News Logo
หน้าแรก
เปิดมติเต็ม กก.สรรหาฯ ให้ 'หมอสรณ' พ้น ปธ.กสทช. เหตุเข้านิยามลูกจ้าง

เปิดมติเต็ม กก.สรรหาฯ ให้ 'หมอสรณ' พ้น ปธ.กสทช. เหตุเข้านิยามลูกจ้าง

22 ก.ค. 2569 06:00
ผู้ชม 105 คน

ดังนั้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของศาสตราจารย์คลินิกสรณในระหว่างตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

หมายเหตุสำนักข่าว Next News: สืบเนื่องจากที่คณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้ขาดให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ด้วยสาเหตุหลักก็คือการรับค่าตอบแทนในฐานะแพทย์ในช่วงเวลาที่ได้รับการสรรหาเป็นประธาน กสทช.แล้ว ขณะที่ นพ.สรณก็ได้ชี้แจงว่าเหตุที่ต้องทำงานแพทย์ดังกล่าวนั้นเป็นเพราะจรรยาบรรณแพทย์ ที่ต้องดูแลรักษาคนไข้อย่างต่อเนื่อง และขอยืนยันว่าการทำหน้าที่แพทย์ที่ว่านั้นไม่ได้ทำในฐานะพนักงานรัฐ แต่ทำในฐานะแพทย์อิสระ

 

'หมอสรณ' ไลฟ์โต้ ปมพ้น ปธ.กสทช. ยันลาออก พนง.รัฐตั้งแต่ 8 ม.ค.65

'หมอสรณ' ไลฟ์โต้ ปมพ้น ปธ.กสทช. ยันลาออก พนง.รัฐตั้งแต่ 8 ม.ค.65

จากกรณีดังกล่าว ล่าสุดสำนักข่าว Next News ได้รับเอกสารมติของคณะกรรมการสรรหาตัวเต็มมา สำนักข่าว Next News จึงได้ขอนำเสนอรายละเอียดมติดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่การให้ นพ.สรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. มีรายละเอียดดังนี้

มติคำวินิจฉัยที่ออกมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2569

มติคำวินิจฉัยที่ออกมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2569

เปิด 3 ประเด็นปฏิบัติหน้าที่แพทย์และค่าตอบแทน

ประเด็นที่หนึ่ง ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หรือไม่

ประเด็นที่สอง หากศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 นั้น การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือไม่

ประเด็นที่สาม หากการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ถือเป็นการกระทำอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แล้ว จะถือว่าศาสตราจารย์คลินิกสรณสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 หรือไม่

ในการประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดินในฐานะกรรมการสรรหา ลาประชุม) ได้พิจารณาประเด็นต่างๆ ประกอบกับข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานต่างๆ ที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้รับแล้ว ปรากฏรายละเอียดดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หรือไม่

โดยคณะกรรมการสรรหาเห็นว่า จากข้อเท็จจริงในใบสมัครของศาสตราจารย์คลินิกสรณ ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. ปรากฏว่า ผู้สมัครดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ (1) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ตำแหน่งอาจารย์แพทย์ ระดับ 9 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (2) รองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ (3) เป็นกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเมื่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้คัดเลือกศาสตราจารย์คลินิกสรณให้เป็นผู้สมควรได้รับการเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค แล้ว ได้เสนอรายชื่อผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 7 คน ต่อประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการต่อไป

ต่อมาในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 12 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2564 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. รวม 5 คน ได้แก่ พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ (ด้านกิจการกระจายเสียง) ศาสตราจารย์พิรงรอง รามสูต (ด้านกิจการโทรทัศน์) ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค) นายต่อพงศ์ เสลานนท์ (ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน) และรองศาสตราจารย์ศุภศิษฏ์ ทวีวัฒนบูลย์ (ด้านอื่นๆ ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. (ข) ด้านเศรษฐศาสตร์) จากนั้น ประธานวุฒิสภา (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย) ได้มีประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2564 โดยกำหนดให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ทุกราย ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวต่อประธานวุฒิสภา ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่มีประกาศดังกล่าว คือ ภายในวันอังคารที่ 11 มกราคม 2565

ซึ่งศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้มีหนังสือแสดงการรับรองว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 4 มกราคม 2565 และได้ยื่นต่อประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 โดยให้คำรับรองว่าเคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์คลินิกสรณได้ประกาศขอลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเป็นหลักฐานการแสดงเจตนาเพื่อประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าขอลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามที่มาตรา 8 (1) (2) และ (3) บัญญัติไว้ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 เป็นต้นไป

