ศาลฎีกาพิพากษา สั่งเพิกถอนการโอนโฉนดที่ดินกว่า 100 ไร่ ทั้งทะเลสาบ-คลับเฮ้าส์-สวนหย่อม รวมทั้งรื้อถอนบ้านหรูของ 'เสี่ยตัน ภาสกรนที-เมีย' ย่านบางพลี คืนให้นิติบุคคล'ไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า' หลังบริษัทที่ทำบ้านจัดสรรแอบเอาพื้นที่ส่วนกลางที่เคยโฆษณาไปขายให้ 'เมียเสี่ยตัน' ชี้สัญญาเป็นโมฆะ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ศาลฎีกามีคำพิพากษา ยืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ที่ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และ 104796 (เนื้อที่ 2 ไร่ 34.9 ตารางวา) ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 1 (บริษัท ไพร์ม เนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด) กับจำเลยที่ 6 (นางอิง ภาสกรนที ภรรยานายกร ภาสกรนที นักธุรกิจชื่อดัง) และให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1318 (ทะเลสาบบริเวณใจกลางโครงการหมู่บ้านไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า เนื้อที่ 94 ไร่ 3 งาน 44.2 ตารางวา), โฉนดเลขที่ 98963 (แปลงคง) (ที่ตั้งสโมสร คลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ สวนหย่อม และอาคารสำนักงานขายเดิมของโครงการฯ เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 34.2 ตารางวา) , โฉนดเลขที่ 104795 (เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 91.3 ตารางวา) , โฉนดเลขที่ 104796 (เนื้อที่ 2 งาน 43.6 ตารางวา) โฉนดเลขที่ 98961 (ทางสายหลักเข้าออกหมู่บ้าน เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 41.1 ตารางวา) และโฉนดเลขที่ 98642 (โรงเรียนอนุบาลหรือสนามเทนนิส) ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ แก่โจทก์ (นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า) เพื่อประโยชน์ในทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการของโจทก์ทุกแปลง
รวมทั้งให้ จำเลยที่ 6(นางอิง ภาสกรนที) รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และ 104796 และส่งมอบคืนแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า ในสภาพดีดังเดิม
รายงานข่าว คดีดังกล่าว ทางนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า (คณะกรรมการนิติบุคคลมีมติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 แต่งตั้งให้หม่อมหลวงปริยดา ดิสกุล และนายพรชัย กังวานวาณิชย์ กรรมการสองคนมีอำนาจลงนามกระทำการแทนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร) เป็นโจทก์ ฟ้องจำเลย 6 รายได้แก่ บริษัท ไพร์ม เนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด จำเลยที่ 1 บริษัท ไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า จำกัด จำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทลิฟวิ่ง ลากูน จำกัด จำเลยที่ 3 นายพรรณธฤต หรือพายุ เนื่องจำนงค์ จำเลยที่ 4 นางสาวฑีรนาฎ เนื่องจำนงค์ จำเลยที่ 5 และนางอิง ภาสกรนที จำเลยที่ 6 เรียกคืนที่ดินส่วนกลางหมู่บ้าน ประกอบด้วย พื้นที่ทะเลสาบกลางหมู่บ้าน ประมาณ 100 ไร่ สระว่ายน้ำ สวนหย่อม อาคารสำนักงานของที่ทำงานนิติบุคคลหมู่บ้าน และทางเข้าหมู่บ้านด้านทิศเหนือ ที่ติดกับถนนสุขาภิบาล 2 และพื้นที่โรงเรียน ที่จำเลย 1-5 นำที่ดินดังกล่าวไปขายให้นางอิง โดยปลอดภาระจำยอม ทั้งที่เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของหมู่บ้าน โดยนิติบุคคลมิได้รู้เห็นหรือตกลงด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า ต่อมาศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 กลับคำพิพากษาชั้นต้น โดยให้จำเลยโอนที่ดินดังกล่าวคืนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า ขณะที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยศาลฎีการับเมื่อวันที่ 13 เดือน พฤศจิกายน 2566
ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีการะบุว่า ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้ร่วมจัดสรรที่ดินได้โฆษณาหรือแสดงให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไปที่สนใจโครงการจัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 98963 ส่วนที่ใช้เป็นคลับเฮาส์มีเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 34.2 ตารางวา ซึ่งปรากฏตามคำเบิกความของนายวิวัฒน์ ถนอมวรารักษ์ นางวารุณี ณ เชียงใหม่ นายพรชัย กังวานวาณิชย์ ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการพิพาทและเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโจทก์เบิกความไว้ในทำนองเดียวกันว่า การพิจารณาซื้อที่ดินในโครงการพิพาทนั้นมีการพิจารณาจากทำเลที่ตั้งของโครงการ ทัศนียภาพ สาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก และบริการต่าง ๆ ที่โครงการเสนอตามที่ได้โฆษณาไว้ แม้ราคาที่ดินของโครงการพิพาทนี้จะมีราคาสูงกว่าที่ดินแปลงอื่นในบริเวณเดียวกัน แต่การที่โครงการจัดให้มีทะเลสาบ สโมสร โรงเรียนนานาชาติ สนามเทนนิส มีทางเข้าออก 2 ทาง อันเป็นเหตุให้ตกลงซื้อที่ดินในโครงการและปลูกบ้านอยู่อาศัย เพราะคาดหวังว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางตามที่มีการโฆษณาไว้
คำพิพากษาระบุว่า กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โฆษณาตามเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำเพื่อจูงใจให้บุคคลทั่วไปที่สนใจโครงการหรือผู้ที่พบเห็นข้อความดังกล่าวเข้าทำสัญญาซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ได้ดำเนินการร่วมกัน และกรณีดังกล่าวเป็นการให้คำรับรองแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการทั้งสอง โครงการว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะบนที่ดินที่ปรากฏในใบโฆษณาหรือแผนผังโครงการ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญในการทำให้ผู้ตัดสินใจเข้าซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เชื่อว่าจะได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทนในการเข้าทำสัญญาซื้อขายบ้านจัดสรรในโครงการดังกล่าว
