"...ธุรกิจคนดังยุคใหม่ไม่เหมือนธุรกิจในอดีต เมื่อก่อนดาราอาจเปิดร้านอาหาร หรือทำแบรนด์สินค้าเป็นกิจการเสริม แต่ยุคครีเอเตอร์ วันนี้ “ตัวตน” กลายเป็นสินทรัพย์ ช่อง YouTube สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่อง ชื่อของอินฟลูเอนเซอร์สามารถกลายเป็นแบรนด์ ฐานผู้ติดตามสามารถเปลี่ยนเป็นลูกค้า และคอนเทนต์เก่าสามารถสร้างรายได้แม้เจ้าของไม่ได้ผลิตงานชิ้นใหม่ นั่นหมายความว่า เมื่อสมาชิกคนหนึ่งถอนตัวจากทีม คำถามไม่ได้จบที่ “ใครจะไป ใครจะอยู่?” ..."
มิตรภาพอาจเป็นทุนก้อนแรกของการทำธุรกิจ แต่เมื่อกิจการเติบโต “ความไว้ใจ” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะสิ่งที่เคยคุยกันด้วยคำว่า “เพื่อนกัน” ต้องถูกแทนที่ด้วยคำถามเรื่อง หุ้น รายได้ บัญชี สัญญา ทรัพย์สิน อำนาจบริหาร และสิทธิในแบรนด์
จากกรณีร้อน “ต้า–ยัต เฟ็ดเฟ่” ที่กลับมาเป็นประเด็นใหญ่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 สู่การแยกทางของ “เดอะมีน” จาก OHANA รวมถึงข้อพิพาททางธุรกิจของ “กระต่าย พรรณนิภา” และ “ออม สุชาร์–พริม ณัฐชา” ซึ่งจบด้วยการซื้อหุ้น 48% มูลค่า 25 ล้านบาท รวมถึงอีกหลายกรณี
ภาพเหล่านี้กำลังสะท้อนปรากฏการณ์เดียวกันว่า วันที่ธุรกิจเดินมาถึงทางแยก ความสัมพันธ์ส่วนตัวอาจไม่สามารถใช้แทนเอกสารทางธุรกิจได้
แฟ้มที่ 1 : “ต้า–ยัต FEDFE” จากเพื่อนกว่า 20 ปี สู่ข้อพิพาทหุ้น–ทรัพย์สิน
กรณีล่าสุดและกำลังเป็นที่จับตาที่สุดในเวลานี้
วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ชื่อของ “ต้า เฟ็ดเฟ่” และ “ยัต ชัยโสโร” กลับมาอยู่กลางกระแสอีกครั้ง หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลและคลิปเสียงเกี่ยวกับความขัดแย้งของอดีตคู่หูที่ร่วมงานและรู้จักกันมานานกว่า 20 ปี
ประเด็นไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องความสัมพันธ์ แต่ลุกลามไปถึง หุ้น ทรัพย์สิน รายได้จากช่อง YouTube เงินเดือน การบริหารบริษัท และคดีเรียกค่าเสียหายรวมประมาณ 20 ล้านบาท โดยรายละเอียดจำนวนหนึ่งยังเป็นข้อมูลจากฝั่งคู่กรณีและอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย
ในรายการ “โหนกระแส” วันที่ 25 สิงหาคม ต้าออกมาให้ข้อมูลพร้อมทนาย ขณะที่ยัตติดต่อรายการและระบุว่าจะชี้แจงอีกด้านพร้อมหลักฐานของตนเอง
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงคือสถานะความเป็นเจ้าของและสิทธิในธุรกิจ ตลอดจนรายได้ที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน ขณะที่ฝั่งต้ามีการนำเอกสารมาโต้แย้งประเด็นการโอนหุ้น และยืนยันว่าไม่ได้ลงนามในเอกสารซื้อขายหุ้นดังกล่าว
อีกประเด็นที่ถูกนำเสนอในรายการคือเรื่องค่าตอบแทน โดยต้าระบุว่าเคยได้รับเงินเดือน 150,000 บาท ก่อนถูกลดเหลือ 40,000 บาท ขณะที่รายละเอียดและข้อเท็จจริงของข้อพิพาทยังต้องพิจารณาจากหลักฐานและคำชี้แจงของทั้งสองฝ่าย
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สะเทือนใจแฟนคลับไม่ใช่เพียงตัวเลขเงินหรือหุ้น แต่คือประโยคสำคัญที่สะท้อนปมทั้งหมดว่า
เมื่อสิ่งที่สร้างร่วมกันมานานถูกเปลี่ยนให้เป็นข้อพิพาททางธุรกิจ ใครคือเจ้าของสิ่งที่สร้างขึ้นมาด้วยกัน?
