ดังนั้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของศาสตราจารย์คลินิกสรณในระหว่างตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ
หมายเหตุสำนักข่าว Next News: สืบเนื่องจากที่คณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้ขาดให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ด้วยสาเหตุหลักก็คือการรับค่าตอบแทนในฐานะแพทย์ในช่วงเวลาที่ได้รับการสรรหาเป็นประธาน กสทช.แล้ว ขณะที่ นพ.สรณก็ได้ชี้แจงว่าเหตุที่ต้องทำงานแพทย์ดังกล่าวนั้นเป็นเพราะจรรยาบรรณแพทย์ ที่ต้องดูแลรักษาคนไข้อย่างต่อเนื่อง และขอยืนยันว่าการทำหน้าที่แพทย์ที่ว่านั้นไม่ได้ทำในฐานะพนักงานรัฐ แต่ทำในฐานะแพทย์อิสระ

'หมอสรณ' ไลฟ์โต้ ปมพ้น ปธ.กสทช. ยันลาออก พนง.รัฐตั้งแต่ 8 ม.ค.65
'หมอสรณ' ไลฟ์โต้ ปมพ้น ปธ.กสทช. ยันลาออก พนง.รัฐตั้งแต่ 8 ม.ค.65
กก.สรรหาฯ มติเอกฉันท์ 'หมอสรณ' มีลักษณะต้องห้าม หลุดเก้าอี้ ปธ.กสทช.
จากกรณีดังกล่าว ล่าสุดสำนักข่าว Next News ได้รับเอกสารมติของคณะกรรมการสรรหาตัวเต็มมา สำนักข่าว Next News จึงได้ขอนำเสนอรายละเอียดมติดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่การให้ นพ.สรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. มีรายละเอียดดังนี้

