สำนักงาน ก.พ.ออกหนังสือเวียนถึงกระทรวง กรม จังหวัดทั่วประเทศ กำหนดแนวทางปฏิบัติ กรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจนเกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ผู้อื่น แต่ไม่ได้ชี้มูลฐานทุจริต ไม่ผูกพันผู้บังคับบัญชาให้ต้องลงโทษตามอัตโนมัติ และไม่จำเป็นต้องนำสำนวนไต่สวน ป.ป.ช.มาใช้เป็นสำนวนสอบสวนวินัยโดยตรงด้วย แต่ยังมีหน้าที่ดำเนินการทางวินัยตามกฎหมาย
สำนักข่าว Next News ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ได้ออกหนังสือเวียนถึงกระทรวง กรม และจังหวัดทั่วประเทศ เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัย ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา 54 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
มีสาระสำคัญอยู่ที่กรณี ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แต่ไม่ได้ชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ไม่มีผลผูกพันผู้บังคับบัญชาที่จะต้องพิจารณาลงโทษทางวินัยตามความผิดที่ ป.ป.ช. ชี้มูล ผู้บังคับบัญชายังไม่จำเป็นต้องถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาเป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยด้วย
โดยหนังสือดังกล่าวมีขึ้นภายหลังส่วนราชการหารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการทางวินัย ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แต่ไม่ได้ชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ว่าผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการอย่างไร
ก.พ.พิจารณาแล้วมีมติให้ส่วนราชการถือปฏิบัติตามแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยวางหลักสำคัญว่า กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัยตามมาตรา 85 (1) ตอนต้น ซึ่งเป็นกรณีปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้อื่น แต่ไม่ได้ชี้มูลความผิดฐานทุจริตตามมาตรา 85 (1) ตอนท้าย มติดังกล่าวไม่ผูกพันผู้บังคับบัญชาที่จะต้องพิจารณาลงโทษทางวินัยตามความผิดที่ ป.ป.ช. ชี้มูล
นอกจากนี้ ผู้บังคับบัญชายังไม่จำเป็นต้องถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาเป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัย ตามมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
อย่างไรก็ตาม ก.พ. ระบุชัดเจนว่า แม้มติชี้มูลของ ป.ป.ช. ในกรณีดังกล่าวจะไม่มีผลผูกพันให้ผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษตาม แต่การชี้มูลดังกล่าวยังมีผลเป็นการแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบว่า มีผู้ใต้บังคับบัญชากระทำความผิดทางวินัย
ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาจึงยังคงมีหน้าที่ดำเนินการทางวินัยกับบุคคลดังกล่าว ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556
สำนักงาน ก.พ. จึงแจ้งให้ส่วนราชการทั่วประเทศรับทราบและถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว (ดูหนังสือประกอบ)

หนังสือสำนักงาน ก.พ.
สำนักข่าว Next News รายงานว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 บัญญัติว่า
มาตรา 98 เมื่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาได้รับสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 91 แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้นพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก โดยในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่าสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้น แล้วแต่กรณี ฯลฯ
การดำเนินการทางวินัยตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนพิจารณาสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนได้รับแจ้งมติที่ได้ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาทบทวนตามมาตรา 99 วรรคสอง ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นจะพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนหรือหลังที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติวินิจฉัยมูลความผิด เว้นแต่ ...
มาตรา 99 ในการพิจารณาลงโทษทางวินัยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนมีพยานหลักฐานใหม่อันแสดงได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้มีการกระทำความผิดตามที่กล่าวหาหรือกระทำความผิดในฐานความผิดที่แตกต่างจากที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน มีหนังสือพร้อมเอกสารและพยานหลักฐานถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมตินั้นได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ในการพิจารณาทบทวนตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียด เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นประการใดให้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนทราบเพื่อดำเนินการต่อไปตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.