และนี่คือคำถามที่ต้องให้เอกสารและกระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตอบ

“ต้า–ยัต FEDFE”
แฟ้มที่ 2 : OHANA–“เดอะมีน” จากสมาชิกยุคแรก สู่การพ้นสภาพบริษัท
อีกกรณีที่สะเทือนวงการครีเอเตอร์ไทย คือการแยกทางระหว่าง OHANA และ “เดอะมีน” พงศธร เหลาจันทึก
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 บริษัท โอฮาน่า โปรดักชั่น จำกัด ออกแถลงการณ์ระบุว่า เดอะมีน ซึ่งดำรงตำแหน่งด้านบัญชี พ้นสภาพการเป็นพนักงานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2568 และจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทีมงานหรือกิจกรรมของบริษัทอีกต่อไป
บริษัทไม่ได้เปิดเผยเหตุผล โดยระบุว่าการชี้แจงอาจกระทบต่อประเด็นทางกฎหมาย
ต่อมาเดอะมีนออกมาเคลื่อนไหว ขอโทษเพื่อนและประกาศยุติบทบาทที่เกี่ยวข้องกับ OHANA พร้อมระบุว่าจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะที่รายละเอียดของข้อพิพาทไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทั้งหมด
กรณีนี้จึงแตกต่างจาก “ต้า–ยัต” ตรงที่ข้อมูลสาธารณะไม่ได้ชี้ไปที่ข้อพิพาทเรื่องหุ้นหรือการแบ่งทรัพย์สินโดยตรง แต่สะท้อนอีกมุมหนึ่งของธุรกิจครีเอเตอร์ นั่นคือ
เมื่อกลุ่มเพื่อนกลายเป็นบริษัท ตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบย่อมมีสถานะทางธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น
แฟ้มที่ 3 : “อู๊ด เป็นต่อ” เพื่อน 30 ปี สู่ปมธุรกิจร้านอาหารและหนี้หลักล้าน
เดือนมิถุนายน 2569 “อู๊ด เป็นต่อ” ออกมาเปิดเผยปัญหากับอดีตเพื่อนรักที่รู้จักกันมานานกว่า 30 ปี หลังร่วมทำธุรกิจร้านอาหาร
อู๊ดระบุว่า หลังธุรกิจปิดตัวลง มีภาระหนี้และปัญหาภาษีที่ตนต้องรับผิดชอบ พร้อมกล่าวหาว่าอดีตเพื่อนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงและไม่ชำระหนี้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
เจ้าตัวระบุว่าเตรียมให้ทนายรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย แต่ยังเปิดช่องให้อีกฝ่ายเข้ามาเจรจา
นี่จึงเป็นอีกกรณีที่สะท้อนว่า เพื่อน 30 ปีอาจรักษาความสัมพันธ์ได้ แต่เมื่อมีหนี้และภาระทางกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องธุรกิจก็ต้องแยกออกจากเรื่องส่วนตัว
แฟ้มที่ 4 : “ออม สุชาร์–พริม ณัฐชา” ศึก Fleen Beauty จบด้วยซื้อหุ้น 25 ล้าน
หนึ่งในกรณีที่เห็นภาพชัดที่สุดว่า “ธุรกิจเพื่อนหรือหุ้นส่วน” สามารถจบด้วยการเจรจาทางธุรกิจได้อย่างไร คือข้อพิพาทระหว่าง ออม สุชาร์ มานะยิ่ง และ พริม ณัฐชา ชุณหะ ในธุรกิจ Fleen Beauty
ข้อพิพาทเรื่องหุ้นส่วนและการบริหารธุรกิจลุกลามถึงการฟ้องร้อง ก่อนวันที่ 22 กันยายน 2568 ศาลนัดไกล่เกลี่ย และทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อยุติได้
ผลการไกล่เกลี่ยคือ ออมซื้อหุ้น 48% ของพริมในราคา 25 ล้านบาท และทั้งสองฝ่ายถอนฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องต่อกัน
และที่สำคัญคือ การยุติความขัดแย้งไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายต้องกลับมาเป็นหุ้นส่วนเหมือนเดิม แต่สามารถใช้ “การซื้อหุ้น” เป็นทางออกให้แต่ละฝ่ายเดินหน้าต่อได้