มติคำวินิจฉัยที่ออกมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2569
เปิด 3 ประเด็นปฏิบัติหน้าที่แพทย์และค่าตอบแทน
ประเด็นที่หนึ่ง ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หรือไม่
ประเด็นที่สอง หากศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 นั้น การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือไม่
ประเด็นที่สาม หากการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ถือเป็นการกระทำอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แล้ว จะถือว่าศาสตราจารย์คลินิกสรณสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 หรือไม่
ในการประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดินในฐานะกรรมการสรรหา ลาประชุม) ได้พิจารณาประเด็นต่างๆ ประกอบกับข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานต่างๆ ที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้รับแล้ว ปรากฏรายละเอียดดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หรือไม่
โดยคณะกรรมการสรรหาเห็นว่า จากข้อเท็จจริงในใบสมัครของศาสตราจารย์คลินิกสรณ ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. ปรากฏว่า ผู้สมัครดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ (1) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ตำแหน่งอาจารย์แพทย์ ระดับ 9 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (2) รองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ (3) เป็นกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเมื่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้คัดเลือกศาสตราจารย์คลินิกสรณให้เป็นผู้สมควรได้รับการเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค แล้ว ได้เสนอรายชื่อผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 7 คน ต่อประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการต่อไป
ต่อมาในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 12 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2564 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. รวม 5 คน ได้แก่ พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ (ด้านกิจการกระจายเสียง) ศาสตราจารย์พิรงรอง รามสูต (ด้านกิจการโทรทัศน์) ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค) นายต่อพงศ์ เสลานนท์ (ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน) และรองศาสตราจารย์ศุภศิษฏ์ ทวีวัฒนบูลย์ (ด้านอื่นๆ ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. (ข) ด้านเศรษฐศาสตร์) จากนั้น ประธานวุฒิสภา (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย) ได้มีประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2564 โดยกำหนดให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ทุกราย ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวต่อประธานวุฒิสภา ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่มีประกาศดังกล่าว คือ ภายในวันอังคารที่ 11 มกราคม 2565
ซึ่งศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้มีหนังสือแสดงการรับรองว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 4 มกราคม 2565 และได้ยื่นต่อประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 โดยให้คำรับรองว่าเคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์คลินิกสรณได้ประกาศขอลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเป็นหลักฐานการแสดงเจตนาเพื่อประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าขอลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามที่มาตรา 8 (1) (2) และ (3) บัญญัติไว้ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 เป็นต้นไป
จากนั้น วันที่ 14 มกราคม 2565 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้เชิญบุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ทั้ง 5 คน มาประชุมร่วมกัน เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ กสทช. ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเลือก ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธานกรรมการ กสทช. ประธานวุฒิสภาจึงมีหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งผู้สมควรดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. และกรรมการ กสทช. รวม 5 คน ดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2565 โดยนายกรัฐมนตรีมีหนังสือนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 และต่อมาเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานกรรมการ กสทช. และกรรมการ กสทช. ตามที่เสนอทุกราย
พบข้อมูลรักษาพยาบาลจนถึงวันที่ 12 เม.ย. 65
ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงตามบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลับ เรื่องเสร็จที่ 1005 - 1006/2568 เรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. ว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ทราบว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกคำชี้แจงของอดีตคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) และตรงกับรายงานการสอบหาข้อเท็จจริง (ลับ) กรณีขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. ของคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) ที่คณะกรรมการสรรหาได้รับจากอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) แต่คณะ ซึ่งปรากฏสำเนาหนังสือสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล 01149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 เรื่อง ชี้แจงข้อมูลพร้อมจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง เรียน ประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา โดยระบุข้อมูลว่า "ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีสถานะเป็น "พนักงานมหาวิทยาลัย" ทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ต่อมาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง"" ประกอบกับมหาวิทยาลัยมหิดลไม่เคยได้แย้งประเด็นความถูกต้องและความมีอยู่จริงของหนังสือสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล 01149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ดังกล่าว ที่ระบุข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณมายังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. แต่อย่างใด
ข้อโต้แย้ง “หมอสรณ” อ้างรายได้แพทย์มาจากอาชีพอิสระ
และประการสำคัญ ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2569 วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหาได้รับหนังสือของศาสตราจารย์คลินิกสรณ (หนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/33095 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569) เรียน ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ทุกคน เรื่อง ขอคัดค้าน โต้แย้ง และขอให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. โดยระบุข้อความตอนหนึ่งว่า "...ข้าพเจ้ามิได้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเอกสารที่ชี้แจงรายละเอียดถูกต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงโดยแยกช่วงเวลาสถานะของข้าพเจ้า ไว้ดังนี้ (1) ช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย (2) ช่วงวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็น "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" ซึ่งเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่พนักงานมหาวิทยาลัย..." พร้อมทั้งแนบหนังสือสิ่งที่ส่งมาด้วย 5 ซึ่งเป็นเอกสารที่สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/32959 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เรียน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและขอความเป็นธรรมอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาทบทวนความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาฯ หน้า 13 โดยปรากฏถ้อยคำว่า "...ในช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 ข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็นเพียง "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพอิสระในวิชาชีพเวชกรรมและไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด..."
ดังนั้น จากหนังสือของศาสตราจารย์คลินิกสรณดังกล่าว จึงเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณมีสถานะเป็น "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงวินิจฉัยว่า ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ ด้วยมติเอกฉันท์
ประเด็นที่สอง หากศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 นั้น การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จะมีลักษณะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือไม่
โดยคณะกรรมการสรรหาเห็นว่า มาตรา 60 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ และมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 บัญญัติให้กรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นและไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ รวมถึงต้องไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นใดที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าวต่างคุ้มครองความเป็นอิสระของ กสทช. ในฐานะองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของฝ่ายบริหาร ประกอบกับมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้มหาวิทยาลัยมหิดลมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ และข้อ 4 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ได้กำหนดนิยามไว้ว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า พนักงานซึ่งจ้างจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้แก่ ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว และ "ลูกจ้างชั่วคราว" หมายความว่า ลูกจ้างที่จ้างให้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะงานชั่วคราวและมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไม่เกินปีงบประมาณ โดยให้ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน หรือรายวัน หรือรายชั่วโมง
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อย่างต่อเนื่องจนถึงวันก่อนวันที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ กสทช. เพียง 1 วัน พฤติการณ์ของศาสตราจารย์คลินิกสรณที่ยังคงตรวจและรักษาผู้ป่วยและผู้ป่วยนอกโดยรับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมง แม้จะได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารแล้วก็ตาม การเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงดังกล่าวย่อมต้องมีการมอบหมายงาน ควบคุม ดูแลการปฏิบัติงานภายใต้ระบบและระเบียบของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และจ่ายค่าตอบแทน ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 และข้อ 4 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดลว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561