จากนั้น วันที่ 14 มกราคม 2565 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้เชิญบุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ทั้ง 5 คน มาประชุมร่วมกัน เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ กสทช. ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเลือก ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธานกรรมการ กสทช. ประธานวุฒิสภาจึงมีหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งผู้สมควรดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. และกรรมการ กสทช. รวม 5 คน ดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2565 โดยนายกรัฐมนตรีมีหนังสือนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 และต่อมาเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานกรรมการ กสทช. และกรรมการ กสทช. ตามที่เสนอทุกราย

พบข้อมูลรักษาพยาบาลจนถึงวันที่ 12 เม.ย. 65

ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงตามบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลับ เรื่องเสร็จที่ 1005 - 1006/2568 เรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. ว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ทราบว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกคำชี้แจงของอดีตคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) และตรงกับรายงานการสอบหาข้อเท็จจริง (ลับ) กรณีขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. ของคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) ที่คณะกรรมการสรรหาได้รับจากอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) แต่คณะ ซึ่งปรากฏสำเนาหนังสือสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล 01149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 เรื่อง ชี้แจงข้อมูลพร้อมจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง เรียน ประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา โดยระบุข้อมูลว่า "ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีสถานะเป็น "พนักงานมหาวิทยาลัย" ทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ต่อมาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง"" ประกอบกับมหาวิทยาลัยมหิดลไม่เคยได้แย้งประเด็นความถูกต้องและความมีอยู่จริงของหนังสือสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล 01149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ดังกล่าว ที่ระบุข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณมายังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. แต่อย่างใด

ข้อโต้แย้ง “หมอสรณ” อ้างรายได้แพทย์มาจากอาชีพอิสระ

และประการสำคัญ ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2569 วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหาได้รับหนังสือของศาสตราจารย์คลินิกสรณ (หนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/33095 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569) เรียน ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ทุกคน เรื่อง ขอคัดค้าน โต้แย้ง และขอให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. โดยระบุข้อความตอนหนึ่งว่า "...ข้าพเจ้ามิได้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเอกสารที่ชี้แจงรายละเอียดถูกต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงโดยแยกช่วงเวลาสถานะของข้าพเจ้า ไว้ดังนี้ (1) ช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย (2) ช่วงวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็น "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" ซึ่งเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่พนักงานมหาวิทยาลัย..." พร้อมทั้งแนบหนังสือสิ่งที่ส่งมาด้วย 5 ซึ่งเป็นเอกสารที่สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/32959 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เรียน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและขอความเป็นธรรมอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.

และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาทบทวนความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาฯ หน้า 13 โดยปรากฏถ้อยคำว่า "...ในช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 ข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็นเพียง "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพอิสระในวิชาชีพเวชกรรมและไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด..."

ดังนั้น จากหนังสือของศาสตราจารย์คลินิกสรณดังกล่าว จึงเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณมีสถานะเป็น "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงวินิจฉัยว่า ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ ด้วยมติเอกฉันท์

ประเด็นที่สอง หากศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 นั้น การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จะมีลักษณะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือไม่

โดยคณะกรรมการสรรหาเห็นว่า มาตรา 60 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ และมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 บัญญัติให้กรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นและไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ รวมถึงต้องไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นใดที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าวต่างคุ้มครองความเป็นอิสระของ กสทช. ในฐานะองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของฝ่ายบริหาร ประกอบกับมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้มหาวิทยาลัยมหิดลมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ และข้อ 4 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ได้กำหนดนิยามไว้ว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า พนักงานซึ่งจ้างจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้แก่ ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว และ "ลูกจ้างชั่วคราว" หมายความว่า ลูกจ้างที่จ้างให้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะงานชั่วคราวและมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไม่เกินปีงบประมาณ โดยให้ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน หรือรายวัน หรือรายชั่วโมง

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อย่างต่อเนื่องจนถึงวันก่อนวันที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ กสทช. เพียง 1 วัน พฤติการณ์ของศาสตราจารย์คลินิกสรณที่ยังคงตรวจและรักษาผู้ป่วยและผู้ป่วยนอกโดยรับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมง แม้จะได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารแล้วก็ตาม การเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงดังกล่าวย่อมต้องมีการมอบหมายงาน ควบคุม ดูแลการปฏิบัติงานภายใต้ระบบและระเบียบของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และจ่ายค่าตอบแทน ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 และข้อ 4 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดลว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561