"จึงถือว่าการประกาศโฆษณาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับผู้ตัดสินใจเข้าซื้อบ้านและที่ดินในโครงการจัดสรรตามความหมายของพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผลแห่งโฆษณานั้นโดยต้องถือว่าข้อความในเอกสารโฆษณาและแผนผังโครงการจัดสรรทั้งสองแปลงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกราย จึงถือว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 98963 ทั้งแปลงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ใช้เป็นสาธารณูปโภคด้วย มิใช่เพียงบางส่วนตามที่ได้จดทะเบียนเป็นภาระจำยอมไว้เท่านั้น"คำพิพากษาระบุ
คำพิพากษาระบุว่า ที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ฎีกาอ้างว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1318 (แปลงคง), 98961, 98963 (แปลงเดิม) ของจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินนอกผังจัดสรรจึงไม่อาจตกอยู่ในภาระจำยอมตามพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน ซึ่งตามพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (1) (4) ประกอบมาตรา 28 ที่ดินจัดสรรจะต้องเป็นที่ดินที่ผู้จัดสรรที่ดินเป็นเจ้าของกรรมสิทธิหรือมีสิทธิครอบครอง ซึ่งระบุไว้ในคำขออนุญาตและแผนผังโครงการ แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1318 (แปลงคง), 98961, 98963 (แปลงเดิม) ของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินของโครงการจัดสรรที่ดินไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า 1 และ 2 เพราะไม่มีการจดแจ้งที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวว่าอยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินตามมาตรา 28 และมาตรา 43 ที่กำหนดว่าสาธารณูปโภคจะตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรต้องเป็นสาธารณูปโภคที่ระบุอยู่ในแผนผังและโครงการนั้น เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และหลีกเลี่ยงการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังที่ได้วินิจฉัยไปแล้ว ซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกดำเนินคดีในทางอาญาได้เท่านั้น
คำพิพากษาระบุว่า แม้ในการขออนุญาตจัดสรรที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะมิได้มีการจดแจ้งให้ปรากฏถึงโฉนดที่ดินโฉนดเลขที่ 1318, 98961 และ 98963 และที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และ 104796 ของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในโครงการจัดสรรตามที่กำหนดไว้ในแผนผังที่ดินที่ขออนุญาตจัดสรรของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ตาม แต่การจัดที่ดินให้เป็นสาธารณูปโภคไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในคำขอจัดสรรที่ดินหรือเอกสารการขออนุญาตจัดสรรที่ดินเสมอไป เพียงแต่ถ้ามีการระบุไว้ในคำขอหรือแผนผังโครงการก็เป็นการแสดงเจตนาของผู้จัดสรรที่จะกันที่ดินส่วนนั้นให้เป็นสาธารณูปโภคตามที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนดเท่านั้น หากผู้จัดสรรได้แสดงหรือกำหนดที่ดินส่วนใดให้เป็นสถานที่อำนวยประโยชน์ที่จะจัดให้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้ไม่ได้ระบุไว้ในคำขอหรือแผนผังโครงการก็ถือว่าที่ดินส่วนนั้นเป็นที่ดินที่เป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะได้ เพราะหากจะถือเอาเฉพาะที่ดินจัดสรรที่มีภาระจำยอมหรือสาธารณูปโภคเฉพาะส่วนที่ระบุไว้ในคำขออนุญาตและแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ผู้จัดสรรโฆษณาหรือแสดงให้ปรากฏแก่ผู้บริโภคโดยไม่สุจริตแล้ว ย่อมทำให้สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์ในโครงการจัดสรรซึ่งถือว่าเป็นผู้บริโภคไม่ได้รับการคุ้มครอง
"กรณีดังกล่าวจึงไม่ทำให้ที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่นำมาใช้โฆษณาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดสรรที่ดินนั้นพ้นจากการเป็นที่ดินสำหรับสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะไปได้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 6 จึงไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1318, 98961 และ 98963 และที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และ 104796 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 98963 เป็นสาธารณูปโภคที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินในโครงการพิพาทที่จะต้องโอนให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 6 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"คำพิพากษาระบุ
คำพิพากษาศาลฎีการะบุวา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และ 104796 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 6 หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 98961 และ 98963 เป็นที่ดินสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางของผู้บริโภค ที่ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดินพิพาท ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจึงเป็นที่ดินที่ผู้จัดสรรจะต้องโอนให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน ซึ่งพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง และมาตรา 43/1 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.การ จัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 มาตรา 7 ที่กำหนดห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการการจัดสรรที่ดิน และห้ามมิให้โอนไปเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่มิใช่สาธารณูปโภคสำหรับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เว้นแต่เป็นการโอนตามพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินหรือกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
