News Logo
หน้าแรก
หมอวรงค์แฉ ปล้นดีเซลหาย 700 ล้านลิตร จี้ รบ.เคลียร์ก่อนมีคนติดคุก

หมอวรงค์แฉ ปล้นดีเซลหาย 700 ล้านลิตร จี้ รบ.เคลียร์ก่อนมีคนติดคุก

10 เม.ย. 2569 14:03
ผู้ชม 22 คน

'หมอวรงค์' แฉขบวนการ "ปล้นน้ำมันชาติ" คาดดีเซลหายจากระบบ 600-700 ล้านลิตร เรียกร้องรัฐบาลเร่งชี้แจง ชี้หากไม่เคลียร์ อาจมีผู้เกี่ยวข้องถึงขั้นติดคุกได้ -เชื่อ DSI รับคดีน้ำมันหายเป็นคดีพิเศษ เป็นแค่เรื่องปาหี่

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ในประเด็นถึงปัญหาการหายไปของน้ำมันดีเซลในประเทศไทยจำนวนมหาศาล ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปัญหาราคาน้ำมันแพง แต่เป็น “การปล้นชาติ” ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังประสบวิกฤต โดยเรียกร้องให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้รับผิดชอบ และผู้บริหารระดับสูงเข้ามาให้ความกระจ่างโดยด่วน

 

ปัญหาการหายไปของน้ำมันดีเซลและตัวเลขที่น่าสงสัย

 

นพ.วรงค์ ได้เริ่มต้นการแถลงข่าวด้วยการอธิบายถึงปัญหาหลักที่พบคือ “น้ำมันหาย” ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการทุจริตและการโกงปล้นชาติอย่างหนึ่ง โดยย้ำว่าข้อมูลที่นำมาแถลงนั้นรวบรวมมาจากกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งเป็นรายงานที่เป็นทางการเกี่ยวกับยอดน้ำมันที่ส่งไปยังปั๊มต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งตัวเลขที่ตนนำมาใช้นั้นเป็นตัวเลขเฉพาะเจาะจงที่ส่งไปยังปั๊มน้ำมัน ไม่ใช่ตัวเลขรวมที่นายกรัฐมนตรีเคยแถลง เช่น 67 ล้านลิตร

จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน คาดการณ์ว่าในช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา น้ำมันดีเซลได้หายไปจากระบบประมาณ 600 ถึง 700 ล้านลิตร ซึ่งนพ.วรงค์ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากและเข้าข่ายเป็นการปล้นชาติปล้นแผ่นดิน จึงเรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ในขณะนั้น ออกมาชี้แจงต่อสภา เพราะเมื่อวานนี้นั่งรอฟังทั้งวันแต่ก็ไม่ปรากฏตัว การที่ไม่ออกมาชี้แจงทำให้ตนยิ่งปักใจเชื่อว่าตัวเลข 600-700 ล้านลิตรนี้เป็นเรื่องจริง และยังคงมีเวลาในวันนี้ที่นายพิพัฒน์จะต้องออกมาชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจน

ความผิดปกติของปริมาณน้ำมันกับการเติมของประชาชน

ประเด็นต่อเนื่องที่นพ.วรงค์กล่าวถึงคือปริมาณน้ำมันที่ถูกส่งไปยังปั๊มต่างๆ ทั่วประเทศในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนมีนาคม แม้กระทั่งต้นเดือนเมษายน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลนั้นสูงถึงประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมากกว่าภาวะปกติในเดือนมกราคมที่ประมาณ 51 ล้านลิตรต่อวัน โดยในภาวะปกติประชาชนไม่เคยเดือดร้อนในการเติมน้ำมัน แต่เมื่อตัวเลขส่งไปที่ปั๊มเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 20 ล้านลิตรต่อวัน กลับปรากฏว่าประชาชนถูกจำกัดการเติม บางรายเติมได้เพียง 500 บาท หรือ 1,000 บาทเท่านั้น

