ

  6. การป้องกันการจ้างกลับเข้าทำงาน: สถ.ให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้บุคคลที่ถูกเพิกถอนกลับเข้าทำงานในลักษณะจ้างเหมาหรือรูปแบบอื่น ๆ แม้ สถ.จะไม่มีอำนาจสั่งห้ามโดยตรง แต่จะประสานผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอให้ตรวจสอบและรายงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการจ้างบุคคลเหล่านี้กลับเข้าทำงาน และจะออกหนังสือให้ชะลอการจ้าง พร้อมขอความร่วมมือจาก ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เข้าไปช่วยตรวจสอบหากยังมีการจ้าง

ในประเด็นการจ้างงาน นายวรศิษฎ์กล่าวเสริมว่าข้อมูลของผู้ถูกเพิกถอนกำลังรวบรวมจากทุกจังหวัดและจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า สถ. จะดำเนินการกำชับอีกครั้ง และหากยังมีการจ้างบุคคลเหล่านี้กลับเข้าทำงาน กรมฯ จะเข้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น

นายวรศิษฎ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญสุดท้ายคือ "การคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถตัวเอง" ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้สอบได้สุจริตที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว ประมาณ 33,000 คน และ 2.ผู้ที่รอเรียกบรรจุ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ถูกผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนแซงหน้าไป

สำหรับกลุ่มผู้สอบได้สุจริตที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว ซึ่งบางส่วนได้ยื่นขอความเป็นธรรมในการเลือกพื้นที่บรรจุ นายวรศิษฎ์ระบุว่า กสถ. จะพิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์ให้สามารถโอนย้ายถ่ายโอนได้เร็วขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม เพื่อให้ทราบตำแหน่งที่ว่างทั้งหมด และภายในเดือนพฤศจิกายน จะมีการเรียกผู้ที่รอใช้บัญชีเข้ามาบรรจุเติมเต็มตำแหน่งที่ว่าง

นายวรศิษฎ์กล่าวสรุปว่า "กระบวนการทุกอย่างในเรื่องของการบริหารบัญชี การบรรจุก็จะเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อเป็นการคืนความเป็นธรรมและรักษาสิทธิ์ให้กับผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถตัวเองด้วยความสุจริต"

ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิ์ถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวเสริมว่า การทุจริตครั้งนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่หน่วยงานเดียวไม่สามารถทำได้ทั้งหมด จึงต้องบูรณาการร่วมกัน และในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมุ่งเน้นการบริหารบัญชีผู้เข้าสอบ เนื่องจากมีผู้สมัครสอบจำนวนมากเกือบ 400,000 คน ซึ่งกระทบต่อคนหมู่มาก สิ่งสำคัญคือการดึงคนที่คะแนนไม่ถูกต้องออก และบรรจุคนที่คะแนนถูกต้องเข้าไปทดแทน เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้สอบสุจริต

เมื่อถามว่าผู้เข้าสอบได้มีประเด็นซักถามอะไรบ้างหรือไม่ นายวรศิษฎ์ระบุว่ามีผู้เข้าสอบกว่าพันคนเข้ามาขอดูคะแนน ซึ่งทุกเคสได้มีการแจ้งและแสดงข้อมูลหลักฐาน และไม่มีการติดใจอะไรเพิ่มเติม ทั้งนี้ ฐานข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบไม่ได้มาจาก สถ. เอง แต่มาจากบริษัทที่เป็นคู่สัญญาของ มศว และหน่วยงานตรวจสอบคู่ขนานอย่างตำรวจ โดยมีการตรวจสอบเวลาในการสแกนคำตอบที่ใกล้เคียงกับการตรวจคำตอบ ทำให้โอกาสผิดพลาดมีน้อย

เมื่อถามถึงประเด็นที่มีการกล่าวอ้างว่ามีคนใกล้ชิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีการติดต่อกับอาจารย์คนหนึ่งใน มศว นายวรศิษฎ์ชี้แจงว่า ได้มีการชี้แจงต่อกรรมาธิการ (กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร) ไปเมื่อวานนี้ว่ามีการติดต่อพูดคุยกันหนึ่งครั้ง ซึ่งเกิดจากการร้องขอของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ ที่ขอให้ยุบศูนย์สอบจาก 10 ศูนย์ให้เหลือศูนย์เดียว แต่ก็มีการพูดคุยและปฏิเสธคำขอดังกล่าว เนื่องจากต้องดำเนินการตามสัญญา ข้อเท็จจริงมีเพียงเท่านี้

นายวรศิษฎ์ยังยืนยันว่าไม่มีการจัดสอบใหม่เพื่อนำบุคคลเข้าบรรจุแทนผู้ที่ถูกเพิกถอนตามที่มีข่าวลือ และขอให้ผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลกรองข้อมูลให้ดี เพราะอาจสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ที่รอเรียกใช้บัญชีอยู่

ส่วนนายนิรัตน์กล่าวว่าการสอบวินัยร้ายแรงยังคงดำเนินต่อไป โดยมีนายนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธานคณะกรรมการสอบ และกระบวนการจะไม่หยุดชะงัก

นายวรศิษฎ์ได้ย้ำทิ้งท้ายว่า รัฐบาลทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่มีการจัดสอบครั้งไหนที่จะนำภาคีตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ บก.ป.ป. เข้ามาจับตาดูการสอบอย่างใกล้ชิด ซึ่งสุดท้ายก็นำไปสู่การตรวจพบกระบวนการทุจริตจริง และยืนยันว่าการดำเนินคดีอาญายังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อสาวไปถึงผู้กระทำความผิดทุกคนในเครือข่ายนี้ พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริต

"ชัดเจนว่าเราต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดนะครับ จะเป็นระดับ C10, C11, จะ C20 หรือจะอะไร ก็แล้วแต่ ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนอยู่แล้วว่าใครเข้าไปเกี่ยวข้อง อันนี้ต้องดำเนินการและดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาด้วยนะครับ" นายวรศิษฎ์กล่าว

ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น  

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ทุจริตสอบท้องถิ่น



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนคดีเรียกรับเงินโกงสอบท้องถิ่น นายกเฮง โดน ป.ป.ช.ชี้มูลร่ำรวย 37 ล.
ก่อนคดีเรียกรับเงินโกงสอบท้องถิ่น นายกเฮง โดน ป.ป.ช.ชี้มูลร่ำรวย 37 ล.