นิยามของคำว่าลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล
นอกจากนี้ หนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/33095 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ของศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้พิจารณาในคราวประชุมครั้งที่ 5/2569 นั้น ยังปรากฏข้อมูลของเอกสารสิ่งที่ส่งมาด้วย 5 ซึ่งเป็นหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/31094 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เรียน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและขอความเป็นธรรมอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาทบทวนความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. โดยปรากฏข้อมูลในหน้าที่ 14 ย่อหน้าที่ 2 ความตอนหนึ่งว่า "...ข้าพเจ้าไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน" โดยนัยย่อมหมายความว่า ช่วงเวลาก่อนเดือนพฤษภาคม 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กรณีจึงแสดงให้เห็นว่า นอกจากศาสตราจารย์คลินิกสรณจะยืนยันตัวเองว่าเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงแล้ว ยังยืนยันด้วยว่าได้รับค่าตอบแทนด้วย
ประกอบกับ การพิจารณาถึงสถานะคำว่า "ลูกจ้าง" ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 นั้น ยังต้องพิจารณาถึงความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ประสงค์ให้บุคคลที่จะเข้ารับตำแหน่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำจากบุคคลใด และป้องกันการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ด้วยเหตุผลดังกล่าว กรณีการเป็น "แพทย์" ที่เปลี่ยนสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง จึงยังมีความผูกพันในเชิงผลประโยชน์ในระหว่างองค์กรกับผู้รับทำงาน

มาตรา 8 (2) ระบุคุณสมบัติกรรมการ กสทช.
โดยจะเห็นได้ว่ากฎหมายย่อมไม่มีเจตนาให้หาช่องทางหลบเลี่ยงการบังคับกันได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้แพทย์ที่ได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจึงต้องอยู่ในความหมายของคำว่า "ลูกจ้าง" ผลแห่งนิติสัมพันธ์ระหว่างคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กับศาสตราจารย์คลินิกสรณ จึงถือว่าศาสตราจารย์คลินิกสรณเป็นลูกจ้างของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อีกทั้งความมุ่งหมายเช่นเดียวกันนี้ได้ถูกบัญญัติไว้ในกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
กก.สรรหามีมติเอกฉันท์ “หมอสรณ” ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ เป็นลักษณะต้องห้าม
ดังนั้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของศาสตราจารย์คลินิกสรณในระหว่างตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ
โดยมีกรรมการสรรหาจำนวน 2 เสียง (ประกอบด้วย นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายวิษณุ วรัญญู) เห็นว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณเป็นทั้งพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
ประเด็นที่สาม หากการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ถือเป็นการกระทำอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แล้ว
จะถือว่าศาสตราจารย์คลินิกสรณสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) หรือไม่
โดยคณะกรรมการสรรหาเห็นว่า มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 บัญญัติให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด แม้ศาสตราจารย์คลินิกสรณซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. จะได้มีหนังสือแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 ลงวันที่ 4 มกราคม 2565
โดยได้ยื่นต่อประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 ตามมาตรา 18 บางส่วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 18 ดังกล่าวข้างต้น ที่บัญญัติให้การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพตามมาตรา 8 (1) (2) และ (3) ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ให้ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย
ดังนั้น อาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายข้างต้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงวินิจฉัยโดยมติเอกฉันท์ว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
อนึ่ง ตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ที่กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ให้เป็นที่สุด ดังนั้น หากศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ฉบับนี้ ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ขณะที่ท้ายเอกสารมีรายชื่อผู้ลงนามเห็นชอบมติดังต่อไปนี้
นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแรงงานภาค 7 (ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)
นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (กรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (กรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)
นายวิษณุ วรัญญู รองประธานศาลปกครองสูงสุด (กรรมการสรรหา เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)
ขณะนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ คณะกรรมตรวจเงิน หรือ คตง. (กรรมการสรรหากรรมการ กสทช.) ไม่ได้มาร่วมลงนาม เนื่องจากลงประชุม

เอกสารคำวินิจฉัยบางส่วน