นพ.วรงค์ได้ยกตัวเลขล่าสุดที่น่าสนใจจากกรมธุรกิจพลังงาน โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา น้ำมันดีเซลที่จ่ายจากคลังลูกค้าตามมาตรา 7 ไปยังปั๊มทั่วประเทศอยู่ที่ 37.5 ล้านลิตร วันที่ 6 เมษายน อยู่ที่ 46 ล้านลิตร และวันที่ 7 เมษายน อยู่ที่ 42 ล้านลิตร นพ.วรงค์ต้องการสื่อสารว่า ในช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนมีนาคม ตัวเลขอยู่ที่ 70 ล้านลิตร แต่ประชาชนไม่มีน้ำมันเติม ต้องรอแล้วรออีก ต้องเอาถังมารอ แต่วันนี้ที่ตัวเลขเพียง 37-46 ล้านลิตร กลับพบว่าประชาชนสามารถเติมน้ำมันได้ตามต้องการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน และเป็นการตอกย้ำว่าตัวเลข 600-700 ล้านลิตรที่หายไปนั้นน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และไม่ใช่เป็นเพราะประชาชนประหยัดอย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

ทฤษฎี "น้ำมันลม" และผลประโยชน์ต่อกองทุนน้ำมัน

นพ.วรงค์ได้อธิบายเส้นทางการเดินของน้ำมันเป็น 3 ส่วน คือ ต้นน้ำ (โรงกลั่น), กลางน้ำ (คลังจ่ายหรือผู้ค้าตามมาตรา 7) และปลายน้ำ (ปั๊มน้ำมัน) โดยส่วนตัวตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงที่ผ่านมา ปั๊มน้ำมันคือปลายน้ำไม่มีน้ำมัน แต่ขณะนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น ปลายน้ำเริ่มมีน้ำมันใช้ แต่ในช่วงกลางเดือนมีนาคม รัฐบาลแถลงชัดเจนว่าไปตรวจสอบกลางน้ำคือคลังน้ำมันตามมาตรา 7 และไม่พบการกักตุน

เมื่อไม่พบการกักตุนน้ำมันจำนวนมหาศาลที่คลังน้ำมัน ซึ่งมีปั๊มเพียงไม่กี่แห่งที่จะมีคลังน้ำมัน เช่นปตท., PT, บางจาก, Shell, ตาดาว (Caltex) ฯลฯ นพ.วรงค์จึงตั้งข้อสงสัยว่า น้ำมันส่วนเกิน 600-700 ล้านลิตรนี้ อาจเป็น "น้ำมันลม" หรือ "น้ำมันเก๊" ที่ไม่มีตัวน้ำมันจริง แต่เป็นตัวเลขที่รายงานขึ้นมาเท่านั้น โดยส่วนตัวตั้งข้อสันนิษฐานว่าโรงกลั่นอาจส่ง "น้ำมันลม" ไปให้กลางน้ำ และกลางน้ำก็ส่ง "น้ำมันลม" ไปให้ปลายน้ำคือปั๊มต่างๆ

สส.พรรคไทยภักดีกล่าวว่าเชื่อว่าหากน้ำมันหายไปถึง 600-700 ล้านลิตรจริง จะต้องมีการตรวจพบการกักตุน แต่เมื่อไม่พบ จึงมีสิทธิ์ที่จะสงสัยว่ามีการผลิต "น้ำมันลม" ขึ้นมา ซึ่งจับต้องไม่ได้ เป็นเพียงเอกสารที่รายงานออกมา และอาจโยงไปถึงโรงกลั่นเองด้วย เนื่องจากผู้ค้าตามมาตรา 7 บางรายก็มีโรงกลั่นของตัวเอง (เช่น ปตท. มี 3 แห่ง, บางจาก 1-2 แห่ง, เชฟรอน 1 แห่ง) หากเกิดเรื่องนี้ขึ้นจริง นพ.วรงค์กล่าวว่าจะเป็นขบวนการปล้นชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพราะน้ำมันทุกหยดที่ออกจากโรงกลั่นมายังคลังกลางน้ำ จะต้องได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมัน บางช่วง 15 บาท บางช่วง 20 บาท หรือมากกว่านั้น หาก 600-700 ล้านลิตรเป็นน้ำมันลม จะเท่ากับการปล้นภาษีประชาชนเป็นหมื่นล้านบาท

