iLaw สับ! มติ กกต. คดีฮั้ว สว. ปิดตาข้างเดียว ชี้ “ไม่แปลกใจ” หวั่นปกป้อง “สว.สีน้ำเงิน” จ่อแฉหลักฐาน “เอกราช ช่างเหลา” พยานเอก กกต.อ้างไม่น่าเชื่อถือ ชวนประชาชนร่วมปฏิรูป ค้านร่าง รธน. “ภูมิใจไทย” หนุน สสร. เลือกตั้ง
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวความเคลื่อนไหวของ กลุ่ม iLaw หรือ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (Internet Law Reform Dialogue) หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงมติคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ ‘คดีฮั้ว สว.’ ปี 2567 โดย กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องจำนวน 77 คน ประกอบด้วย สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 26 คน, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน, บุคคลอื่น 15 คน ส่วนกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 คน ไม่มีรายใดถูกส่งฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ จากผู้ถูกร้องรวม 427 ราย
โดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ได้เปิดเผยว่า โครงการ ได้ทำการติดตามกระบวนการเลือก สว. ครั้งล่าสุดมาตั้งแต่เริ่มต้น โดยได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการ วิธีการ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงการแบ่งกลุ่มอาชีพและการแนะนำตัวจาก กกต. เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น iLaw ยังได้รณรงค์ให้ประชาชนทุกคนไปใช้สิทธิ์มีส่วนร่วมในการเลือก สว. ในปี 2567 และได้ติดตามสังเกตการณ์ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ พร้อมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลมาโดยตลอด
ภายหลังจากการเลือก สว. ปี 2567 เสร็จสิ้นลง นายยิ่งชีพระบุว่า พวกตนตระหนักได้ทันทีว่าการเลือก สว. ครั้งนี้ "ไม่ปกติ" และต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงอย่างแน่นอน โดยอ้างถึงสามหลักฐานสำคัญที่พบเห็นร่วมกันในวันเลือกระดับประเทศ ประการแรกคือ การมีบุคคลใส่เสื้อสีเหลืองจำนวนมากถึงประมาณ 1,000 คน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของผู้สมัครทั้งหมด พร้อมใจกันแต่งตัวเหมือนกัน มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน เดินทางเข้าไปยังสถานที่เลือก สว. ประการที่สองคือ การพบ "โพย" ที่ระบุหมายเลขของผู้สมัครที่ใส่เสื้อสีเหลือง ซึ่งบุคคลที่มีชื่อและหมายเลขในโพยเหล่านั้นได้รับคะแนนเสียงมากเป็นพิเศษในระดับที่ กกต. เองก็คงไม่คาดคิด และประการที่สามคือ การลงคะแนนที่เป็น "แพทเทิร์น" หรือรูปแบบเดียวกันซ้ำ ๆ โดยไม่ได้เรียงลำดับจากน้อยไปหามาก แต่เป็นการเรียงลำดับแบบที่ไม่สามารถเป็นความบังเอิญได้
จากหลักฐานทั้งหมดนี้ iLaw สรุปได้ว่ามีขบวนการขนาดใหญ่ที่จัดตั้งผู้สมัคร สว. จำนวนมาก เพื่อเดินเข้าไปเลือกผู้สมัครกลุ่มหนึ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าและมีหมายเลขอยู่ในโพย
นายยิ่งชีพเชิญชวนให้คนไทยทุกคนขีดเส้นใต้ร่วมกันว่าการเลือก สว. ในปี 2567 นั้นไม่ปกติ และเกิดขึ้นโดยมีขบวนการจัดการอยู่เบื้องหลัง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคนกลุ่มหนึ่ง อย่างน้อย 120 ถึง 150 คน ซึ่งเตรียมการกันมาก่อน ได้เป็น สว. อย่างแน่นอน และพวกเขาก็ได้เป็นจริง เมื่อ สว. กลุ่มนี้ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ก็ปรากฏพฤติกรรมในการลงคะแนนโหวต การจับกลุ่มรวมตัวกันตั้งกรรมาธิการ และการเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ อย่างเหนียวแน่นเป็นกลุ่มก้อน หากจะกล่าวว่าทุกคนมาโดยอิสระนั้นเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม นายยิ่งชีพยอมรับว่าการหาพยานหลักฐานว่าใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้เป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะผู้ที่จัดทำขบวนการใหญ่ขนาดนี้ย่อมรู้จักวิธีการปกปิดและซ่อนเร้นพยานหลักฐาน โดยต้องมีกระบวนการและวิธีการที่ตกลงกันว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ความผิดถูกจับได้ เมื่อพิจารณาว่าในประเทศนี้ใครบ้างที่มีแรงจูงใจที่จะทำกระบวนการขนาดใหญ่เช่นนั้น เพื่อให้สามารถยึดกุม สว. ได้ ก็ต้องเป็นพรรคการเมือง และต้องเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่พอที่จะมีเครือข่ายอยู่ในหลายจังหวัด เพื่อจัดการจัดตั้งผู้สมัครได้จำนวนมากขนาดนี้ ซึ่งพรรคการเมืองขนาดใหญ่เช่นนั้นในประเทศไทยก็มีอยู่ไม่กี่พรรค
แต่จากการสืบสวนสอบสวนทั้งหมด iLaw พบว่าหลักฐานที่วนเวียนอยู่นั้นเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาอยู่รอบพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคภูมิใจไทย หลักฐานที่ว่านี้รวมถึง สส. ของพรรค อดีตผู้สมัคร สส. ผู้ช่วย สส. ตลอดจนญาติพี่น้องและบุคคลในครอบครัวของ สส. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาผู้สมัคร การโอนเงิน จ่ายค่าตอบแทน และการนำผู้สมัครมารวมตัวกันประชุมเพื่อทำโพยที่โรงแรมต่าง ๆ โดยมีหลักฐานที่ชัดเจน เช่น ผู้สมัครไปนอนรวมกันอยู่ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น ซึ่งเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่หน้าพรรคภูมิใจไทย
ไอลอว์รับโกรธแต่ไม่แปลกใจมติ กกต. ชี้น้ำหนักคำสั่งฟ้องไม่สมเหตุสมผล
นายยิ่งชีพกล่าวถึงมติของ กกต. ที่แถลงออกมาว่า ในฐานะที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดกว่าสองเดือน และดีใจที่สังคมไทยให้ความสนใจกระบวนการได้มาซึ่ง สว. แต่เมื่อได้ฟังความเห็นและคำวินิจฉัยของ กกต. แล้ว อันดับแรกคือ "รู้สึกโกรธ" แต่ในขณะเดียวกันก็ "ไม่แปลกใจ" และไม่มีอะไรที่น่าเซอร์ไพรส์เลย โดยเฉพาะการแถลงในช่วงแรกที่พูดถึงข้อหาเกี่ยวกับผู้บริหารพรรคการเมือง พอมีมติว่าไม่สั่งฟ้องใครเลยก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะ iLaw ทราบดีอยู่แล้วว่า กกต. ที่ลงมติและออกมาแถลงในวันนี้ โดยเฉพาะท่านประธาน กกต. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ มีที่มาจากการเลือกของ สว. ชุดนี้ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา และทราบดีว่า สว. ชุดนี้ ก่อนที่จะได้มานั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับใครและพรรคการเมืองใดบ้าง ดังนั้น มติที่ออกมาจึงไม่ได้เป็นเรื่องน่าตกใจและไม่ได้เกินความคาดหมาย หากเข้าใจสภาพปัญหาโครงสร้างทางการเมืองทั้งหมดแล้ว ก็จะรู้ว่าไม่มีอะไรเป็นเรื่องแปลกประหลาด
อย่างไรก็ดี นายยิ่งชีพกล่าวว่า กกต. ได้มีคำสั่งฟ้อง สว. จำนวน 26 คน และผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการรวมแล้ว 77 คน ซึ่งจากผู้ต้องหาทั้งหมด 427 คน การฟ้อง 77 คน ซึ่งเป็นส่วนน้อย และมีเฉพาะ "คนตัวเล็ก" เท่านั้น
นายยิ่งชีพกล่าวว่ายังไม่ทราบรายชื่อทั้งหมดของ 26 คนที่ถูกส่งฟ้องเป็น สว. และอยากให้ กกต. แถลงให้ชัดเจนโดยเร็วว่า 26 คนนั้นมีใครบ้าง และมีหลักฐานอะไรต่อบุคคลเหล่านั้น แต่จากการติดตามศึกษาสำนวน iLaw พอจะเดาได้ว่า 26 คน คือกลุ่มที่ "ผิดพลาดในการทำงาน" ทำให้มีหลักฐานเส้นทางการเงินมาถึงตัว เช่น บางคนอาจจะใช้โทรศัพท์มือถือตัวเองกดโอนเงินพร้อมเพย์ หรือให้ภรรยาเป็นคนกดให้ หรือนำเงินสดไปใส่ซองยื่นให้พยานด้วยมือของตัวเอง ส่วนที่เหลือ ไม่ได้แปลว่าไม่กระทำความผิด แต่แปลว่าพวกเขาอาจจะ "ไม่พลาด" ก็เป็นได้ และอาจจะมีวิธีการจ่ายเงินที่ไม่ทิ้งพยานหลักฐาน เพราะพยานส่วนใหญ่ระบุว่าเงินที่ได้รับคือเงินสด มีเพียงไม่กี่รายที่ได้รับเป็นเงินโอนและมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงตัว
ดังนั้น การที่มีคำสั่งฟ้อง 26 คน จึงมีความหมายว่า "มีการโกงเลือก สว. 67 จริง" และ สว. 67 คน มีหลักฐานเพียงพอที่แปลว่ามีบางคนมาโดยไม่สุจริต ถูกฟ้องตามมาตรา 77 ซึ่งคือการซื้อเสียง การให้เงิน ให้ผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อแลกกับการออกเสียงลงคะแนนเลือก สว.
นายยิ่งชีพยกตัวอย่างกรณีของ นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ซึ่งเป็น สว. ที่มีชื่ออยู่ในโพยหมายเลข 111 กลุ่ม 13 และได้รับคะแนนสูงในการเลือก สว. ระดับประเทศ โดยได้คะแนนมากเป็นอันดับที่ 5 ในรอบเลือกกันเอง และสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในรอบเลือกไขว้ของกลุ่ม 13 (วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี) และ กกต. ได้แสดงกราฟิกที่ระบุถึงการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับท่านนายสรชาติ ซึ่งตรงกับข้อมูลที่ iLaw มี ดังนั้น ตนจึงเข้าใจว่า นายสรชาติ น่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ถูกสั่งฟ้อง
นายยิ่งชีพตั้งคำถามว่า หาก กกต. เชื่อว่ามีการโกงเกิดขึ้น และสั่งฟ้อง สว. บางคน เช่น นายสรชาติ ก็ต้องหมายความว่า กกต. เชื่อแล้วว่าขบวนการโกงนั้นทำงาน ไม่ใช่เพียงแค่มีเส้นทางการโอนเงินไม่กี่ครั้ง และทำไมหมายเลขอื่น ๆ ที่อยู่ในโพยเดียวกับ นายสรชาติ จึงไม่ถูกตรวจสอบ หรือไม่รู้เห็นอะไรเลยได้อย่างไร การที่คนอื่นเอาหมายเลขของ นายสรชาติ ไปใส่ในโพยและจัดตั้งขบวนการคนใส่เสื้อสีเหลืองขนาดใหญ่เพื่อโหวตให้จนได้เป็น สว. ทั้งโพย โดยที่ นายสรชาติ จะไม่รู้ไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร การตัดสินเพียงเพราะ สว. คนนั้นไม่มีหลักฐานว่าใช้พร้อมเพย์จากมือถือตัวเองโอนออก ก็แปลว่าไม่ผิดแน่ ๆ แล้วอย่างนั้นหรือ iLaw จึงเชื่อว่ากระบวนการโกงการเลือก สว. เป็นขบวนการขนาดใหญ่และมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านี้ แต่ กกต. อาจเลือกฟ้องเพียงคนตัวเล็ก ๆ บางคนที่ไม่รอบคอบเพียงพอและทิ้งหลักฐานไว้ ส่วนขบวนการขนาดใหญ่และผู้อยู่เบื้องหลังผู้มีเหตุจูงใจยังไม่ถูกตรวจสอบและสั่งฟ้อง
