"...ผู้ถูกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 6 ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อตรวจสอบรับรองการเบิก รับรองยอดกำลังพลและเป็นผู้รับเงิน ดำเนินการจัดทำเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัยเป็นเท็จ และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เพื่อให้เป็นประโยชน์ให้แก่นายชานน เนตรพรหม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ในการได้รับเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเสี่ยงภัย และค่าเลี้ยงดู จากทางราชการ โดยไม่มีสิทธิตามระเบียบกฎหมาย จำนวน 18 ฎีกา ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 - 31 มีนาคม 2564 จำนวน 6 เดือน (งวด) ..."
สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดปัตตานี เผยแพร่มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กับพวกรวม 6 ราย กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีนำรายชื่อพนักงานเทศบาลมาเสนอบรรจุเป็นกำลังพลในหน่วยของสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในปีงบประมาณ 2564 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 - 31 มีนาคม 2564) และจัดทำเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัย เป็นเท็จ

ป.ป.ช.ฟัน 'พล.ร.ต.-4 นายทหาร' กอ.รมน.ภาค 4 เบิกเบี้ยเลี้ยงจ้างพนง.เท็จ
***************
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กับพวกรวม 6 ราย ในคดีนี้ เป็นทางการ
ข้อกล่าวหา
คดีนี้ ปรากฎข้อกล่าวหาทางเป็นทางการ คือ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีนำรายชื่อพนักงานเทศบาลมาเสนอบรรจุเป็นกำลังพลในหน่วยของสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในปีงบประมาณ 2564 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 - 31 มีนาคม 2564) และจัดทำเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัย เป็นเท็จ
ผู้ถูกกล่าวหา มี 6 ราย ประกอบไปด้วย
-พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1
-พันเอก เดชพัฒน์ วิภาวนิช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2
-พันเอก เศรษฐสิทธิ์ แก้วคูณเมือง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3
-พันเอก รชต ขันตรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายธุรการและงบประมาณ สำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4
-พันโท สมพงศ์ วงศ์ทองดี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าฝ่ายธุรการและงบประมาณ สำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5
-นายชานน เนตรพรหม หัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาล เทศบาลตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6
พฤติการณ์ในการกระทำความผิด
จากการไต่สวน ได้ความว่าขณะเกิดเหตุ นายชานนฯ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ตำแหน่งสังกัดปกติ หัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาล เทศบาลตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี แต่พลเรือตรี วรพลฯ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้สั่งการให้นำรายชื่อนายชานนฯ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 พนักงานเทศบาลมาเสนอบรรจุเป็นกำลังพลในหน่วยของสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในปีงบประมาณ 2564 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 - 31 มีนาคม 2564) โดยมีพันเอก เศรษฐสิทธิ์ฯ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นคนติดต่อ
โดยที่ตัวของนายชานนฯ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ไม่ได้เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจริง และไม่ได้ดำเนินการปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบบริหารงานบุคคลตามประกาศ ก.ท.จ.อุดรธานี
จากนั้น ผู้ถูกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 6 ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อตรวจสอบรับรองการเบิก รับรองยอดกำลังพลและเป็นผู้รับเงิน ดำเนินการจัดทำเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัยเป็นเท็จ และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เพื่อให้เป็นประโยชน์ให้แก่นายชานน เนตรพรหม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ในการได้รับเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเสี่ยงภัย และค่าเลี้ยงดู จากทางราชการ โดยไม่มีสิทธิตามระเบียบกฎหมาย จำนวน 18 ฎีกา ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 - 31 มีนาคม 2564 จำนวน 6 เดือน (งวด)
โดยพลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ ผู้ถูกล่าวหาที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อรับรองเท็จ จำนวน 18 ฎีกา
พันเอก เดชพัฒน์ วิภาวนิช ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อรับรองเท็จ จำนวน 3 ฎีกา
พันเอก เศรษฐสิทธิ์ แก้วคูณเมือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อรับรองเท็จ จำนวน 3 ฎีกา
พันเอก รชต ขันตรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อรับรองเท็จ จำนวน 15 ฎีกา
พันโท สมพงษ์ วงศ์ทองดี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ได้ลงลายมือชื่อรับรองเท็จ จำนวน 3 ฎีกา
และนายชานน เนตรพรหม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงิน ก่อนจะนำเอกสารไปประกอบการอนุมัติฎีกาเบิกจ่ายเงินดังกล่าว โดยทุจริต จำนวน 18 ฎีกา
ทำให้เกิดความเสียหายแก่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และทางราชการ รวมเป็นเงิน 59,772 บาท
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 61/2568 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง ๖ เสียง เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น
-การกระทำของพลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ ผู้ถูกล่าวหาที่ 1 พันเอก เดชพัฒน์ วิภาวนิช ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 พันเอก เศรษฐสิทธิ์ แก้วคูณเมือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 พันเอก รชต ขันตรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และพันโท สมพงษ์ วงศ์ทองดี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริง อันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) ประกอบมาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
และมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานประพฤติไม่สมควร และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 มาตรา 5 (7) ประกอบมติสภากลาโหม ครั้งที่ 3/07 ข้อ 2.1 และข้อ 2.10 ระเบียบกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2.9 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา 15
-การกระทำของนายชานน เนตรพรหม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86และมาตรา 91 และมีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดอุดรธานี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไข ในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย พ.ศ. 2558 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 23
เบื้องต้น สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับ พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ พันเอก เดชพัฒน์ วิภาวนิช พันเอก เศรษฐสิทธิ์ แก้วคูณเมือง พันเอก รชต ขันตรี พันโท สมพงษ์ วงศ์ทองดี และนายชานน เนตรพรหม ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไปแล้ว
โดยได้แจ้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 82 วรรคสอง ด้วย
ปัจจุบันผู้ถูกกล่าวหาได้มีการชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 59,772 บาท ให้แก่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรแล้ว และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 แล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ขณะที่การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด โดยผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิต่อสู้คดีและได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
บทสรุปสุดท้ายการต่อสู้คดีนี้ ในชั้นศาลจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป
อย่างไรก็ดี แม้คดีนี้หากพิจารณาจากจำนวนเงินความเสียหาย อาจไม่ใช่คดีทุจริตที่มีมูลค่าสูง แต่สิ่งที่น่าจับตากลับเป็นกระบวนการภายในหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและรับรองสิทธิในการเบิกจ่ายเงิน
โดยเฉพาะการนำชื่อบุคคลจากหน่วยงานหนึ่งเข้าไปอยู่ในบัญชีกำลังพลของอีกหน่วยงานหนึ่ง ทั้งที่ไม่ได้เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่จริงตามผลการไต่สวนของ ป.ป.ช.