เชื่อ DSI รับเป็นคดีพิเศษ เป็นร่างปาหี่

นพ.วรงค์ยังได้กล่าวถึงข่าวที่กรมสอบคดีพิเศษ (DSI) มีมติให้การตรวจสอบน้ำมันหายเป็นคดีพิเศษ และจะตรวจสอบเส้นทางรถยนต์เป็นหมื่นเที่ยว ตรวจสอบ GPS โดยส่วนตัวมองว่าเป็นการ "เล่นปาหี่" และไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ตนแนะนำว่าหากต้องการจับกุมผู้กระทำผิดจริงๆ สามารถตรวจสอบทางบัญชีได้ง่ายมาก โดยตรวจสอบว่าโรงกลั่นจ่ายไปที่คลังเท่าไหร่ คลังรับจากโรงกลั่นเท่าไหร่ และจ่ายไปที่ปั๊มเท่าไหร่ ปั๊มรับจริงเท่าไหร่ เพราะเส้นทางการเดินน้ำมันมีไม่กี่บริษัท การไปตรวจสอบ GPS นั้นไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว และเป็นการสร้างภาพหลอกลวงประชาชน ควรตรวจสอบตามบัญชีเพื่อหาคำตอบว่าใครกันแน่ที่เป็นคนโกงน้ำมันของประเทศ

เมื่อถามว่าจะไปยื่นหลักฐานให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ นพ.วรงค์กล่าวว่า ณ ขณะนี้ข้อมูลที่ได้รับยังไม่หนาแน่นพอที่จะดำเนินการกับ ป.ป.ช. แต่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามีกระบวนการปล้นน้ำมันแห่งชาติเกิดขึ้น และข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แสดงว่าหน่วยงานของรัฐก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่ว่าถ้าหากเวลาผ่านไป ถ้ามีการใช้กลไกกรรมาธิการเชิญหน่วยงานต่างๆ มาให้ข้อมูล ข้อมูลก็จะหนาแน่นขึ้น และอาจนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายได้

นพ.วรงค์ยังเรียกร้องไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้รับผิดชอบในช่วงที่เกิดปัญหา ว่าหากเคลียร์เรื่องนี้ไม่ได้ จะไม่สง่างาม และเกรงว่าจะสะดุดไปไม่รอด ดังนั้นขอให้รีบดำเนินการตรวจสอบและจับผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพราะหากทำไม่ได้ วันที่ตนใช้อำนาจกรรมาธิการตรวจสอบ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องติดคุกได้

สถานการณ์น้ำมันปัจจุบันและข้อสงสัยในอนาคต

นพ.วรงค์ได้กล่าวถึงสถานการณ์น้ำมันปัจจุบันว่าในช่วงเช้านี้ ประชาชนสามารถเติมน้ำมันได้ตามปกติ ไม่มีการจำกัดการเติมเหมือนช่วงกลางเดือนมีนาคม จึงไม่จำเป็นต้องปิดปั๊มในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่ยังคงย้ำว่าการขาดแคลนน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมเป็นเรื่อง "ผิดปกติ" และหากปล่อยเรื่องนี้ไป จะเป็นสมการการโกงที่ซับซ้อนระหว่างนักการเมือง ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทค้าน้ำมันใหญ่ๆ และข้าราชการระดับสูง ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับการโกงในอดีตหลายกรณี เช่นกรณีจำนำข้าวเป็นต้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิด 30 จำเลย คดีทุจริตซื้อยาฆ่าแมลงอดีตผู้ว่าฯมุกดาหาร คุก 120 ปี
เปิด 30 จำเลย คดีทุจริตซื้อยาฆ่าแมลงอดีตผู้ว่าฯมุกดาหาร คุก 120 ปี