ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งชั้นต้น ให้รับคำฟ้องของ ‘นพ.สรณ’ ไว้พิจารณา ชี้เมื่อกรรมการสรรหาฯ มีคำวินิจฉัย ให้พ้นตำแหน่ง กสทช. แล้ว ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ ประธาน กสทช.ต่อไปได้ ถือเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหาย
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ฟ้องคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.ไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของผู้ฟ้องคดีต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ นพ.สรณ ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ที่ให้นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง กสทช. ตั้งแต่ต้นเนื่องจากมีลักษณะต้องห้าม แต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่านพ.สรณยังไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายเนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีการทูลเกล้าฯ ให้นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง ต่อมานายสรณ ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยระบุว่า
รายงานข่าแจ้งว่า นพ.สรณระบุในการยื่นอุทธรณ์ว่าตนเองได้รับความเสียหายแล้ว เนื่องทำให้สถานะและอำนาจหน้าที่ของตนเองถูกโต้แย้ง และทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าตนเองจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งกระทบต่อการทำงานในฐานะประธานกรรมการ กสทช. ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน และ ทำให้เกิดความเสี่ยงที่อาจสูญเสียค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ในระยะเวลาที่เหลือของวาระการดำรงตำแหน่ง และก่อความเสียหายทางจิตใจจากการถูกกล่าวหาว่าเข้ารับตำแหน่งทั้งที่มีลักษณะต้องห้าม จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยไม่ต้องรอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด จึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้รับคำฟ้องลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 พร้อมทั้งคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ไว้พิจารณา
ทั้งนี้ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้เข้าดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 อันเป็นห้วงเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะมีหนังสือลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. และก่อนที่จะมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 13 เมษายน 2565 ว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นไป
คำสั่งศาลปกครองสูงุดระบุวา เมื่อบทบัญญัติมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 บัญญัติให้การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 8 (1) (2) และ (3) ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีนั้น เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีเป็นกรรมการตามมาตรา 14 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ซึ่งกฎหมายให้อำนาจในการออกคำสั่งหรือมติใดๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าใช้อำนาจตามมาตรา 15/1 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 โดยวินิจฉัยเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีว่า การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
“เมื่อความตอนท้ายของมาตรา 18 นั้น ได้กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการสรรหากรรมการ กสทช. ใหม่ โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าว ย่อมถือเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช.ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 โดยผู้ฟ้องคดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่า 4 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก” คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุ
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายดังกล่าวต้องมีคำบังคับของศาลให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังขึ้น
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า เมื่อมาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 กำหนดให้คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นที่สุด และผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้ฟ้องคดีทราบตามนัยมาตรา 50 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ไว้ในหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาล ตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 แจ้งตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ สว (กสทช) 0008/(ส) 330 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดยเจ้าหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับไว้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 โดยที่คำสั่งทางปกครองย่อมมีผลให้ใช้ยันต่อผู้ฟ้องคดีตั้งแต่ขณะได้รับแจ้ง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 วันดังกล่าวจึงถือเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายใน 90 วัน นับแต่วันดังกล่าวคือ ภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 49 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลจึงรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาได้
“การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของผู้ฟ้องคดีต่อไป”คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุ




