"...จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าปัญหาข้อร้องเรียนเรื่องการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารไทยพีบีเอส กำลังขยายวงจากการตรวจสอบบุคคล ไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับ “ระบบกำกับดูแล” ของ ส.ส.ท. หลัง สตง. ตรวจสอบพบประเด็นเกี่ยวกับการไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์ควบคุมการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารและพนักงานระดับสูงที่ได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่าย หรือ Car Allowance อยู่แล้ว"
การใช้รถส่วนกลางขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส กลับมาถูกจับตามองอีกครั้ง
เมื่อสำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันว่า จากการตรวจสอบของทีมเฉพาะกิจสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม 2569 โดยสอบถามผู้เกี่ยวข้อง ตรวจบันทึกการใช้รถ และรวบรวมระเบียบที่เกี่ยวข้อง พบว่า ในช่วงประมาณ 5 ปี ระหว่างปี 2564-2569 ผู้บริหารและพนักงานระดับสูงของ ส.ส.ท. ตั้งแต่ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการสำนัก และผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนัก รวมประมาณ 30 คน ได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายแทนการจัดรถประจำตำแหน่ง แต่ยังมีการใช้รถส่วนกลางขององค์กร
โดยประเด็นสำคัญที่ สตง.ตรวจพบ คือ ส.ส.ท.ยังไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์กลางที่ชัดเจนสำหรับการใช้รถส่วนกลางของบุคคลที่ได้รับค่าพาหนะเหมาจ่าย ทั้งที่เมื่อปี 2562 สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเคยมีหนังสือตอบข้อหารือมายัง ส.ส.ท. ให้จัดทำระเบียบและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เรียบร้อย แต่ไม่มีการดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าว ผลตรวจสอบเบื้องต้น สตง.จึงตั้งประเด็นถึงความรับผิดชอบของคณะกรรมการนโยบายและผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการออกระเบียบกลาง ขณะที่ผู้อำนวยการมีอำนาจออกหลักเกณฑ์หรือระเบียบย่อย

ภาพประกอบรายงาน
สตง.สอบพบผู้บริหารไทยพีบีเอส 30 คน รับค่าพาหนะแต่ยังขอใช้รถส่วนกลาง
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า ปัญหาข้อร้องเรียนเรื่องการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารไทยพีบีเอส กำลังขยายวงจากการตรวจสอบบุคคล ไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับ “ระบบกำกับดูแล” ของ ส.ส.ท. หลัง สตง. ตรวจสอบพบประเด็นเกี่ยวกับการไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์ควบคุมการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารและพนักงานระดับสูงที่ได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่าย หรือ Car Allowance อยู่แล้ว
ย้อนกลับไปดูข้อมูลเชิงลึกการเข้าตรวจสอบข้อมูลของทีมเฉพาะกิจ สตง. กันแบบชัดๆ อีกครั้ง
จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อเดือน2569 นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สตง. มีหนังสือถึงกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ทั้งปัจจุบันและอดีตในช่วงปี 2560-2569 รวมถึงผู้บริหาร ส.ส.ท. ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เหตุใดจึงไม่มีการออกระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ควบคุมการใช้รถส่วนกลางให้ชัดเจน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ สตง.ต้องการคำตอบ คือ กรณีบุคลากรที่ได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายเป็นรายเดือนอยู่แล้ว แต่ยังสามารถใช้รถส่วนกลางขององค์การได้