ไอลอว์วิจารณ์ กกต. ล้ำเส้นอำนาจศาล ปิดโอกาสค้นหาความจริง
น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร ทีมงาน iLaw ได้เสริมว่า จากการแถลงของ กกต. วันนี้ โดยเฉพาะบทบาทนำของประธาน กกต. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ทำให้เห็นว่า กกต. กำลัง "ล้ำเส้น" และวางบทบาทตัวเองเหมือนเป็น "ศาล" ทั้งที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 ระบุชัดเจนว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดทำการทุจริตการเลือก สว. ให้ กกต. ต้องส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาคดี
น.ส.บุณยนุช ชี้ว่า การที่ประธาน กกต. แถลงถึงพยานบางรายว่าไม่น่าเชื่อถือ คำให้การมาสอดคล้องกัน และอ้างว่าไม่พบพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการทุจริต จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ กกต. ตัดสินใจไม่ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่เหลือในคดีนี้ ซึ่งบทบาทที่ กกต. กำลังวางอยู่ไม่ใช่บทบาทของ กกต. แล้ว แต่เป็นบทบาทของศาล iLaw ขอย้ำว่าหน้าที่ของ กกต. คือเมื่อไม่พบหลักฐาน ต้องแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าขบวนการเตรียมการโกงเลือก สว. ที่พยานกล่าวอ้างนั้นมีหลักฐานอันควรเชื่อตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อนแล้วว่าพยานไม่น่าเชื่อถือและยุติการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม
ส่วนบทบาทในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและชี้ถูกชี้ผิดนั้น เป็นหน้าที่ของศาลฎีกา ซึ่งเป็นองค์กรตุลาการและมีที่มาที่เป็นกลางกว่า กกต. ที่มาจากความเห็นชอบโดยวุฒิสภา
นอกจากนี้ น.ส.บุณยนุชยังเน้นย้ำว่า การที่ กกต. ตัดสินใจไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาผู้ถูกกล่าวหาบางรายในคดีโกงเลือก สว. เป็นการ "ปิดโอกาส" ไม่ให้ศาลฎีกาซึ่งมีกระบวนการพิจารณาไต่สวนและแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติมได้ และยังเป็นการปิดโอกาสไม่ให้ประชาชนได้เข้าไปรับฟังกระบวนการพิจารณาหลักฐานในศาล เพื่อเห็นว่าสุดท้ายแล้วบุคคลที่ กกต. ปัดตกไม่ส่งฟ้องนั้น ทำผิดจริงหรือไม่
ไอลอว์เดินหน้าแฉ! เปิดคำให้การ ‘เอกราช ช่างเหลา’-หลักฐานเชื่อมโยง ‘เนวิน’
น.ส.กัลยกร สุนทรพฤกษ์ ทีมงาน iLaw ได้เปิดเผยถึงแนวทางหลังจากนี้ว่า iLaw จะทยอยเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้งหมดที่ไม่ถูกสั่งฟ้องในวันนี้ ผ่านทางเพจ iLaw โดยจะประเดิมด้วยการเผยแพร่คำให้การทั้งหมดของ นายเอกราช ช่างเหลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคภูมิใจไทย เขต 4 ซึ่งเป็นพยานสำคัญ (รหัส 16/26) ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในวันนี้ และในระหว่างการเลือก สว. ปี 2567 นายเอกราชยังคงเป็น สส. ของพรรคภูมิใจไทยอยู่ โดยพยานปากนี้ได้เคยอธิบายไว้ในชั้นสอบสวนว่า กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้ มีบทบาทหรือเกี่ยวข้องอย่างไรกับขบวนการโกงเลือก สว.