แฟ้มที่ 5 : “ซีแนม–ดิว อริสรา” ปมร้านทำเล็บ เงินลงทุนกว่าล้าน สู่ศาล
ย้อนกลับไปปี 2561 กรณี ซีแนม สุนทร และ ดิว อริสรา เกี่ยวกับธุรกิจร้านทำเล็บ เป็นอีกตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ
ข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับเงินลงทุนและการคืนเงินหลังโครงการร้านทำเล็บไม่ได้ดำเนินต่อ โดยมีการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล
ในเวลานั้นมีการเปิดเผยว่าเงินลงทุนจากหุ้นส่วนรวมกันอยู่ในระดับหลายล้านบาท ขณะที่แต่ละฝ่ายมีคำชี้แจงเกี่ยวกับสาเหตุและภาระความรับผิดชอบแตกต่างกัน
บทเรียนสำคัญของกรณีนี้คือ การลงทุนด้วยกันไม่เท่ากับการเป็นเจ้าของในสัดส่วนเดียวกัน และเมื่อธุรกิจไม่เกิดขึ้นตามแผน เงินลงทุนจะกลายเป็นคำถามสำคัญทันทีว่าใครต้องรับผิดชอบและคืนเงินอย่างไร
แฟ้มที่ 6 : “ต้นหอม–มะตูม–ปู ไปรยา” ธุรกิจอาหารเสริม เมื่อถอนตัวกลายเป็นเรื่องสัญญา
อีกกรณีในอดีตคือธุรกิจอาหารเสริมที่เกี่ยวข้องกับ ต้นหอม ศกุนตลา–ดีเจมะตูม และปู ไปรยา
เมื่อปูตัดสินใจถอนตัวจากธุรกิจ มีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการทำงานและสัญญา โดยต้นหอมเคยให้สัมภาษณ์ว่าหลังจากนั้นจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย ขณะที่ปูให้เหตุผลของตัวเองเกี่ยวกับการยุติบทบาทในธุรกิจ
กรณีนี้สะท้อนประเด็นสำคัญของการร่วมธุรกิจว่า
การถอนตัวจากการเป็นหุ้นส่วนหรือพรีเซนเตอร์ ไม่ได้หมายความว่าภาระตามสัญญาจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

ภาพจากผู้จัดการ https://mgronline.com/entertainment/detail/9620000006076
แฟ้มที่ 7 : วิลลี่–เสนาหอย–เปิ้ล นาคร : จากแก๊ง “สาระแน” สู่เส้นทางธุรกิจที่ต้องแยกกันเดิน
วิลลี่ แมคอินทอช, เสนาหอย เกียรติศักดิ์ และเปิ้ล นาคร เคยเป็นเพื่อนและคู่หูในรายการ “สาระแน” ก่อนร่วมกันทำธุรกิจผ่านบริษัท ลักษ์ 666 จำกัด ซึ่งเติบโตจากงานโทรทัศน์ไปสู่ภาพยนตร์และธุรกิจบันเทิงหลายรูปแบบ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจเผชิญปัญหาหนักในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคทีวีดิจิทัล โดยมีการเปิดเผยภายหลังว่าบริษัทมีภาระหนี้ประมาณ 106 ล้านบาท ขณะที่การบริหารธุรกิจเริ่มมีความเห็นแตกต่างกัน
ต่อมา เปิ้ล นาคร ตัดสินใจถอนหุ้นออกจากลักษ์ 666 โดยให้เหตุผลเรื่องภาระงานและการมีเวลาเข้ามาบริหารธุรกิจน้อยลง ขณะที่วิลลี่เคยยืนยันว่าไม่ได้มีความโกรธเคืองกัน และมองว่าเป็นการแยกทางธุรกิจมากกว่าการแตกหักส่วนตัว
หลังจากนั้นทั้งสามแยกไปทำงานและธุรกิจของตัวเอง ความสัมพันธ์ไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม แม้แต่ละฝ่ายยังเคยพูดถึงกันด้วยความผูกพันและความรู้สึกดี ๆ
จากข้อมูลตามที่นำเสนอไป เมื่อเรียงกรณีเหล่านี้ตั้งแต่ธุรกิจร้านทำเล็บ ธุรกิจอาหารเสริม ธุรกิจเครื่องสำอาง ไปจนถึงบริษัทครีเอเตอร์ จะเห็นว่าชนวนความขัดแย้งมีหลายรูปแบบ
แต่มี “จุดร่วม” ที่วนกลับมาแทบทุกครั้ง
1. หุ้น ใครเป็นเจ้าของกี่เปอร์เซ็นต์? ใครมีสิทธิออกเสียง? ใครสามารถซื้อหุ้นของอีกฝ่ายได้?