คำพิพากษาระบุว่า ที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 ฎีกาว่า ในการที่จำเลยที่ 6 ติดต่อซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และ 104796 รวมทั้งมีการซื้อขายแล้ว จำเลยที่ 6 ยังได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวออกไป โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านหรือทักท้วงการซื้อขายหรือการก่อสร้างบนที่ดินดังกล่าวนั้น กรณีดังกล่าวไม่อาจทำให้ที่ดินที่ผู้จัดสรรประสงค์จะให้เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และโฉนดเลขที่ 104796 ที่แยกออกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 98963 ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณูปโภคเปลี่ยนเป็นที่ดินของบุคคลอื่นไปได้ เพราะการจัดที่ดินส่วนนี้ให้เป็นสาธารณูปโภคนั้นมีการจัดทำมาตั้งแต่เริ่มโครงการแล้ว
"การที่จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 98963 ซึ่งเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ออกเป็น 3 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 98963 (แปลงคง), 104795 และ 104796 แล้วโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และโฉนดเลขที่ 104796 ให้แก่จำเลยที่ 6 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2558 ในภายหลังนั้น จึงเป็นการโอนทรัพย์ส่วนกลางซึ่งเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้แก่จำเลยที่ 6 ซึ่งมิได้เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร อันเป็นการต้องห้ามตามพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 33 นิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และ 104796 ให้แก่จำเลยที่ 6 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้จำเลยที่ 6 จะอ้างว่าซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแต่กรณีดังกล่าวไม่อาจนำมาหักล้างนิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหาได้ไม่ หากจำเลยที่ 6 ได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 6 จะต้องไปดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายถ้าหากมีเอาแก่ผู้ขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 6 เท่านั้น"คำพิพากษาระบุ
คำพิพากษาระบุว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เคยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และ 104796 ไปจำนองแก่สถาบันการเงินเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และเคยนำที่ดินทั้งสองแปลงไปขายฝากแก่บุคคลภายนอกมาแล้วตามสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.29 โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้าน และการที่เจ้าพนักงานที่ดินยินยอมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แสดงว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ดินนอกจัดสรรโดยเป็นที่ดินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 104795 และ 104796 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกาศโฆษณาขายหรือแสดงออกแก่บุคคลทั่วไปนำไปใช้เพื่อโครงการจัดสรรทั้งสองโครงการแล้ว จึงถือว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินที่เป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะในโครงการจัดสรร ที่ดินทั้งสองโครงการโดยผลของกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องมอบสิทธิหรือประโยชน์ในการอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ประกาศโฆษณาไว้
คำพิพากษาระบุว่า การที่โจทก์ไม่เคยคัดค้านหรือส่วนการที่เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 104795 และ 104796 เป็นเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้แจ้งว่าที่ดินทั้งสองแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1319 หรือ 98963 ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ประกาศโฆษณาว่าเป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะของโครงการจัดสรรทั้งสองโครงการของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นการก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินดังกล่าวไว้ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกออกไปแล้ว การที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการสำคัญผิดเนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้แสดงให้ปรากฏว่า ที่ดินทั้งสองแปลงที่แบ่งแยกออกมานี้เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะของโครงการจัดสรรที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินเห็นว่าที่ดินทั้งสองแปลงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เป็นบริการสาธารณะดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 6 กล่าวอ้าง
"ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 6 นั้น ไม่มีผลทำให้คำพิพากษาศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน"คำพิพากษาศาลฎีการะบุ