หลังจากที่เรื่องนี้ มีจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคม 2569 สตง.ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้ระบุว่าเป็น “พนักงานไทยพีบีเอส” แจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินภายใน ส.ส.ท.หลายกรณี ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าอาจมีประเด็นที่ควรตรวจสอบ
หนึ่งในนั้นคือการใช้รถส่วนกลาง
เบื้องต้น ผู้ว่าการ สตง. ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจทีมใหญ่ โดยมีเจ้าหน้าที่จากหลายส่วนเข้าตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ ส.ส.ท. แยกเป็นกรณีต่าง ๆ
จุดเริ่มต้น กรณี 'ก่อเขต-จิตติมา'
สำหรับกรณีรถส่วนกลาง จุดเริ่มต้นของข้อร้องเรียนพาดพิงถึงนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าว และ น.ส.จิตติมา บ้านสร้าง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านบริหาร เกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลางขององค์การ
ข้อมูลระบุว่า นายก่อเขตได้รับค่าพาหนะเหมาจ่ายเดือนละ 27,000 บาท ขณะที่ น.ส.จิตติมาได้รับเดือนละ 15,000 บาท
ซึ่งก่อนหน้าการตรวจสอบของ สตง. นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนปัจจุบันได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบกรณีนายก่อเขต โดยสรุปว่าไม่พบพฤติการณ์ทุจริต เนื่องจากการใช้รถส่วนกลางเป็นการใช้เพื่อภารกิจด้านข่าว ไม่ได้ใช้เพื่อกิจธุระส่วนตัว จึงให้ยุติเรื่อง
ข้อมูลระบุว่า น.ส.จิตติมาได้รับหนังสือแจ้งผลในลักษณะเดียวกัน

หนังสือแจ้งผลสอบ
จาก 2 ลาม 30 คน -สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เคยแจ้งปี 2562
อย่างไรก็ตาม การเข้าตรวจสอบของ สตง.ในเวลาต่อมา ทำให้เกิดคำถามอีกชั้นหนึ่งที่แตกต่างจากประเด็นว่า “นำรถไปทำธุระส่วนตัวหรือไม่”
นั่นคือ ผู้ที่ได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายอยู่แล้ว สามารถกลับมาใช้รถส่วนกลางขององค์การได้อีกหรือไม่ และ ส.ส.ท.ควรมีหลักเกณฑ์ควบคุมเรื่องนี้อย่างไร
จากการตรวจสอบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2569 ทีมเฉพาะกิจ สตง.ได้สอบถามผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบบันทึกการใช้รถ และรวบรวมระเบียบกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นสำคัญที่พบจากการตรวจสอบเบื้องต้น คือ ส.ส.ท.ยังไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์เฉพาะที่กำหนดชัดเจนเกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารหรือพนักงานที่ได้รับค่าพาหนะเหมาจ่ายแล้ว
ทั้งที่มีข้อมูลว่า เมื่อปี 2562 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเคยมีหนังสือตอบข้อหารือมายัง ส.ส.ท. โดยมีประเด็นให้จัดทำระเบียบหรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลางให้ชัดเจน
แต่จากการตรวจสอบของ สตง. พบว่าไม่มีการดำเนินการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวตามมา
ประเด็นนี้จึงนำไปสู่ข้อสังเกตเกี่ยวกับความบกพร่องในการกำกับดูแล และการละเลยที่จะจัดให้มีระบบควบคุมการใช้ทรัพย์สินขององค์การอย่างเหมาะสม
ข้อมูลจากการตรวจสอบยังขยายขอบเขตไปถึงผู้บริหารและพนักงานระดับสูงของ ส.ส.ท. ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการสำนัก และผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนัก รวมประมาณ 30 คน