2. รายได้ เงินจากยอดขาย สปอนเซอร์ YouTube หรือธุรกิจออนไลน์เป็นของบริษัทหรือของบุคคล?
3. บัญชี ใครเป็นคนดูแลบัญชี? ใครมีสิทธิเบิกจ่าย? ใครต้องรับผิดชอบหากบัญชีมีปัญหา?
4. ทรัพย์สิน เมื่อธุรกิจเกิดจากการร่วมแรงกัน สิ่งที่สร้างขึ้นมา เช่น แบรนด์ ช่องออนไลน์ ฐานลูกค้า หรือคอนเทนต์ มีสถานะเป็นของใคร?
5. อำนาจบริหาร ใครเป็นกรรมการ? ใครมีอำนาจลงนาม? ใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องสำคัญ?
6. วันที่ต้องแยกทาง นี่คือจุดที่ยากที่สุด เพราะตอนเริ่มต้นทุกคนอาจคิดว่า “เราเป็นเพื่อนกัน เดี๋ยวคุยกันได้”แต่เมื่อถึงวันที่ต้องแยกทาง คำถามจะเปลี่ยนเป็น “แล้วฉันมีสิทธิอะไร?”
เมื่อ “ชื่อเสียง” กลายเป็นทุน และ “มิตรภาพ” กลายเป็นความเสี่ยง
ธุรกิจคนดังยุคใหม่ไม่เหมือนธุรกิจในอดีต เมื่อก่อนดาราอาจเปิดร้านอาหาร หรือทำแบรนด์สินค้าเป็นกิจการเสริม
แต่ยุคครีเอเตอร์ วันนี้ “ตัวตน” กลายเป็นสินทรัพย์ ช่อง YouTube สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่อง ชื่อของอินฟลูเอนเซอร์สามารถกลายเป็นแบรนด์ ฐานผู้ติดตามสามารถเปลี่ยนเป็นลูกค้า และคอนเทนต์เก่าสามารถสร้างรายได้แม้เจ้าของไม่ได้ผลิตงานชิ้นใหม่ นั่นหมายความว่า เมื่อสมาชิกคนหนึ่งถอนตัวจากทีม คำถามไม่ได้จบที่ “ใครจะไป ใครจะอยู่?”
แต่ต้องถามต่อว่า ช่องอยู่กับใคร? แบรนด์เป็นของใคร? รายได้ย้อนหลังเป็นของใคร? คอนเทนต์ที่ทำร่วมกันยังใช้ได้หรือไม่? ทรัพย์สินที่ซื้อด้วยเงินบริษัทเป็นของใคร?
จาก ต้า–ยัต, OHANA–เดอะมีน, อู๊ด เป็นต่อ, ออม–พริม, ซีแนม–ดิว และต้นหอม–ปู รายละเอียดของแต่ละกรณีแตกต่างกัน และบางกรณียังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย แต่ทุกเรื่องกำลังสะท้อนบทเรียนเดียวกัน
มิตรภาพอาจทำให้คนสองคนกล้าจับมือทำธุรกิจ แต่เมื่อธุรกิจเติบโต ความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดสิทธิของแต่ละฝ่ายได้
วันที่ทุกอย่างรุ่งเรือง ทุกคนอาจแบ่งกันด้วยความไว้ใจ แต่วันที่ความสัมพันธ์พัง คำถามจะเหลือเพียงว่า สิ่งที่สร้างมาด้วยกัน จะถูกแบ่งกันอย่างไร?
นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของธุรกิจคนดังยุคใหม่
เพราะในวันที่ธุรกิจยังเล็ก “เพื่อน” อาจสำคัญที่สุด แต่ในวันที่ธุรกิจมีมูลค่าหลายล้านหรือหลายสิบล้านบาท
สิ่งที่เคยพูดกันด้วยปาก อาจต้องถูกพิสูจน์ด้วยเอกสาร
จาก “เพื่อนรัก” จึงอาจกลายเป็น “คู่กรณี” ได้ในวันที่ผลประโยชน์เดินเข้ามาอยู่ตรงกลาง และคำว่า “เราเพื่อนกัน” อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
เมื่อคำถามสุดท้ายเหลือเพียงว่า แล้วในทางกฎหมาย…ใครเป็นเจ้าของ?