นายยิ่งชีพกล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นที่อึดอัดกันมานานที่ไม่มีใครพูดตรง ๆ แต่ iLaw จะพูดให้ โดยระบุว่าพยาน 16/26 หรือที่เขาเรียกว่าพยานระดับ Tier 1 ก็คือ นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส. ขอนแก่น เขต 4 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งประธาน กกต. ได้แถลงความเห็นส่วนตัวว่าไม่รับฟังพยานปากนี้ โดยไม่เชื่อถือ เนื่องจากมีประวัติไม่ดี หรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยมาก่อน
ซึ่งนายยิ่งชีพมองว่าเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักเฉพาะบุคคล แต่หากถามว่าในสำนวนมีหลักฐานอันควรเชื่อที่ไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยว่าเกี่ยวข้องกับการโกงเลือก สว. หรือไม่ iLaw จะตอบว่า "มี" ผ่านปากคำพยานที่ชื่อ นายเอกราช ช่างเหลา ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายปากที่สำคัญ และ iLaw จะเปิดเผยให้ประชาชนได้ดูว่า นายเอกราช อธิบายกระบวนการนี้ไว้อย่างไรบ้าง โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องเชื่อ นายเอกราช ก็ได้ แต่หากอ่านแล้วรู้สึกว่าเชื่อ ก็มารับรู้ร่วมกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในพรรคภูมิใจไทย ตามที่ นายเอกราช ได้อธิบายไว้
นอกจากคำให้การของ นายเอกราช ช่างเหลา แล้ว iLaw ยังพบข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ที่จะทยอยเปิดเผย โดย น.ส.กัลยกร ระบุว่า หมายเลขของ นายอัษฎางค์ แสวงการ ซึ่งเป็นพยานรหัส 21/26 ปรากฏอยู่ในโพยใบเดียวกับ นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ที่ถูก กกต. สั่งฟ้องในวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพยานที่เคยระบุว่า ได้พบนายเอกราช ช่างเหลา ที่ร้านอาหารในจังหวัดขอนแก่น และในวันนั้น นายเอกราช ได้มีการโทรศัพท์หา "เจ้านายฝั่งบุรีรัมย์" ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสาร iLaw ได้พบว่ามีสัญญาณโทรศัพท์ออกมาจากจังหวัดขอนแก่นจริง ระหว่าง นายเนวิน ชิดชอบ กับ นายเอกราช ช่างเหลา โดย iLaw จะเผยแพร่คำให้การของ นายเอกราช ช่างเหลา ทั้งหมดผ่านทางเพจ iLaw
นายยิ่งชีพกล่าวว่า หลังจากนี้ iLaw จะคัดเลือกข้อมูลส่วนที่สำคัญและจำเป็นที่อยู่ในสำนวนการสอบสวน และนำเสนอต่อสาธารณะ โดยส่วนใหญ่จะเป็นปากคำพยานอื่น ๆ นอกเหนือจาก นายเอกราช ช่างเหลา เช่น พยาน 21/26 ซึ่งคือ นายอัษฎางค์ แสวงการ และพยาน 22/26 กับ 25/26 ซึ่ง กกต. ได้กล่าวถึง โดย iLaw จะทยอยนำเสนอว่าพยานเหล่านี้ให้การไว้อย่างไรบ้างในชั้นสอบสวน รวมถึงหลักฐานเส้นทางการโอนเงิน และการใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างบุคคลต่าง ๆ ที่สำคัญ ทั้งที่ถูกสั่งฟ้องและที่ถูกสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว
iLaw ยืนยันว่า จะต้องกลั่นกรองข้อมูลเพื่อไม่ให้เป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจทำให้ใครได้รับความเสียหาย และจะไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพยาน หากจำเป็นต้องมีการถมดำตัวอักษรบางตัวบ้าง ก็จะเป็นเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่สำคัญต่อการเข้าใจการโกงเลือก สว. ที่เกิดขึ้น ส่วนข้อมูลส่วนอื่น iLaw ตั้งใจจะนำเสนอทั้งหมด แต่อาจจะทยอยนำเสนอทีละน้อยเนื่องจากมีจำนวนมาก