บุคคลกลุ่มนี้อยู่ในช่วงการตรวจสอบย้อนหลังประมาณ 5 ปี ระหว่างปี 2564-2569 และได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายแทนการจัดรถประจำตำแหน่ง ขณะเดียวกันมีกรณีการใช้รถส่วนกลางขององค์การด้วย
จึงเกิดประเด็นให้ สตง.ตรวจสอบว่า การได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายพร้อมกับการใช้รถส่วนกลางนั้น มีส่วนใดเป็นการได้รับประโยชน์ซ้ำซ้อนหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การหรือไม่
หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจริง การคำนวณความรับผิดของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันตามระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง การได้รับสิทธิ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้รถ
ส่วนกรรมการนโยบายไม่ได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่าย แต่ประเด็นที่ถูกตรวจสอบเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์และระบบควบคุมขององค์การ
สตง. ทำหนังสือถึง วิลาสินี- วันชัย
มีข้อมูลยืนยัน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา สตง. ได้ส่งหนังสือถึงกรรมการนโยบายปัจจุบันและอดีตของส.ส.ท. ในช่วงตั้งแต่ปี 2560 - 2569 และส่งถึงผู้อำนวยการคนก่อน ได้แก่ รศ.วิลาสินี พิพิธกุล (ดำรงตำแหน่ง 24 กรกฎาคม 2560 - 23 กรกฎาคม 2564 เป็นสมัยแรก / 24 กรกฎาคม 2564 - 23 กรกฎาคม 2568 เป็นสมัยที่สอง) และส่งถึงนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คนปัจจุบัน เข้ารับตำแหน่ง 24 กรกฎาคม 2568 ถึงปัจจุบัน

รศ.วิลาสินี พิพิธกุล

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
โดยขอให้ส่งคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ว่ามีเหตุผล หรือความจำเป็นอะไร ทำไมจึงไม่ออกระเบียบ ข้อบังคับหลักเกณฑ์การใช้รถส่วนกลางมาใช้บังคับในองค์กรเหมือนหน่วยงานรัฐอื่นๆ อันจะทำให้การใช้รถส่วนกลางเป็นระบบ ระเบียบ แบบแผนการปฏิบัติเพื่อให้การใช้เงินเป็นไปตามกฎหมาย เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ขององค์ กร โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน ( Car Allowance ) ควรจะมีระเบียบห้ามไว้อย่างชัด เจนว่า ไม่สามารถใช้รถส่วนกลางได้อีก ไม่ว่าจะใช้ในกิจการงานที่เป็นส่วนรวมเกิดประโยชน์ต่อองค์กร หรือใช้ในกิจธุระส่วนตัว แต่ส.ส.ท.กลับไม่มีระเบียบนี้ หากมีพยานหลักฐานก็ขอให้ส่งมา.
พิจารณาจากสาระสำคัญของคำถามจาก สตง. คือ มีเหตุผลหรือความจำเป็นอย่างไรที่ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีการออกระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลาง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายแล้ว
อีกประเด็นสำคัญในข้อพิจารณาของ สตง. คือ ส.ส.ท.มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การใช้จ่ายเงินและการบริหารทรัพย์สินจึงต้องอยู่ภายใต้หลักความสุจริต คุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสามารถตรวจสอบได้
รถส่วนกลางที่ ส.ส.ท.จัดหาไว้ ถือเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อกิจการส่วนรวมและประโยชน์ขององค์การ จึงต้องมีระบบควบคุมดูแลและใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์
รวมถึงการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถส่วนกลาง ต้องสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานตามภารกิจขององค์การและเป็นไปตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ สตง.กำลังตรวจสอบจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “รถถูกนำไปใช้ส่วนตัวหรือไม่” แต่รวมถึงคำถามว่า ระบบการอนุญาต การควบคุม และการใช้รถส่วนกลางของ ส.ส.ท.ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีหลักเกณฑ์รองรับเพียงพอหรือไม่
สตง.รื้อทั้งระบบ- จับตาเรียกเงินคืน
เมื่อพิจารณาประกอบกรณีของ นายก่อเขต และ น.ส.จิตติมา ที่ นายวันชัย สรุปผลไปแล้วว่า การใช้รถเป็นไปเพื่อภารกิจข่าว ไม่ใช่กิจธุระส่วนตัว จึงไม่พบพฤติการณ์ทุจริตและให้ยุติเรื่อง

แต่การตรวจสอบของ สตง.มองกว้างออกไปถึงโครงสร้างการได้รับสิทธิค่าพาหนะเหมาจ่ายและการใช้รถส่วนกลางควบคู่กัน ตลอดจนการไม่มีระเบียบควบคุมที่ชัดเจน
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “รถไปทำงานหรือไปทำธุระส่วนตัว” แต่อยู่ที่ว่า “เมื่อได้รับ Car Allowance แล้ว ยังมีสิทธิใช้รถส่วนกลางภายใต้เงื่อนไขใด และใครมีหน้าที่กำหนดกติกานี้ให้ชัดเจน” ถือเป็นการรื้อโครงสร้างกรณีการใช้รถส่วนกลางทั้งระบบ
อย่างไรก็ดี ข้อมูลทั้งหมดในขณะนี้ยังเป็นกระบวนการตรวจสอบที่ ยังไม่สิ้นสุด
สตง.ยังต้องรับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐานจากกรรมการนโยบายและผู้บริหาร ส.ส.ท.ที่เกี่ยวข้อง ก่อนประมวลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมถึงพิจารณาว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ หากมี ใครต้องรับผิดชอบ และเป็นจำนวนเท่าใด
ข้อมูลระบุด้วยว่า กระบวนการใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากมีการขอขยายเวลาส่งคำชี้แจง โดยให้เหตุผลว่ามีรายละเอียดและเอกสารจำนวนมาก
หลังจากรวบรวมคำชี้แจงครบถ้วน เจ้าหน้าที่ สตง.จะสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และข้อเสนอแนะ เสนอต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณา ก่อนแจ้งผลการตรวจสอบไปยังผู้เกี่ยวข้อง
คาดว่ากระบวนการดังกล่าวจะมีความชัดเจนภายในเดือนตุลาคม 2569 นี้ แต่ถ้ามีการขอขยายเวลาเพิ่ม ก็อาจจะใช้เวลามากกว่านี้
ผลตรวจสอบขั้นสุดท้ายจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตา เพราะอาจให้คำตอบได้ว่า ปัญหา “รถส่วนกลางไทยพีบีเอส” เป็นเพียงข้อบกพร่องของการวางระบบ หรือมีความเสียหายที่ต้องเรียกคืน และความรับผิดจะครอบคลุมถึงบุคคลหรือองค์กรในระดับใด
ที่สำคัญ จะเป็นคำตอบต่อคำถามที่ สตง.กำลังไล่ย้อนกลับไปหลายปีว่า
เหตุใดองค์กรสื่อสาธารณะที่ใช้เงินและทรัพย์สินของรัฐ จึงไม่มีหลักเกณฑ์ควบคุมเรื่อง “Car Allowance กับรถส่วนกลาง” ให้ชัดเจน ทั้งที่ประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้เงินและทรัพย์สินขององค์การ
ทั้งที่ เป็นองค์กรที่ได้ชื่อว่า เป็นสื่อเพื่อสาธารณะ ต้นแบบขององค์กรสื่อสำคัญในประเทศไทย
แบบที่เห็นและเป็นไปอยู่ในขณะนี้
อ่านประกอบ :
สตง.ตั้งทีมเฉพาะกิจสอบใช้งบไทยพีบีเอส รถหลวง-ซื้อเจาะจง-จ้างพิธีกรแพง
ผอ.ไทยพีบีเอส แจงกรณีสตง.ตั้งทีมฯ สอบใช้งบ ตอบได้หมด - ไม่มีปัญหาอะไร
ผ่าคำสั่งสตง.ลุยสอบไทยพีบีเอสพุ่งเป้าใช้จ่ายเงิน-บริหารทรัพย์ฯขัดกม.?
ชี้แล้วไม่ผิดทั้งคู่! ไทยพีบีเอสยุติสอบปมใช้รถหลวง 'จิตติมา–ก่อเขต'
ปมรถหลวงไทยพีบีเอส! สตง.สั่งชี้แจงเพียบ 30 คน ผู้ขอใช้-ยันคนดูระเบียบ
ไทยพีบีเอสแจง สว. กรณีร้องผู้บริหารใช้รถหลวง ยันไม่พบการทุจริต
สตง.สอบพบผู้บริหารไทยพีบีเอส 30 คน รับค่าพาหนะแต่ยังขอใช้รถส่วนกลาง