นิยามของคำว่าลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล

นิยามของคำว่าลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนี้ หนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/33095 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ของศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้พิจารณาในคราวประชุมครั้งที่ 5/2569 นั้น ยังปรากฏข้อมูลของเอกสารสิ่งที่ส่งมาด้วย 5 ซึ่งเป็นหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/31094 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เรียน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและขอความเป็นธรรมอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาทบทวนความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. โดยปรากฏข้อมูลในหน้าที่ 14 ย่อหน้าที่ 2 ความตอนหนึ่งว่า "...ข้าพเจ้าไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน" โดยนัยย่อมหมายความว่า ช่วงเวลาก่อนเดือนพฤษภาคม 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กรณีจึงแสดงให้เห็นว่า นอกจากศาสตราจารย์คลินิกสรณจะยืนยันตัวเองว่าเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงแล้ว ยังยืนยันด้วยว่าได้รับค่าตอบแทนด้วย

ประกอบกับ การพิจารณาถึงสถานะคำว่า "ลูกจ้าง" ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 นั้น ยังต้องพิจารณาถึงความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ประสงค์ให้บุคคลที่จะเข้ารับตำแหน่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำจากบุคคลใด และป้องกันการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ด้วยเหตุผลดังกล่าว กรณีการเป็น "แพทย์" ที่เปลี่ยนสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง จึงยังมีความผูกพันในเชิงผลประโยชน์ในระหว่างองค์กรกับผู้รับทำงาน

มาตรา 8 (2) ระบุคุณสมบัติกรรมการ กสทช.

มาตรา 8 (2) ระบุคุณสมบัติกรรมการ กสทช.

โดยจะเห็นได้ว่ากฎหมายย่อมไม่มีเจตนาให้หาช่องทางหลบเลี่ยงการบังคับกันได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้แพทย์ที่ได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจึงต้องอยู่ในความหมายของคำว่า "ลูกจ้าง" ผลแห่งนิติสัมพันธ์ระหว่างคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กับศาสตราจารย์คลินิกสรณ จึงถือว่าศาสตราจารย์คลินิกสรณเป็นลูกจ้างของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อีกทั้งความมุ่งหมายเช่นเดียวกันนี้ได้ถูกบัญญัติไว้ในกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

กก.สรรหามีมติเอกฉันท์ “หมอสรณ” ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ เป็นลักษณะต้องห้าม

ดังนั้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของศาสตราจารย์คลินิกสรณในระหว่างตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

 โดยมีกรรมการสรรหาจำนวน 2 เสียง (ประกอบด้วย นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายวิษณุ วรัญญู) เห็นว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณเป็นทั้งพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553

ประเด็นที่สาม หากการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ถือเป็นการกระทำอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แล้ว

 จะถือว่าศาสตราจารย์คลินิกสรณสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) หรือไม่

โดยคณะกรรมการสรรหาเห็นว่า มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 บัญญัติให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด แม้ศาสตราจารย์คลินิกสรณซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. จะได้มีหนังสือแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 ลงวันที่ 4 มกราคม 2565

 โดยได้ยื่นต่อประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 ตามมาตรา 18 บางส่วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังคงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 18 ดังกล่าวข้างต้น ที่บัญญัติให้การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพตามมาตรา 8 (1) (2) และ (3) ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ให้ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย

ดังนั้น อาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายข้างต้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงวินิจฉัยโดยมติเอกฉันท์ว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

อนึ่ง ตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ที่กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ให้เป็นที่สุด ดังนั้น หากศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ฉบับนี้ ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ขณะที่ท้ายเอกสารมีรายชื่อผู้ลงนามเห็นชอบมติดังต่อไปนี้

  1. นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแรงงานภาค 7 (ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)

  2. นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (กรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)

  3. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  (กรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)

  4. นายวิษณุ วรัญญู รองประธานศาลปกครองสูงสุด (กรรมการสรรหา เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)

ขณะนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ คณะกรรมตรวจเงิน หรือ คตง. (กรรมการสรรหากรรมการ กสทช.) ไม่ได้มาร่วมลงนาม เนื่องจากลงประชุม

เอกสารคำนินิจฉัยบางส่วน

เอกสารคำวินิจฉัยบางส่วน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาคุณสมบัติ 'หมอสรณ'



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยืนโทษ! คุก 5 ปี 'ยงยุทธ' อดีตบิ๊กTOT เบิกค่ารับรองเท็จประชุมร้านไวน์
ยืนโทษ! คุก 5 ปี 'ยงยุทธ' อดีตบิ๊กTOT เบิกค่ารับรองเท็จประชุมร้านไวน์