นายยิ่งชีพย้ำว่าพยานระดับสำคัญ (Tier 1) ที่เชื่อมโยงข้อมูลไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยมีจำนวน 4 ปากหลัก ๆ คือ พยาน 16/26 (นายเอกราช ช่างเหลา), 21/26 (นายอัษฎางค์ แสวงการ), 22/26 และ 25/26 ส่วนพยานระดับอื่น ๆ (Tier 2, Tier 3) ที่เคยออกมาพูดต่อสาธารณะยังมีอีกหลายคน และข้อมูลของพวกเขาก็เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่ค่อย ๆ ประกอบเข้าไปในภาพใหญ่ที่พยาน Tier 1 ได้วาดเอาไว้ ดังนั้น แม้จะไม่เชื่อพยาน Tier 1 บางปาก แต่ภาพจิ๊กซอว์ทั้งหมดก็ถูกประกอบเอาไว้แล้วโดยพยานปากอื่น ๆ
นายยิ่งชีพย้ำว่า การสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานเป็นหน้าที่ของ กกต. หาก กกต. เห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอในข้อที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาคนไหน กกต. ต้องไปหาเพิ่ม ไม่ใช่สั่งไม่ฟ้อง และหาก กกต. หาเจอเมื่อไหร่ ก็สามารถสั่งฟ้องได้ และหากมีหลักฐานใหม่ ก็สามารถสืบสวนสอบสวนเริ่มต้นคดีใหม่ได้
iLaw ชวนประชาชนค้านร่าง รธน. ‘ภูมิใจไทย’ หนุน สสร. เลือกตั้ง
น.ส.บุณยนุชได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า กกต. ที่มาจากการเลือกของ สว. ได้ใช้อำนาจของพวกเขาในการวินิจฉัยเพื่อ "ปกป้อง สว. สีน้ำเงิน" หลังจากนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งให้อำนาจของ สว. สีน้ำเงิน ในการหยิบเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ตามอำเภอใจ และสามารถอนุมัติหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการได้
ดังนั้น iLaw จึงยืนยันว่าไม่เห็นด้วย และมีความจำเป็นจะต้อง "ออกจากระบอบนี้" ให้ได้ ซึ่งตอนนี้มีหนทางเดียวคือ การต้องคัดค้านกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฉบับนี้ ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะทำให้ สว. สีน้ำเงิน ยึดครองอำนาจ ทางออกของประชาชนคือ การร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง และไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ผ่านมือของ สว. สีน้ำเงิน เลย iLaw จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจจะร่วมลงชื่อกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสามารถลงชื่อได้ที่เว็บไซต์ conforall.com
นายยิ่งชีพเสริมว่านี่คือสิ่งที่ iLaw ชวนประชาชนทำในวันนี้ หากใครไม่เห็นด้วยกับระบอบอำนาจที่มี สว. สีน้ำเงิน ยึดครองอยู่ และกำลังจะเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยให้ สว. เหล่านี้เป็นใหญ่ ก็ขอให้ช่วยกันผลักดันให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงทั้งหมด และไม่เอาอำนาจ สว. ที่อยู่เหนือกว่าอำนาจประชาชน นี่คือทางออกและทางเดินข้างหน้าที่ iLaw ชักชวนประชาชนช่วยกันทำ ส่วน iLaw เองก็จะทำหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลส่วนที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อไป
เมื่อถูกถามถึงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์หรือการเคลื่อนไหวใด ๆ ในอนาคต นายยิ่งชีพกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีแผน และยังไม่ประกาศนัดหมายใด ๆ ในวันนี้ แต่ iLaw จะติดตามต่อไปว่าประชาชนรู้สึกอย่างไร และถ้าข้อเรียกร้องจากประชาชนและความรู้สึกในสังคมเห็นควรต้องทำอะไร ก็จะทำ แต่ iLaw คิดว่าบทบาทหลักของพวกตนคือการนำเสนอข้อเรียกร้องและข้อมูลที่จำเป็นซึ่งได้ทำไปครบถ้วนแล้ว และข้อมูลนี้จะมีการเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง มาเป็นชุด โดยมีพยานหลายร้อยปาก ไม่ใช่แค่ 4-500 ปาก และจะมีการไล่เรียงความสำคัญเป็น Tier 1, Tier 2, Tier 3 ขอให้ประชาชนที่สนใจติดตามและอดทนอ่านไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่ iLaw ได้อ่านมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา




